๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๒ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

การประพฤติการปฏิบัติให้ทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ รู้เข้าใจอะไร รู้เข้าใจในเรื่องของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เรากำลังดำเนินชีวิต

 

ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจจะเป็นสาเหตุให้ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นครอบงำให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในครอบงำจิตใจของเรา โลกธรรมจะครอบงำจิตใจของเรา ครอบงำสติ ครอบงำปัญญาของเรา

 

เราเกิดมาเกิดมาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ จึงได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นโลกธรรมครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุก ๆ คนพากันเข้าใจ

 

ต้องมารู้แจ้งเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เราพากันเกี่ยวข้อง เราทุกคนจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

สัญชาตญาณที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ จะเป็นสาเหตุให้เกิดสีดำสีเทาสีสกปรก สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การดำเนินชีวิตของเราทุกคนต้องเอาปัญญาสัมมาทิฏฐิพร้อมทั้งมีความตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ

 

ความเป็นพระอริยเจ้านั้นถึงเป็นอยู่กับเราทุก ๆ คน ความเป็นพระภายนอกนั้นดับทุกข์ไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้สำหรับเรา เพราะเป็นสิ่งภายนอก

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มนุษย์เราถึงมีการเรียนการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอก ทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอก ฝ่ายทางจิตใจตั้งแต่นักธรรมตรีจนถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค

 

ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราเอาตั้งแต่วิทยาศาสตร์ก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราเอาตั้งแต่ทางจิตใจก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้มาเอาทางสายกลางระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

 เพื่อให้วัตถุกับจิตใจเดินทางไปพร้อม ๆ กัน หยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารนั้นเป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ มีบวกแล้วก็มีลบ เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการประพฤติการปฏิบัติไปในเชิงบวกอย่างเดียว เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นเชิงบวก

 

สัญชาตญาณที่นิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนที่รักในความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัยอันตราย ยินดีในการสืบพันธุ์ที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นคนอื่น

 

 องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะไม่ได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในมาเป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา จะได้เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่  

 

การทำหน้าที่ของเราทุกคนเราต้องพากันรู้เข้าใจ นี้มันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันเราถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันเราจะตั้งอยู่ในความประมาทในความเพลิดเพลินลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นไม่ได้

 

เพราะเหตุผลว่าความประมาทคือความผิดพลาด มันคือความเสียหาย นั่นแหละมันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าทุกคนนั้นประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือความเสียหาย

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องของเราทุก ๆ คน ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติไม่มีใครมาช่วยเหลือเราได้ คนอื่นช่วยเหลือเราได้ช่วยได้แต่สิ่งภายนอก ส่วนเรื่องจิตเรื่องใจนั้นไม่มีใครช่วยเหลือเราได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือเราได้ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพพร้อมทั้งจิตใจ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพราะว่าทุกคนต้องทำหน้าที่ของตนเอง

 

อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพท่านก็ทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ

 

ชาติคือความเกิด ศาสน์นี้คือการประพฤติคือการปฏิบัติ กษัตริย์ได้แก่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้รู้เรื่องชาติศาสน์กษัตริย์ ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นได้แก่การรู้อริยสัจ ๔ ได้แก่การรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ชาติศาสน์กษัตริย์นั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเน้นมาที่ตัวของเราเอง มาที่การทำหน้าที่ของเราเอง

 

การจุติ ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นพุทธะ เป็นความรู้คู่กับการทำพุทธกิจกับการทำหน้าที่

 

ความเกิดนั้นถึงเป็นพุทธะที่เกิดขึ้น พุทธะที่ตั้งอยู่ พุทธะยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เรามาทำหน้าที่ของตัวของเราเอง อาศัยความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ท่านรู้เข้าใจ ว่าความรู้ความเข้าใจที่เป็นพระธรรมพระวินัยที่เราต้องเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่นี้แหละคือพุทธะ นี้แหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล

 

พระธรรมพระวินัยนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนหยุดสัญชาตญาณที่เราต้องเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งของเราที่ดีที่สุดจึงได้แก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์

 

การที่จะเป็นพระอริยเจ้า ยกเลิกจากสามัญชนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย

 

ความเป็นพระถึงได้แก่พระธรรม ได้แก่พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นต้องอยู่ในพระพวินัย เพราะเหตุผลว่าจะหยุดสัญชาตญาณยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมกจักรกัปวัตนสูตรให้แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เพื่อให่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู่เข้าใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน โกณฑัญญะ ๑ ในปัญวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้เปล่งอุทานจากความรู้ความเข้าใจจากพระนิพพานว่า จักขุเกิดแล้วแก่เรา ยานเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสวงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา จากที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ปัจจุบันนี้เราได้รู้แล้วเข้าใจแล้ว

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืม ถ้าความรู้ความเข้าใจ นั้นจะไม่มีวันหลงลืม

 

การเรียนการศึกษานี้เอาต้องร็เข้าใจ ว่าสำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นการรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดขึ้น รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่เป็นเชิงลบเชิงบวก จะเป็นความสุขที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

ผู้ที่รู้เข้าใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นผู้ที่มีความสุขในการทำหน้าที่ เป็นผู้หยุดสัญชาตญาณไม่ตั้งอยู่ในความประมาท รู้เข้าใจในเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน รู้เข้าใจในเรื่องโลกธรรม

 

ความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เป็นเชิงบวกแล้วก็กลับมาเป็นเชิงลบ จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานนั้นย่อมไม่มีในอดีต ถ้าเราคิดว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าเราเป็นพระอรหันต์ ความคิดอย่างนี้มันก็เป็นขั้วบวกขั้วลบแล้ว พระนิพพานนั้นถึงเป็นเรื่องของปัจจุบัน พระนิพพานนั้นถึงเป็นการหยุดสัญชาตญาณ

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม นี้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่หยุดสัญชาตญาณ หยุดขั้วบวกหยุดขั้วลบ

 

บรรยายอย่างนี้ไม่ได้สูงเกินไป ไม่ได้ต่ำเกินไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เราคิดอย่างนี้จะมีโอกาสผิดพลาดถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พระนิพพานเมื่อร่างกายหมดอายุขัยมีน้อยมาก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชี้ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบันนี้ แน่นอนกว่า ปลอดภัยกว่า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท ปล่อยโอกาสปล่อยเวลา ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองในปัจจุบัน ไม่มองเห็นความสำคัญอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้มันคือความเกิด พระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจที่เราจะต้องเอามาทำหน้าที่

 

คำว่าเจ้าหน้าที่คือผู้ที่ทำงานผู้ที่ทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่ทำงานนั้นจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่นั้นได้ไหม ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่นั่นแหละคือผู้ที่ทุจริตต่อหน้าที่

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ทุก ๆ คนมีความยึดมั่นถือมั่นเอาสัญชาตญาณนำชีวิต สัญชาตญาณนั้นจะไม่อยากเสียสละ ไม่อยากทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้นจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร

 

ความเสียหายเกิดกับเราทุกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่แล้วไม่ได้ทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงไม่ใช่การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก เป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่

 

หน้าที่นั้นเป็นพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสนกิจของพระอรหันต์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เป็นธุรกิจของประชาชนของมหาชนเป็นหน้าที่ ผู้ที่ไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติไม่ทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ หมู่มวลมนุษย์ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องเป็นผู้มาเสียสละ การเสียสละนั้นคือหน้าที่คือเจ้าหน้าที่ ต้องมารักษาศีล มารักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ มาทำหน้าที่ ถึงจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานทำหน้าที่

 

ความเป็นพระอริยเจ้านั้น เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่ ความเป็นพระอริยเจ้านั้นถึงไม่มีใครแต่งตั้งกันได้ เป็นความรู้ความเข้าใจและเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบันที่ทำหน้าที่ พระนิพพานกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญคือสิ่งเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความเป็นพระอริยเจ้าถึงเป็นกับเราทุกคนทุกชาติทุกศาสนา พระนิพพานหรือธรรมนูญรัฐธรรมนูญถึงเป็นสากล เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขกับการทำหน้าที่ การดำเนินชีวิตนั้นจะไม่มีปัญหาด้วยปฏิปทาที่เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ทุกหนทุกแห่งที่รู้เข้าใจ ที่ทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ มนุษย์ที่รู้เข้าใจในวัฏฏสงสาร มีความสุขในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นย่อมมีไม่ได้ ย่อมเป็นไปไม่ได้

 

ความทุกข์ทางธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ว่าสิ่งที่เป็นอดีตนั้นเราจะแก้ไขนั้นไม่ได้ เพราะความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากที่เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรมทุกคนนั้นแก้ไขไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่ตัวผู้รู้ให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนนั้นก็ย่อมไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพแห่งความเป็นจริงของความแก่เจ็บตายพลัดพราก ลิดรอนธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน จะเป็นการลิดรอนสิทธิ ความลิดรอนก็ได้แก่สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคล รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ไม่อยากแก่เจ็บตายพลัดพราก มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ความยินดีนั้นเป็นความปรุงแต่ง เป็นขั้วบวกขั้วลบ ความคิดความปรุงแต่งนั้นคือการลิดรอนสิทธิของความเป็นจริง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าทุกข์ทางกายที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะเราไปแก้ไขนั้นไม่ได้

 

สิ่งที่มันแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่มันจะเป็นไปไม่ได้นั่นแหละคือลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราแสวงหาความไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลาดพรากนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าเรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร เป็นเรื่องธรรมดา

 

การอบรมบ่มอินทรีย์ ต้องอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มี ๒ ตำแหน่ง ตำแหน่งเดียวนี้คือทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ธรรมวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจอยู่นอกเหตุเหนือผลไม่มีความปรุงแต่ง เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นี้เรียกว่าเจ้าหน้าที่

 

ตำแหน่งให้เรารู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้แหละถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะปัจจุบันนี้มันมีตำแหน่งเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงกล่าวได้ว่ามันเป็นชาติศาสน์กษัตริย์อยู่ที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การอบรมบ่มอินทรีย์ที่มีความสุขในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

มีคำถามว่าปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่เครียดเหรอ เราปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความเครียด จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป ความเครียดเราจะไม่มี เพราะเหตุผลว่ามันมีเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อปฏิปทาของเรามันติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเราก็จะก้าวไปเรื่อยด้วยปฏิปทา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเน้นที่ตัวของเรา ทำหน้าที่เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่

 

ให้ผู้ปฏิบัติพากันรู้เข้าใจว่ากายกับใจต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจก็ต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ นี้เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่มีความสุขในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงเป็นเชิงบวก

 

อริยมรรคที่เป็นความรู้ความเข้าใจถึงเป็นการปฏิบัติเชิงบวกอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหนเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเราจะได้ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ด่างไม่พร้อยไม่เศร้าหมอง

 

ประเทศเราปีหนึ่งมี ๓ ฤดูกาล การปลูกผักผลไม้พืชพันธุ์ธัญญาหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยชเดชมหาราชให้เรารู้เข้าใจ การปลูกผักผลไม้เพื่อเอามาใช้มาบริโภคนั้นต้องให้ครบวงจร ให้ได้ใช้สอยบริโภคได้ทุกฤดูกาล ไม่ใช่ใช้เฉพาะฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นให้เป็นเชิงบวก ต้องเอาทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกับจิตใจเพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจ ปีหนึ่งนั้นมีอยู่ ๓๖๕ วัน ถ้าเราทำงานฤดูกาลหนึ่งก็เป็นเวลา ๑๒๐ วัน ๒๔๕ วันคือการสูญเสียเวลาในการทำงาน เป็นเจ้าหน้าที่ไม่มีปัญญา ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไปหยุดทำงาน ไม่ทำงานตั้ง ๒๔๕ วัน ความสมดุลในการบริโภคปัจจัย ๔ นั้นก็ย่อมเสียหาย ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะได้เอาความสุขมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจมาใช้พร้อมกัน มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

อริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องเป็นหน้าที่ของเราทุกคนอยู่ที่ปัจจุบันให้ครบ ๓๖๕ วันถึงเป็นความพอดีเพื่อเป็นความพอเพียงเพียงพอ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะไปมองข้ามเหตุข้ามปัจจัยที่เป็นปัจจุบันนั้นไม่ได้ เพราะปัจจุบันนั้นมันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจจึงเป็นสัญชาตญาณ ถึงไม่มีใครอยากจะให้ทานรักษาศีลมีความตั้งมั่น ไม่เอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นถึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไม่ทำหน้าที่

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในการทำหน้าที่ เพื่อความดีและปัญญาเพื่อเป็นปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นออกซิเจนเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำคัญยิ่ง ๆ สำคัญจริง ๆ ของคำว่าเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ดังปัจฉิมโอวาทที่พระบรมศาสดาได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 117,830