๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ตั้งใจฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่งให้ตัวตรง
การพัฒนาตัวเราทุก ๆ คน ต้องเอาทางวิทยาศาสตร์และทางจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเราพัฒนาแต่ทางจิตใจทิ้งทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นการพัฒนาที่สุดโต่ง ถ้าเราพัฒนาตั้งแต่วิทยาศาสตร์ทิ้งทางจิตใจก็เป็นการพัฒนาที่สุดโต่ง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นแต่เพียงปรัชญา เป็นเพียงแต่ปัญญา ปัญญานั้นยังมีอยู่ ๒ อย่าง ปัญญาหนึ่งยังเป็นปัญญาที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นปัญญาที่รักความสุข หลงอยู่ในความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย มีความยินดีในการสืบพันธุ์ นี้คือปัญญาอีกอย่างหนึ่ง
ปัญญาอีกอย่างหนึ่งนั้นมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องว่าสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนั้น นี้มันเป็นปัญญาที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นปัญญาที่เดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม นี้เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน
ปัญญาที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่จะต้องพัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน เพื่อการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นการทำความดีเพื่อความดี
พระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นจะเป็นกรรม จะเป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม
สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิถึงจับคู่กันไป อริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ จับคู่กับปัญญา เพื่อจะเป็นปฏิปทา ให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิจะทำหน้าที่ในอริยมรรค
ด้วยเหตุผลนี้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ จุติ ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต นี้เป็นปัจจุบัน เป็นความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเน้นมาที่ตัวเรา เพราะเหตุผลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เน้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็เน้นที่พระอรหันต์ขีณาสพ เราทุกคนก็ต้องมาเน้นที่ตัวเรา
ความรู้ต้องเป็นคู่กับการปฏิบัติที่ตัวเรา ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมาพัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
พระธรรมพระวินัยให้เราทุกคนพากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละคือพระธรรมพระวินัย
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อทำหน้าที่ของเราทุก ๆ คน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติการดำเนินชีวิตเป็นเชิงบวก ให้เป็นการทำความดีเพื่อความดี
การทำหน้าที่นั้นมันมีเชิงบวกและเชิงลบ เชิงบวกและเชิงลบนั้นเป็นวัฏฏสงสาร ยังมีความปรุงแต่งยังมีความต้องการ ทำให้เกิดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
เราจะเป็นนักบวชหรือจะเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน ก็ต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งเดียวกัน โปรแกรมเมอร์สีขาวคือพระธรรมคือพระวินัย คือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจที่เราทุกคนได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารส่วนใหญ่อยู่ในโลกนี้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เราทุกคนต้องชัดเจน ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจชัดเจน ความรู้ความเข้าใจชัดเจนได้แก่ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นทำหน้าที่เป็นสัมมาสมาธิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทุกคนนั้นประพฤติปฏิบัติได้เหมือนกันหมดทุก ๆ คน ไม่มีใครปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้คือผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ถ้ารู้เข้าใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิแล้วก็ย่อมประพฤติปฏิบัติได้ เพราะเป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน การประพฤติการปฏิบัติของเราอยู่ที่ปัจจุบันถึงเป็นไฟต์อยู่ตลอดการตลอดเวลา
ด้วยเหตุผลนี้ ความประมาทถึงมีกับเราทุกคนนั้นไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจชัดเจนอย่างนี้ ผู้ที่เข้าใจชัดเจนั้นย่อมไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติการทำหน้าที่
เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เป็นไฟต์แห่งชีวิต
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเราถึงจะมีจุดยืนชัดเจน มีตำแหน่งมีหน้าที่การงานชัดเจน ไม่เป็นคนหลักลอยคอยงานสังขารเสื่อม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน มีสิ่งภายในถึงมีสิ่งภายนอก มีสิ่งภายนอกถึงมีสิ่งภายใน ว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
การเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ จะใช้อะไรก็ได้ จะรู้กายในกายก็ได้ รู้เวทนาในเวทนาก็ได้ จะรู้จิตในจิตก็ได้ จะรู้ธรรมในธรรมก็ได้
เพราะสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน มีสิ่งภายในถึงมีสิ่งภายนอก มีสิ่งภายนอกถึงมีสิ่งภายใน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ ไม่รู้เรื่องในการประพฤติการปฏิบัติ
ปัจจุบันนี้เราถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ ถ้าประมาทสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นก็จะทำงานทำหน้าที่
การฝึกใจนั้น ใจนั้นเป็นนามธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การฝึกใจถึงไปฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ
ด้วยเหตุผลนี้พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เราจะละเมิดไม่ได้ทั้งนั้น เพราะการฝึกใจก็ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยเป็นเครื่องฝึก เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อไม่ให้ปล่อยวางพระธรรมพระวินัย สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย สิกขาบทใหญ่ เมื่อเราทำหน้าที่ บังคับเราให้ปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นได้ เราถึงจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนได้
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนที่มีความหลงในความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ เป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท สัญชาตญาณนั้นยากยิ่งนักที่เราทุกคนจะหยุดจะยกเลิกได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราจับหลักให้ได้ จับประเด็นให้ได้ เพราะยากมากยากอย่างยิ่งที่เราจะข้ามธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ สิ่งเหล่านี้จะเป็นโลกธรรมครอบงำสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนของเรา ยากมากยากเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ เราต้องรู้เข้าใจในไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งมีจิตใจทีตั้งมั่น
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้จักยานในการเดินทาง สติปัฏฐาน ๔ นี้ถึงเป็นยาน รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ใจของเรามีนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูก ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ
คนอื่นไม่รู้ไม่เข้าใจก็จริง แต่ตัวเราเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ต้องรู้เข้าใจเห็นภัยในความคิดในความปรุงแต่ง สัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ที่จะต้องหยุดจะต้องยกเลิก
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าเราจะไปตรึกนึกคิดปรุงแต่งในเรื่องของกามนั้นไม่ได้ ไปตรึกนึกคิดในเรื่องพยาบาทนั้นไม่ได้
องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่า ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราติดลูกกระดุมแรกผิด ลูกต่อไปมันก็ต้องผิด การหยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาท มีความละอายต่อบาปมีความเกรงกลัวต่อบาปนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเคารพในพระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เคารพในพระธรรมพระวินัย การประพฤติการปฏิบัติของเรามันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเราเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต
สัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เน้นมาที่ตัวเรานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ เราจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราอย่าพากันคิดว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ เราคิดอย่างนี้มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
เราคิดดูดี ๆ นะ เวลาทานอาหารทำไมไม่ยกเลิกทานอาหารเสีย ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เวลาฉันภัตตาหารยกเลิกเสีย เพราะมันอยู่ที่ใจ
ด้วยเหตุผลนี้ ทางวิทยาศาสตร์กับทางใจต้องไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นทางสายกลางเพื่อให้เป็นหน้าที่ นักวิทยาศาสตร์กับนักพัฒนาใจก็ต้องไปพร้อม ๆ กัน เราทำความดีเพื่อความดีการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นสติปัฏฐาน จะเป็นออกซิเจนเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลเป็นการถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน
ความไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้การปฏิบัติของเราสุดโต่ง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้จาริกไปแสดงธรรมให้แก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ฟัง
นางสุชาดาอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา
นางสุชาดา สตรีผู้ถวายข้าวมธุปายาส อาหารมื้อแรกแด่พระพุทธเจ้า โดยที่นางเองก็ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้คือพระพุทธเจ้า นางเป็นอุบาสิกาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศในการเข้าถึงสรณะเป็นคนแรก(ที่พึ่ง) ก่อนอุบาสิกาคนอื่น
นางสุชาดา ภรรยาของคฤหบดีในเมืองราชคฤห์ ปรารถนาอยากได้บุตรชาย เมื่อนางไปอาบน้ำในแม่น้ำเนรัญชราได้เดินผ่านต้นศรีมหาโพธิพฤกษ์ นางจึงเข้าไปกราบที่โคนต้นไม้ แล้วพูดว่า “ข้าแด่เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์มีมหิทธิฤทธิ์ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นี้ ดิฉันขอความกรุณาจากท่านช่วยดลบันดาลให้มีบุตรสักคนเถิด เพื่อจะให้เขาสืบสกุลต่อไป ข้าแต่เทวะหากท่านให้ดิฉันสมปรารถนาแล้ว ดิฉันจะนำเอาข้าวมธุปายาสมาแก้บนสังเวยท่านเป็นสัจกิริยา” เมื่อนางอธิษฐานเสร็จ กลับไปอยู่กับสามีไม่นานก็ตั้งครรภ์
ขณะนั้นพระพุทธเจ้ามีดำริว่าจะบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้ ณ ต้นโพธิพฤกษ์และประทับนั่งโคนต้นไม้หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก นางสุชาดามาถึงได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นรุกขเทพเจ้าจำแลงเพศ เกิดความเลื่อมใสจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายแก้สัจกิริยาท่านได้บนบานไว้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขอบคุณต่อนาง และบอกแก่นางว่าพระองค์ท่านมิได้เป็นเทพยดา แต่เป็นมนุษย์เป็นกษัตริย์แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ออกผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรม
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำเอาข้าวจากถาดมาทรงทำเป็นก้อนๆ นับจำนวนได้ 49 ก้อน ให้เป็นเครื่องรำลึกถึงวันที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยา เสวยข้าวมธุปายาส 49 ก้อนนั้นหมดแล้ว ทรงนำถาดไปทรงอธิฐานในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิฐานว่าถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป
เมื่อพระองค์ทรงวางถาดลงในน้ำ ก็ปรากฏว่า ถาดทองลอยทวนน้ำขึ้นเหนือน้ำดังคำอธิฐาน ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าภัตตาหารมื้อนั้นได้มีส่วนทำให้พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ 4 บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เมื่อพระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ทรงเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยามแห่งราตรี
วิมุตติสุข : สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์; พระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ได้เสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ตามลำดับคือ
สัปดาห์ที่ 1 ประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
สัปดาห์ที่ 2 เสด็จไปประทับยืนด้านอีสาน ทรงจ้องดูต้นมหาโพธิ์ไม่กระพริบพระเนตร ที่นั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์
สัปดาห์ที่ 3 ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ เสด็จจงกรมตลอด 7 วัน ที่นั้นเรียก รัตนจงกรมเจดีย์
สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้วที่เทวดานิรมิตในทิศพายัพแห่งต้นมหาโพธิ์ ที่นั้นเรียก รัตนฆรเจดีย์
สัปดาห์ที่ 5 ประทับใต้ร่มไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์หุหุกชาติ แสดงสมณะและพราหมณ์ที่แท้ พร้อมทั้งธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่าธิดามาร 3 คนได้มาประโลมพระองค์ ณ ที่นี้
สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นไม้จิก ชื่อมุจจลินท์ มีฝนตก มุจจลินทนาคราชมาวงขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงความสุขที่แท้ อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน เป็นต้น
สัปดาห์ที่ 7 ประทับใต้ต้นไม้เกดชื่อ ราชายตนะ พาณิช 2 คน คือ ตปุสสะและภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และได้แสดงตนเป็นปฐมอุบาสกถึง 2 สรณะ เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่เจ็ดที่นี้แล้ว เสด็จกลับไปประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรมที่ตรัสรู้ คือปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรม
มีพระปริวิตกแห่งจิตว่าธรรมที่ได้บรรลุแล้ว เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ทรงเห็นว่ายังไม่ควรจะประกาศธรรม พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม
ท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยและมาก ทั้งที่มีอินทรีย์แก่กล้าและอ่อน ทั้งที่มีอาการดีและทราม ทั้งที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายและยาก ทั้งที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย เปรียบเหมือนดอกบัว ที่เกิด เจริญ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรม
แล้วทรงมีพุทธปริวิตกว่าควรจะแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรก เมื่อทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสเสียชีวิตแล้ว
จึงระลึกถึงนักบวชกลุ่มปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พำนักอาศัยของเหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งแรกนี้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๑) เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ มีดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อตอบปัญหาความเข้าใจผิดของปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากการบำเพ็ยทุกรกิริยาพระสิทธัตถะโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วหันมาเสวยพระกระยาหาร ในมุมมองของปัญจวัคคีย์เข้าใจผิดว่าพระองค์ทรงละความเพียรพยายามเพื่อการตรัสรู้กาลายเป็นคน “เห็นแก่กิน” จึงพากันแยกทางหนีจากพระองค์ไป ดังนั้นเพื่อจะตอบปัญหาที่ค้างคาใจของปัญจวัคคีย์ และประสงค์ให้รู้ว่า “ทุกรกิริยามิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม แต่อริยมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)เท่านั้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์” พระองค์จึงทรงมุ่งหวังแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนใครอื่นเป็นประการสำคัญ
(๒) ทรงประสงค์ให้ปัญจวัคคีย์เป็นสักขีพยานการตรัสรู้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญจวัคคีย์คือคณะบุคคลกลุ่มแรกที่เชื่อมั่นว่าพระองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงออกบวชตาม และรู้เรื่องราวการบำเพ็ญธรรมเพื่อการตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างดี ดังนั้นปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นสักขีพยาน การตรัสรู้ของพระองค์
๒) ใจความสำคัญของปฐมเทศนา แบ่งออกเป็น ๓ ตอนดังนี้
ใจความตอนแรก ทรงแสดงถึงทางสุดโต่งหรือสุดขั้ว ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอันเป็นทางหย่อนเกินไป และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป้นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นทางตึงเกินไป จึงทรงแนะนำทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรคมีองค์แปด หรือ ไตรสิกขา เพื่อเป็นทางเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องนำไปสู่ความสงบและการตรัสรู้
ใจความตอนกลาง ทรงแสดงถึง อริยสัจ คือ ความจริงที่ประเสริฐ ๔ ประการที่พระองค์ได้ตรัสรู้ได้แก่ ความจริงว่า ด้วยความทุกข์ (ทุกข์) ความจริงว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ความจริงว่าด้วยการดับทุกข์ (นิโรธ) และความจริงว่าด้วยข้อปฏิบัติที่นำไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) อันเป็นวิธีการแก้ทุกข์หรือปัญหาที่ถูกต้อง โดยทรงอธิบายถึงกระบวนการตรัสรู้อริยสัจจว่าพระองค์ได้ทรงตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ตามขั้นตอนอย่างไร
ใจความตอนสุดท้าย ทรงแสดงว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว โดยทรงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ เมื่อจบการแสดงปฐมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ด้วยการอุปสมบทที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพูดให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจ การดำเนินชีวิตที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์กับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นทางสายกลาง
เพื่อเอาปัจจุบันเป็นหน้าที่ของหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นเชิงบวก พระธรรมพระวินัยนั้นถึงไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นถึงเป็นนิติบุคคลถึงเป็นตัวเป็นตน
พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ อดีตถึงเป็นการปล่อยวาง ปัจจุบันถึงเป็นการหยุดสัญชาตญาณ การทำหน้าที่ของหน้าที่นั้นถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่วนใหญ่ก็จะเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ถ้าคิดว่าจะเอานิพพานจนวาระสุดท้ายเมื่อสรีระร่างกายดับไปนั้นความผิดพลาดนั้นอาจจะมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้แหละคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ความไม่ประมาทเป็นบทสรุปเพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ที่ท่านหลวงตามหาบัวตรัสว่า ถ้าติดกระดุมแรกผิดกระดุมอื่นก็ต้องผิด เพราะเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิต
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายในการจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา