๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๘ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราพากันมาบวช ผู้ที่ไม่ได้บวชก็มาประพฤติมาปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกัน เราพากันมานอนมาพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง กลางวันถ้าจะนอนถ้าจะพักผ่อนก็ไม่ควรนอนเกินครึ่งชั่วโมง นอนกลางวันมาก กลางคืนจะทำให้นอนไม่หลับ เวลากลางวันเราตื่นอยู่เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมงถึง ๑๘ ชั่วโมง
เวลา ๑๖ ชั่วโมงถึง ๑๘ ชั่วโมง เป็นเวลาที่เราเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ การเจริญสติสัมปชัญญะนั้นเป็นการรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม การเจริญสติปัฏฐานนั้นคือการทำความเพียรของเราทุก ๆ คน
เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจว่าเรามาทำความเพียรกันทำไม การมาทำความเพียรของเราเพื่อเราทุกคนจะมาหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ได้แก่สัญชาตญาณที่เป็นตัวที่เป็นตน ที่เราทุกคนมีความต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
การมาทำความเพียรมีความหมายอย่างนี้ การที่จะหยุดสัญชาตญาณ หยุดวัฏฏสงสาร ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัย อาศัยการทำความเพียร ให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ เราพากันมานอนมาพักผ่อนให้เพียงพอ เราพากันมานอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง เวลากลางวันนอนพักผ่อนวันละ ๓๐ นาทีก็คงจะเพียงพอ
ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไร ไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่ตัวเราเองก็ย่อมรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะไปตรึกในกามนั้นไม่ได้ จะไปตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นสาเหตุให้หยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาท
นิมิตหมายที่ปัจจุบันและอนาคต ได้แก่ เราทุกคนต้องมาหยุดสัญชาตญาณที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นคนอื่น
นิมิตนั้นถึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ปัจจุบันถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นนิมิต
เรามีสติมีสัมปชัญญะ เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นนิมิตเป็นเป้าหมาย การทำความเพียรของเราเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นเป้าหมายเป็นนิมิต
ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราทุกคนตั้งอยู่ในความหลง ตั้งอยู่ในความเพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่เอาพระธรรมไม่เอาพระวินัยมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ผู้ที่มาบวชผู้ที่มาปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราพิจารณาร่างกาย แยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนเพื่อจะได้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน แยกออกเป็นชิ้นส่วนแล้วประกอบกันเข้าใหม่เป็นอนุโลมปฏิโลม เพื่อนิมิตทางธรรมจะได้เกิดขึ้น
เราทุกคนนั้นที่มีสัญญาที่เป็นตัวเป็นตนนั้นไม่อยากจะแยกสรีระสังขารร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน สักกายทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นในธาตุในขันธ์ในอายตนะ ทุกคนจะเอาแต่สติเอาแต่สัมปชัญญะ ไม่เห็นคุณเห็นประโยชน์ในการพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบ
เมื่อเราไม่พิจารณาสรีระร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เราทุกคนก็จะไม่สามารถยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนได้
เราจะเป็นนักบวช เราจะเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องประพฤติปฏิบัติเช่นเดียวกัน เพื่อละสักกายทิฏฐิที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงอาศัยความสงบ ไม่มีความฟุ้งซ่าน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นมาที่ตัวเรา การไม่คลุกคลีในหมู่ในคณะนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
การทำวัตรสวดมนต์ การนั่งสมาธิ การทำข้อวัตรกิจวัตร การออกบิณฑบาตนี้ไม่ใช่การคลุกคลี นี้คือการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งภายนอกก็จะเป็นสิ่งภายนอก สิ่งภายในก็จะเป็นสิ่งภายใน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่ใช่การคลุกคลี
พระธรรมพระวินัย ข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นจะหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ถ้าเราทำความเพียร แยกสรีระร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบกันเข้า จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทั้งหลายละนิมิตที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน นิมิตทางธรรมนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้
รูปหล่อ ๆ รูปสวย ๆ นั้นก็จะหยุดไปยกเลิกไป เพราะสาเหตุเราทุกคนที่ได้แยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบกันเข้า
เช่น เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจได้สัมผัสที่เป็นภายนอกภายใน นิมิตที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนนั้น ถ้าเราปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องสิ่งนั้นก็จะถูกยกเลิกไปด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำความเพียรของเรา
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราพากันทำความเพียร เพื่อสภาวธรรมของเราจะได้เกิดติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นิมิตทางธรรมของเราจะได้เกิด
นิมิตทางธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นที่เราจะเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่นั้นแหละคือนิมิต
การประพฤติการปฏิบัติของเราอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นเชิงบวก
ความรู้ความเข้าใจ รู้จักนิมิตทางที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ด้วยเหตุนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงต้องพิจารณาแยกแยะสรีระร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนเข้าสู่พระไตรลักษณ์แล้วเอามาประกอบให้เป็นชิ้นเป็นส่วน
การประพฤติการปฏิบัติพระธรรมพระวินัยการทำความเพียรของเรานั้นถึงเป็นเชิงบวก เพราะเป็นความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ การปฏิบัติธรรมนั้นเราทุกคนถึงมาเน้นที่ตัวของเรา การปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องถือโอกาสถือเวลานี้มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติการทำความเพียรถึงเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงมาที่ตัวของเราเอง
การประพฤติการปฏิบัติที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ถึงเป็นการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก คนอื่นไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจไม่เป็นไร เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นคือหยุดยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
