๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๙ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้เราพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย กายกับใจเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ กายกับใจนั้นย่อมเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน การปฏิบัติกายก็คือปฏิบัติใจ การปฏิบัติใจก็คือการปฏิบัติกาย

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

การปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่ สัญชาตญาณที่รักสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์นี้เป็นวัฏฏสงสาร

 

พระธรรมพระวินัย ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับวัฏฏสงสาร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่า อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าเป็นสิ่งภายนอกก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งภายนอก

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องอยู่ที่เราที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นพื้นฐานของอนาคต พระธรรมพระวินัย ความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นได้เป็นไปในเชิงบวก ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นเชิงบวก

 

ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ตอบแทน อันนี้ก็จะก็เป็นเชิงบวกและเป็นเชิงลบ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการเดินข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม เราก็ไม่มีการประพฤติไม่มีการปฏิบัติ

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องประพฤติปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ใจของเราต้องรู้เข้าใจเพื่อไม่ให้ใจของเราไม่เป็นขั้วบวก ไม่ให้ใจของเราเป็นขั้วลบ จะไม่ได้เอาความปรุงแต่งนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้การปฏิบัติของเราเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ความยึดมั่นถือมั่นในหน้าที่ ในพระธรรมในพระวินัย ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ ไม่ให้สิ่งแวดล้อมธาตุขันธ์อายตนะครอบงำ ไม่ให้โลกธรรมครอบงำในการดำเนินชีวิต

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย ให้พวกเราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณ เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว เพราะปัจจุบันนี้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว

 

ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ความปรุงแต่งย่อมเกิดขึ้นกับเราไม่ได้ วัฏฏสงสารย่อมเกิดไม่ได้ เพราะว่าผู้นั้นมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีอุปการะมาก

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนั้นคือการหยุดการหมุนรอบตัวเองของวัฏฏสงสาร เพราะสติสัมปชัญญะได้หยุดวัฏฏสงสาร เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงอาศัยการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยอย่างนี้ถึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เพราะเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

เมื่อมันผ่านไปแล้ว เมื่อมันเกษียณไปแล้ว ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องพากันปล่อยวาง

 

ธาตุขันธ์อายตนะที่เป็นโลกธรรมยากนักที่เราทุกคนที่จะพากันผ่านไปได้ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยด้วยการรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจในขบวนการของเหตุของปัจจัย ว่าพระธรรมพระวินัยเราจะไปปล่อยพระธรรมพระวินัยที่เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นไม่ได้ ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยนี้ถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย เป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หิริโอตตัปปะ ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ความละอายต่อบาปความเกรงกลัวต่อบาปถึงเป็นธรรมะที่คุ้มครองพวกเราทั้งหลาย

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติตัวเอง ดำเนินชีวิตของตัวเองต้องเป็นผู้ไม่ตรึกในกาม เป็นผู้ไม่ตรึกในพยาบาท เพราะกามและพยาบาทนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ดำเนินชีวิตของตัวเองต้องไม่ตรึกในกาม ต้องไม่ตรึกในพยาบาท

 

ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราจะตรึกนึกคิดในกามก็ไม่มีใครรู้ เราจะตรึกนึกคิดในพยาบาทก็ไม่มีใครรู้

 

แต่เราทุก ๆ คนที่เป็นเจ้าของชีวิตก็ย่อมรู้ในจิตใจจของเราเอง การปฏิบัตินั้นเราทุกคนถึงไปตรึกในกามไม่ได้ ไปตรึกในพยาบาทไม่ได้ เดี๋ยวมันจะเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ไม่มีประโยชน์อะไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน เราจะได้ผ่านโลกธรรมไป ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าสิ่งภายนอกสิ่งภายในนั้นคือสิ่งเดียวกัน เราจะเอากายมาใช้ก็ได้ เอาใจมาใช้ก็ได้ เพราะสิ่งภายนอกภายในนั้นคือสิ่งเดียวกัน

 

ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจหรือว่าการปฏิบัติใจต้องอาศัยกายเป็นเครื่องฝึก เพราะกายกับใจมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นเครื่องฝึก

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราต้องพากันเคารพ เพราะความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเรายังเอาสัญชาตญาณนำชีวิต ยังเอาความผิดนำชีวิต

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบันไป ปัจจุบันเราต้องทำหน้าที่ของหน้าที่ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความสงบนี้จะเป็นความสงบ จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี ไม่ได้ตัดไม่ได้เพิ่ม

 

พรหมจรรย์นั้นเป็นเชิงบวก พรหมจรรย์นั้นเป็นการทำความดีเพื่อความดี พรหมจรรย์นั้นถึงเป็นพระธรรมถึงเป็นพระวินัย สัมมาทิฏฐิเราต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย

 

เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณ หยุดความปรุงแต่งที่มันเป็นขั้วบวกที่มันเป็นขั้วลบ

 

เราต้องมีความเคารพ ถ้าไม่มีความเคารพความสงบนั้นย่อมไม่มีแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นสิ่งยากมากยากจริง ๆ ที่เราทุกคนที่จะหยุดที่จะยกเลิกได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้ผู้เข้าใจในวัฏฏสงสารในกระบวนการของวัฏฏสงสาร

 

ปิติ สุข วิตกวิจารณ์ เอกัคคตา ที่มีจิตใจเป็นหนึ่งในพระธรรมในพระวินัยไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นธงชัยของพระพุทธเจ้าของพระอรหันต์ขีณาสพผู้รู้ผู้เข้าใจ

 

การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ ๆ เต็มอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงมาประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมตรัสว่าอีกข้างหน้า ๓ เดือนตถาคตจะปรินิพพาน เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็เป็นวันพระจันทร์วันเพ็ญ นี้เป็นเครื่องหมายแห่งความเต็ม

 

เราทุกท่านทุกคนมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนมาเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ของหน้าที่ ด้วยปิติสุขเอกัคคตาในความเป็นหนึ่ง เข้าถึงความเต็ม เพื่อการดำเนินชีวิตของเราจะไม่ได้เป็นขั้วบวก จะไม่ได้เป็นขั้วลบ

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยด้วยหยุดยกหูชูงวง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระโมคคัลลานะว่า เธออย่ายกหูชูงวง เพราะท่านโมคคัลลานะนั้นเป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์มีปาฏิหารย์มาก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสวิธีทำตนเมื่อเข้าสู่บ้าน ท่านตรัสสอนว่า

"โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่ชูงวง (มีมานะถือตัวว่าเป็นคนสำคัญ) เข้าไปสู่ตระกูล เพราะถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล หากในตระกูลมีกรณียกิจอยู่หลายอย่างก็จะเป็นเหตุให้พวกเขาไม่ใส่ใจภิกษุผู้เข้ามาแล้ว ภิกษุย่อมมีความคิดว่า อาจจะมีใครยุยงให้สกุลนี้แตกกับเรา พวกเขาดูอิดหนาระอาใจ เมื่อบิณฑบาตไม่ได้อะไร ภิกษุนั้นก็ย่อมเก้อเขิน คิดฟุ้งซ่าน ไม่สำรวมจิต จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ"


..ให้ระวังคำพูด
"โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่พูดถ้อยคำที่จะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน เมื่อต้องพูดต้องเถียงกัน มีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ"


..ไม่ควรคลุกคลีกับคน ควรคลุกคลีกับสถานที่เงียบสงัด
"โมคคัลลานะ เราไม่ได้สนับสนุนให้คลุกคลี แต่เราก็ไม่ได้ตำหนิความคลุกคลีเสียทั้งหมด คือ เราไม่สนับสนุนให้คลุกคลีกับชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต แต่ว่าเราสนับสนุนให้คลุกคลีกับเสนาสนะที่เงียบสงบไม่อื้ออึง ไร้คนสัญจร เป็นที่ๆ ควรประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด" (อรรถกถาว่า พุทธประสงค์คือ จะให้พ้นจากบาปมิตร)


..ทูลถามปัญหา บรรลุพระอรหัต
พระโมคคัลลานะทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วนประเสริฐกว่าเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย"
ตรัสตอบว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ฟังว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้ฟังแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา (วิปัสสนา)


เมื่อเสวยเวทนาอย่างใด ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ ย่อมไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น (อนิจจานุปัสสี) ก็จะคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี) ย่อมพิจารณาเห็นความดับ (นิโรธานุปัสสี) เห็นความสละคืน (ปฏินิสสัคคานุปัสสี)
เมื่อเธอพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นๆ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
โมคคัลลานะ ข้อปฏิบัติโดยย่อมีเพียงเท่านี้แล


อรรถกถาอธิบายว่า ธรรมทั้งปวงที่ไม่ควรยึดมั่น ได้แก่ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 เป็นธรรมที่ไม่ควรยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ เพราะธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แม้อยากจะยึดถือก็ไม่สำเร็จ เพราะความที่มีความแปรปรวนเป็นอื่น ดังนี้เป็นต้น


ท่านว่า ท่านทูลถามโดยย่อ พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบโดยย่อ พระโมคคัลลานะฟังแล้ว เจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

 

ความเคารพจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพเราก็มีความสำคัญมั่นหมายว่าเราดีกว่าเค้า เราเก่งกว่าเค้า เราฉลาดกว่าเค้า เรารวยกว่าเค้า เรามีเพาเวอร์สูงกว่าเค้า หรือว่าเสมอเค้า ต่ำต้อยกว่าเค้า

 

ความไม่เคารพนั้นถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สงบ

 

ปัจจุบันเราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ความเคารพจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ไม่มองข้ามหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นมันคือความผิดพลาด นั้นมันคือความเสียหาย นั่นแหละมันคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีความเคารพเพื่อไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นิสัย ๔ เป็นกิจที่ควรทำ อกรณียกิจเป็นกิจที่ไม่ควรทำ ทุกท่านทุกคนพากันรู้เข้าใจ เพราะทุกท่านทุกคนนั้นจะหยุดเหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรมไปไม่ได้

 

ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปที่เป็นวัฏฏสงสาร ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความไม่ละอายต่อบาปไม่เกรงกลัวต่อบาปนั้นเป็นวัฏฏสงสาร ความเคารพทำหน้าที่ตามพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือการหยุดวัฏฏสงสาร

 

ทุกคนนั้นจะอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรมนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องมาถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นิสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ กิจที่ควรทำ และกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย นั่นแหละคือความไม่ถูกต้อง

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ ทุกคนจะไปตรึกในกามไม่ได้ จะไปตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้ ต้องยกเลิกสัญชาตญาณด้วยการยกเลิกตรึกในกาม ยกเลิกตรึกในพยาบาท

 

เรามาทำหน้าที่ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เพื่อให้พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นบวกอย่างเดียว ถ้าเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันจะเป็นบวกแล้วก็จะเป็นลบ มันจะเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม จะทำให้เสียเวลา ไม่มีประโยชน์อะไร

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ ปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด เพราะการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่ได้เป็นขั้วบวกจะไม่ได้เป็นขั้วลบ การปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่งๆ ขึ้นไปที่เป็นปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นเป็นเพียงตำแหน่งเดียวด้วยการทำหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เพื่อไม่ให้การปฏิบัตินั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ การปฏิบัตินั้นก็จะเป็นเชิงบวกอย่างเดียว

 

เราทุกคนต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อปฏิปทานั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ผู้ที่เป็นนักบวชนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ตื่นอยู่เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่เราทุกคนทำหน้าที่ ทำความเพียร มีความสุขในการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ถ้ามันง่วงมากก็พากันนอนพากันพักผ่อนสักครึ่งชั่วโมง เพื่อออกซิเจนจะได้เข้าสู่ร่างกาย จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

ไม่ควรนอนจำวัดเป็นชั่วโมง ๆ ต้องบังคับต้องคอนโทรลตัวเองให้ได้

 

ผู้ที่เป็นฆราวาสไม่ได้บวช พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง ฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับนักบวช

 

เพราะเหตุผลว่า ความทุกข์ก็เป็นสากล ความสุขก็เป็นสากล ทั้งฆราวาสทั้งนักบวชก็ต้องเอาธรรมนำชีวิต ธรรมนั้นคือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ ธรรมะนั้นถึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน การที่เราเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ชีวิตของการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ที่เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เราหยุดสัญชาตญาณ ที่เราไม่มองข้ามปัจจุบัน เราหยุดสัญชาตญาณอยู่ที่ปัจจุบัน ทั้งฆราวาสทั้งนักบวชก็ต้องประพฤติปฏิบัติให้เกิดเชิงบวกไม่ใช่เดินไปข้างหน้าถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม มันสูญเปล่าไม่มีประโยชน์อะไร

 

ทั้งนักบวชทั้งฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนนั้นได้ทำงาน

 

ความเป็นพระอริยเจ้าถึงเป็นได้ทั้งฆราวาสและนักบวช อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่รู้ที่เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่ทุกหนทุกแห่งที่รู้ที่เข้าใจที่ทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติทำหน้าที่ถึงเป็นการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นคือการทำหน้าที่ ความเคารพไม่มองข้ามปัจจุบัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ที่นั่นแหละจะมีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันทุกหนทุกแห่งทุกสถานที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ความเป็นพระนั้นถึงมีอยู่ในปัจจุบัน ผู้ที่ในเมืองกรุงก็เป็นพระอยู่ที่เมืองกรุง ผู้ที่เป็นพระอยู่ต่างจังหวัดก็เป็นพระอยู่ต่างจังหวัด ผู้อยู่ในป่าในเขาก็เป็นพระอยู่ในป่าในเขา เพราะพระนั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ที่ทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม มีความสุขในการทำหน้าที่ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นก็จะมีอยู่ในที่นั้น

 

เราพากันมาบวช เราพากันมาปฏิบัติธรรม เพื่อมาประพฤติปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เรามาบวชมาปฏิบัติได้รับสิทธิพิเศษบ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ บริโภคใช้สอยทุกอย่างฟรีหมด

 

เรามาถือนิสัยถือพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกเลิกนิสัยของตัวเรา เพราะนิสัยของตัวเรามันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยที่จะเอามาใช้เป็นข้อวัตรกิจวัตรอยู่ที่ปัจจุบันในชีวิตประจำวัน

 

เรานอนพักผ่อนจำวัด ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ กลางวันถ้ามันง่วงมากก็ให้นอนได้เวลา ๓๐ นาที หยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความเคารพในพระธรรมพระวินัย

 

เป็นผู้ไม่ตรึกในกาม เป็นผู้ไม่ตรึกในพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

อย่าไปนำภัยภายในออก ภัยภายนอกเข้ามา วัดของเรานี้ไม่ให้ผู้ที่มาบวชมีโทรศัพท์มือถือใช้โทรศัพท์มือถือ การมีโทรศัพท์มือถือใช้โทรศัพท์มือถือนั้นมันคือการนำภัยภายในออก นำภัยภายนอกเข้ามา นี้คือการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม นี้คือไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ

 

อย่างฆราวาสผู้ครองเรือนเค้ามีโทรศัพท์มือถือนั้นไม่เป็นไร เพราะเค้าต้องเอามาใช้เพื่อทำงานทำหน้าที่ เพื่อสะดวกในการทำงานทำหน้าที่

 

หน้าที่ของนักบวชคือทำอาสวะให้สิ้น เพื่อให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน การที่มีโทรศัพท์มือถือ การที่ใช้โทรศัพท์มือถือนั้นเป็นการนำภัยภายในออก นำภัยภายนอกเข้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ในโลกนี้มีประชากรอยู่แปดพันกว่าล้านคน มีอยู่ ๑๙๕ ประเทศ ได้เอาสัญชาตญาณนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

เรามาบวชมาปฏิบัติได้รับสิทธิพิเศษ ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ การนอนการพักผ่อนจำวัด ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ กลางวันถ้ามันง่วงมากนอนสักครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอ

 

การประพฤติการปฏิบัติคือการทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เราไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติอย่างนี้ไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่ากายกับใจมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ  อยู่ที่ปัจจุบันอยู่ในปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบันด้วยความยึดมั่นถือมั่น เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนที่เป็นขั้วบวกที่เป็นขั้วลบนี้ให้ได้

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่เป็นความยึดมั่นถือมั่น มันจะไม่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวตนเหรอ

 

ปฏิบัติอย่างนี้ไม่เป็นความยึดมั่นถือมั่นไม่เป็นตัวตน นี้คือพระธรรมคือพระวินัย นี้คือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมพระวินัยที่ยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน ให้เรารู้เข้าใจ

 

ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ด้วยเหตุผลนี้เราจะไปตัดสินว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูก อันนี้ดีอันนี้ชั่วนั้นไม่ได้

 

ธรรมวินัยเราต้องพากันรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสิ่งที่นอกเหตุเหนือผลอยู่เหนือความปรุงแต่งของเรา เพราะความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบมันจะจบลงที่วัฏฏสงสาร มันคือการเวียนว่ายตายเกิด

 

เราทุกคนต้องพากันตั้งมั่นเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่อนแง่นคลอนแคลน ถ้าเราทำอย่างนี้เราปฏิบัติอย่างนี้ก็จะมีแต่สุขเกิดขึ้น สุขตั้งอยู่ สุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเราก็จะเป็นสติรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้ธรรมในธรรม เป็นการถือนิสัยไม่เอาภัยภายในออก ภัยภายนอกเข้า ชีวิตของเราก็จะก้าวไปด้วยพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานอยู่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานอยุ่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ที่มีความรู้ความเข้าใจว่าเราจะเอาพระนิพพานเมื่อวาระจิตสุดท้ายเมื่อกายของเราละสังขารความผิดพลาดจะเกิดขึ้นได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะ เพราะปัจจุบันเราไม่มีพื้นมีฐานยากที่จะเข้าถึงวาระจิตสุดท้ายได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน อย่าไปรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเข้าถึงพระนิพพาน ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า ปัจจุบันนี้เราต้องเข้าถึงพระนิพพานเข้าถึงพระธรรมพระวินัยยกเลิกสัญชาตญาณของเราทุกคน อย่าไปรอพระนิพพานเมื่อละสรีระร่างกายละสังขารมันจะเกิดความผิดพลาดได้ ด้วยเหตุผลนี้ท่านถึงจึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า 

บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายในการบำเพ็ญพุทธบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราขอเตือนทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นด้วยความไม่ประมาท

เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะปัจจุบันนี้เป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

Visitors: 117,831