๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๓ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งตัวให้ตรง ๆ มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง เราจะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง
อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะเหตุผลว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไปจากเหตุไปจากปัจจัย เพราะปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
ชาติคือความเกิด ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติของเราทุก ๆ คน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน ยกเลิกปริโพธกังวลสิ่งภายนอก ไปพัฒนาทางจิตทางใจ
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำธุรกิจหน้าที่การงาน การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจให้ไปพร้อม ๆ กัน ให้ได้ทั้งธุรกิจหน้าที่การงาน ให้ได้ทั้งเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้ ๒ อย่างนี้เดินทางไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลางระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับจิตใจ
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่หยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน ไปเน้นเรื่องการพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจ
มนุษย์เราทุก ๆ คนต้องพากันมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นให้ถูกต้อง มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจะได้ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง
เราทุกท่านทุกคนไม่อาจจะทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นได้ มนุษย์เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม
ความรู้ความเข้าใจทุกคนต้องรู้ว่าธรรมะนั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยตามสิ่งแวดล้อม
เพราะเหตุผลว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณและมีทั้งโทษ ปัญหานั้นคือปัญญา ปัญญานั้นถึงมีความสุขในการทำหน้าที่
ปิติ สุข เอกัคคตา เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องทำหน้าที่ สัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจ ฉันทะที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ ในการประพฤติในการปฏิบัติ
มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าหน้าที่ที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ หน้าที่นั้นก็จะมีแต่ปิติ มีแต่ความสุข มีแต่เอกัคคตาที่จะต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การทำงานหรือการทำหน้าที่ที่เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ เรารู้เราเข้าใจ จะมีแต่ปิติ มีแต่ความสุข มีเอกัคคตาในการก้าวไป
การประพฤติการปฏิบัติของเราทุก ๆ คนนั้นถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก เป็นการทำความดีเพื่อความดี มีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตามีความเป็นหนึ่ง
เป็นชีวิตที่บวก เป็นการก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
มนุษย์เรานี้ถ้าเรารู้เราเข้าใจ ปัญหานั้นก็จะเป็นปัญญา จะมีแต่ปิติสุขเอกัคคตาในการดำเนินชีวิต
ปัจจุบันนี้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีแต่สุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่ ปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งปิติก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งสุขก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งวิตกวิจารณ์ก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเอกัคคตาก็เป็นเพียงตำแหน่งเดียว
คำว่าตำแหน่งเดียวนี้หมายถึงปัจจุบัน เพราะพื้นฐานนั้นคือปัจจุบัน ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด มีเพียงตำแหน่งเดียว ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นปิติสุขเอกัคคตา เป็นเพียงตำแหน่งเดียว
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นเชิงบวก จะเป็นการเดินไปข้างหน้าเหมือนดั่งสายน้ำ สายน้ำที่ไหลติดต่อต่อเนื่องไม่ขาดสายเรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดได้แก่ น้ำหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน ไม่ได้เป็นสายน้ำ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม ว่าเราเรียนหนังสือทำไม เราทำงานทำไม
ความไม่รู้เข้าใจนี้เป็นเหตุให้ลังเลสงสัย ให้เราทุกคนลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การเรียนการศึกษานี้สำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะล้มเหลว เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันลืมจะไม่มีลืม
การเรียนการศึกษาทั้งทางวิทยาศาสตร์ ทั้งทางจิตใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราจะได้เอาตาหูจมูกลิ้นกายใจมาใช้ มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ปัจจุบันเราถึงต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ คำว่าหน้าที่นั้นคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทางกาย เจ้าหน้าที่ทางวาจา เจ้าหน้าที่ทางกิริยามารยาท เจ้าหน้าที่ทางอาชีพ
หน้าที่นั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
มนุษย์เราไม่มีโอกาสที่จะมีความทุกข์ได้ เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเป็นเชิงบวก
เราไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นก็จะเป็นเชิงบวกแล้วก็จะเป็นเชิงลบ การทำหน้าที่นั้นเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม
ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นทั้งขั้วบวกเป็นทั้งขั้วลบ
ปิติสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่ เรามาคิดดูดี ๆ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีแต่ปิติ มีแต่สุข มีแต่เอกัคคตาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีความปรุงแต่ง ไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ
การจาริกเผยแผ่ การทำพุทธกิจนั้นถึงไม่มีอุปสรรคอะไร จะมีแต่ปิติเกิดขึ้น ปิติตั้งอยู่ ปิติยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะมีแต่สุขเกิดขึ้น สุขตั้งอยู่ สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะมีแต่เอกัคคตาเกิดขึ้น เอกัคตตาตั้งอยู่ เอกัคคตายิ่ง ๆ ขึ้นไป
เพราะการทำหน้าที่การทำพุทธกิจนั้นไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วลบ พระอรหันต์ขีณาสพก็เช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั้นจงทำหน้าที่เพื่อประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงทำความดีเพื่อความดี ไม่ให้มีขั้วบวกไม่ให้มีขั้วลบ จะมีแต่ปิติสุขเอกัคคตาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง
พระพุทธเจ้าพระอรหันต์อยู่ที่ไหนถึงมีแต่ปิติสุขเอกัคคตาที่เป็นพุทธกิจที่เป็นศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้ พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าไปโง่หลงงมงายเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนั้นมันจะเป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ มันจะเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม
เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่มีปิติ ไม่มีความสุข ไม่มีเอกัคคตาในหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นมันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ปัญหา เราไม่ต้องโง่หลงงมงาย เอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต มันเสียหาย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือความรู้ความเข้าใจในอริยสัจ ๔ ในเรื่องความทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ให้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำงานจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้
ฉันทะความพอใจในการทำหน้าที่ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เราทุกคนเอาสัญชาตญาณนำชีวิต เอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายในมาเป็นเราเป็นคนอื่นนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนั้นคืออวิชชาคือความหลง หลงว่าเป็นเราเป็นคนอื่น รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ อย่างนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเอง ที่เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม เป็นเชิงบวกแล้วก็เป็นเชิงลบมันอยู่ที่เก่าที่เดิม
พระธรรม ธรรมะนั้นมีทั้งฝ่ายสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร ธรรมะนั้นมีทั้งฝ่ายหยุดสัญชาตญาณ หยุดวัฏฏสงสาร
พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นพุทธะ
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสให้กับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจ
ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระนิพพาน พระธรรมพระวินัยนั้นจึงได้แก่พระนิพพาน พระนิพพานกับธรรมนูญ กับรัฐธรรมนูญนี้มันเป็นสิ่งเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราหยุดเรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้อยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่พระธรรมพระวินัยอยู่ที่ทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนต้องมายกเลิกสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อแม้นั้นมันเป็นขั้วบวกแล้วก็เป็นขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นคือความไม่สงบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นมันคือสงคราม สงครามในตัวของตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างไปหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามภายในประเทศ สงครามต่างประเทศ สงครามโลก
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เราเข้าใจ จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงเอาธรรมนำชีวิต หยุดสัญชาตญาณ ไม่ให้มองข้ามปัจจุบัน
ใจของเราทุก ๆ คนต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นำชีวิต ต้องยกเลิกสัญชาตญาณ ต้องหยุดยกเลิกตรึกในกาม ตรึกในพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ใจของเราทุกคน ไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร จะเป็นเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิดเรื่องถูก เราสามารถปกปิดคนอื่นได้ แต่เราทุกคนไม่สามารถปกปิดตัวเองได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ต้องไม่ประมาท
การฝึกใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การฝึกใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ เพราะใจเป็นนามธรรม ต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการประพฤติการปฏิบัติ ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
ใจไม่สงบก็ไม่เป็นไร ก็ให้กายมันสงบก่อน ใจไม่สงบไม่เป็นไร ให้วาจาให้กิริยามารยาทมันสงบก่อน ใจไม่สงบไม่เป็นไร ให้อาชีพได้ยกเลิกตัวยกเลิกตนก่อน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าใจกับกายมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านถึงตรัสสติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม อันไหนก็ได้ให้มันชัดเจน แล้วแต่จริตของแต่ละคนให้ชัดเจน
เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ความสงบก็จะเกิดขึ้นเอง เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบนั้นเราไม่ต้องการความสงบนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นมี
เรามีความเคารพ ความสงบนั้นก็ย่อมมี ถ้าเรามีความเคารพแล้วความสงบนั้นก็ย่อมมีแน่นอน
ปิติสุขเอกัคคตาที่เป็นหน้าที่ของเราที่ทำหน้าที่ ถึงเป็นพุทธกิจของพระพุทธเจ้า ถึงเป็นศาสนกิจของพระอรหันต์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจในหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นโปรแกรเมอร์สีขาว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้มีฉันทะกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
มีคำถามว่า การประพฤติการปฏิบัติตามพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ทุกอย่างทุกประการนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันจะมีความทุกข์ความเครียดได้อย่างไร จะมีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตา เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ปัจจุบันนั้นไม่ได้เป็นขั้วบวกไม่ได้เป็นขั้วลบ ปัจจุบันนั้นจะมีแต่ปิติสุขเอกัคคตา
ด้วยเหตุผลนี้ ความทุกข์นั้นไม่มี ความเครียดนั้นไม่มีร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ที่เป็นพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่มีความทุกข์ การทำศาสนกิจของพระอรหันต์นั้นถึงไม่มีความทุกข์
ความเป็นสมณะหรือว่าความเป็นพระนั้นเป็นสากล ทุกชาติทุกศาสนาเป็นพระได้ทั้งนั้น ไม่มีใครยกเว้น จะยกเว้นตั้งแต่คนตาย จะยกเว้นตั้งแต่คนบ้า ถ้าเรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ทุกท่านทุกคนนั้นถึงเป็นพระได้
ความเป็นพระ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้นับเอาตั้งแต่พระโสดาบันเรียงลำดับขึ้นไป สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ถ้าว่าพระภายนอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะดับทุกข์เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพนั้นก็ดับทุกข์ได้ที่พระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความเป็นพระนั้นต้องมาอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่ ความเป็นพระนั้นเกกิดขึ้นได้อย่างนี้
การประพฤติการปฏิบัติของเราจะมีแต่ปิติสุขเอกัคคตา จะเป็นออกซิเจนเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปไปในตัว
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนเน้นมาที่ตัวของเราเอง อย่าไปมองคนอื่น ถ้าไปมองคนอื่นก็มองเพื่อจะให้มองเพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่เพื่อจับผิดคนอื่น
ความเป็นพระนั้นคือความู้ความเข้าใจ เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ให้เอาทางวิทยาศาสตร์ให้เอาทางใจ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นได้ทันโลกทันสมัย
ความเป็นพระนั้นถึงอยู่ทุกหนทุกแห่งที่เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ นั่นแหละคือเหตุคือปัจจัยที่ให้เราทุกคนหยุดสัญชาตญาณในความเป็นพระ
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องชาติคือความเกิด ศาสนาคือความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเราเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เอาพระศาสนานี้เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวป็นตนเป็นเราเป็นคนอื่น เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู
พระศาสนานั้นถึงเป็นความเย็น เป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นความเย็นถึงไม่ใช่สงคราม พระศาสนานั้นถึงเป็นสันติภาพ เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นธรรมนูญรัฐธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน
ชาติศาสน์กษัตริย์ถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ จะมีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตาในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ไม่ให้มองข้ามหน้าที่ ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ ไม่ตั้งอยู่ในฐานะในความประมาท เราพากันคิดดูดี ๆ เรารวยเป็นมหาเศรษฐี เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั่นแหละจะเป็นกับดักของตัวไม่รู้เอง เรามีอำนาจ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะเป็นกับดักในตัวของตัวไม่รู้เอง
สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารจะหยุดได้ก็ด้วยความรู้ความเข้าใจ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงเกิดจากความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความเต็ม พระชาติสุดท้ายในการบำเพ็ญพุทธบารมีท่านเข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ ๆ
ท่านมาจุติก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ ตรัสรู้ก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ แสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ ตรัสกับพุทธบริษัททั้งหลายว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าพระตถาคตเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ
คำว่าเต็ม ๆ ๆ นี้ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นกฎของอิทัปปจยตา เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ สัจธรรมตามความเป็นจริงนั้นไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ จะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตากับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เราจะได้เข้าถึงทั้งความรู้ความเข้าใจ จะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
ลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้นเป็นอย่างไรเป็นเช่นไร ลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้นได้แก่ความไม่รู้ไม่เข้าใจของธรรมชาติ
เช่น เราไม่อยากไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก อยากให้มีแต่ความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เรียกว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริง
สติปัฏฐานทั้ง ๔ มีฉันทะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ สิ่งไหนมันเป็นไปไม่ได้เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อคืนอธิปไตยให้สัจธรรมตามความไม่เป็นจริง ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นหน้าที่ของหน้าที่
เราจะเข้าไปปรุงไปแต่ง เราจะไปแสวงหาสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ หรือว่าไปแสวงหาในสิ่งที่มันไม่มี นี้คือความไม่ถูกต้อง
การประพฤติการปฏิบัติ การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องรู้หน้าที่ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริง
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจเพื่อทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของตนเอง
ความตั้งมั่นในหน้าที่ ความรับผิดชอบ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาปัจจุบันให้มีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั่นแหละที่เราต้องทำหน้าที่
ความเป็นพระอริยเจ้านั้นถึงเป็นอยู่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่งของผู้ที่ทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทั้งหลายตั้งอยู่ในความประมาท
คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาสรุปลงที่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ตั้งอยู๋ในความประมาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
