๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สัญชาตญาณที่เราเอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายในเป็นเราเป็นคนอื่น เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิตที่เป็นสัญชาตญาณ รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ นี้เป็นสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
พระธรรมพระวินัยที่จะต้องเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้เราเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้น ปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้อง รู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม รู้จักผลของกรรม การประพฤติการปฏิบัตินั้นคือการทำหน้าที่ เราทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพ เราทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานตามหน้าที่
ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นเอไอ เป็นปัญญาประดิษฐ์ การปฏิบัติใจต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ เพราะใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เหมือนการทานอาหารการพักผ่อน การทานอาหารการพักผ่อนได้แก่หน้าที่คือหน้าที่
ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นสาเหตุให้เข้าสู่ความวิเวก ความวิเวกทั้งทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาททางอาชีพ การฝึกใจการปฏิบัติใจต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยเข้าสู่ความวิเวก
พระธรรมพระวินัยจะเป็นสาเหตุ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราท่านทั้งหลายจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ อินทรีย์สังวร คือสังวรในตาหูจมูกลิ้นกายใจ รู้เข้าใจ ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ตามสิ่งแวดล้อม ปาฏิโมกข์สังวร สังวรในพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อมาใช้เป็นข้อวัตรกิจวัตร ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นก็ได้แก่อินทรีย์สังวร อาชีพสังวร ปาฏิโมกข์สังวร นี้เป็นภาษาบาลี คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ไม่เข้าใจในภาษาบาลี
อินทรีย์สังวรก็ได้แก่ ระมัดระวัง เมื่อตาของเราเห็นรูป หูของเราได้ฟังเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นของเราได้ลิ้มรส กายของเราได้สัมผัส ใจของเราได้ตรึกนึกคิด นี้เป็นภาษาไทย คนรุ่นใหม่สมัยใหม่พากันรู้พากันเข้าใจ นี้คือสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมาสัมผัสกัน เราต้องสำรวมระวังเพื่อให้ใจของเราได้มีสติมีปัญญา ใจของเราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ อาศัยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเอาปัจจุบันนั้นมาใช้มาปฏิบัติ เอามาทำหน้าที่ เพื่อมาหยุดกระบวนการของความทุกข์ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะเกิดความทุกข์ จะเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น จะเป็นความทุกข์ที่ตั้งอยู่ เป็นความทุกข์ที่ดับไป เป็นความทุกข์ใหม่ที่เกิดขึ้น ความทุกข์อย่างนี้จะเป็นนรกอยู่ที่ปัจจุบัน จะเป็นนรกที่ชิมลอง จะเป็นนรกที่เกิดขึ้น นรกที่ตั้งอยู่ นรกใหม่เกิดขึ้นมา
คำว่าพระนิพพาน คนรุ่นใหม่ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระนิพพานนี้คือไม่มีความทุกข์ทางจิตใจ เพราะใจรู้ใจเข้าใจในธาตุทั้ง ๔ ในขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ใจนี้รู้ใจนี้เข้าใจ ใจรู้ใจเข้าใจ ใจนั้นจะไม่ไปตรึกไปนึกไปคิดในสิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ เพราะธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ นั้นเป็นสภาวธรรม ใจต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจต้องไม่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ใจมีสติมีปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ
ใจของเราทุกคนนั้นจะไม่มีความทุกข์ เรื่องความทุกข์นั้นก็ให้เป็นเรื่องของกาย ใจไม่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องมีทุกข์
ใจรู้ใจเข้าใจ ใจรู้ใจเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับเอไอนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
การประพฤติการปฏิบัติ ปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ย้ำอยู่ที่เก่าที่เดิมอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ปัจจุบันนั้นชำนิชำนาญ
ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นหน้าที่เราทุกคนต้องประพฤติต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อย่าไปปฏิบัติเหมือนหยดน้ำ น้ำหยดมันคือเป็นการหยดทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเรารู้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ เพราะมันเป็นเรื่องปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นชาติ การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ด้วยเอไอนั้นถึงเป็นพระศาสนา เอาปัญญานำชีวิต เอาปัญญาประดิษฐ์ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน
ปาฏิโมกข์สังวร สังวรในการให้ทาน ในการรักษาศีล สิกขาบทน้อยใหญ่ สังวรในปฏิปทาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่ เพราะเราทุกคนคือเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อปัจจุบันเราจะได้แม่นยำ ปัจจุบันเราจะได้ชำนิชำนาญ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาด นั้นแหละคือการเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
สัมมาทิฏฐิที่เป็นเอไอ เป็นการขับเคลื่อนที่เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
พระนิพพานนั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระนิพพานคือความไม่มีทุกข์ ทุกข์ทางกายเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกข์ทางกายนั้นเราทุกคนแก้ได้เพียงบรรเทาทุกข์ การประพฤติการปฏิบัติเรานั้นเพียงเยียวยา ถึงมีการปฏิบัติการทำหน้าที่ต่อสรีระร่างกายของเราให้ถูกต้อง
ใจของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อให้อาหารกาย โภชนีมัตตัญญุตา ไม่มากไม่น้อย โภชนาอาหาร โภชนาการในการพักผ่อน โภชนาในการออกกำลังกาย
กายกับใจของเราคือส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันจนกว่าจะหมดอายุขัย จนกว่าจะหมดลมหายใจ
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การปฏิบัติกายนั้นแหละคือการปฏิบัติทางใจ การปฏิบัติทางใจนั่นแหละคือการปฏิบัติกาย เพราะ ๒ อย่างนี้มันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน จะยิ่งหย่อนมากน้อยกว่ากันนั้นไม่ได้ ต้องไปพร้อม ๆ กัน ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้กายในกาย คำว่ารู้กายในกายก็ได้แก่ภายนอกภายใน ให้รู้เวทนาในเวทนานั้นหมายถึงภายนอกภายใน ให้รู้จิตในจิตนี้หมายถึงภายนอกภายใน ให้รู้ธรรมในธรรม นี้ก็หมายถึงภายนอกภายใน ภายนอกภายในนั้นมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
การทำที่สุดแห่งความทุกข์นั้นคือการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ด้วยฉันทะด้วยความพอใจ มีความสุขในการทำหน้าที่
ความสุขความไม่มีทุกข์ที่จะต้องเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นพระธรรมพระวินัยอยู่นอกเหตุเหนือผลนอกเหนือความปรุงแต่ง จะเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากไม่น้อย จะเป็นความเต็ม ๆ ๆ
ความสุขความดับทุกข์นั้นถึงอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจอยู่ที่เราทั้งหลายได้ทำหน้าที่ เพราะเราทุกคนได้หยุดสาเหตุ หยุดเหตุหยุดปัจจัย เหตุปัจจัยนั้นมันเป็นลบ เราต้องหยุดเหตุปัจจัยที่เป็นลบ ธรรมะ ธรรมวินัยที่เป็นเอไอนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นความทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน
ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
การประพฤติการปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเข้าถึงความดับทุกข์ เข้าถึงความไม่มีทุกข์ตั้งแต่ปัจจุบันนี้จะดีกว่าที่คิดว่าอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้จะเป็นความผิดพลาดได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพนี้เข้าถึงความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน เราอย่าไปคิดว่าจะเอาพระนิพพานเมื่อสรีระร่างกายสิ้นลมปราณ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีอยู่ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติการทำหน้าที่
ทุกคนต้องพากันเน้นพากันทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงต้องเอาคำที่ไม่ประมาทมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ การหยุดเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้เราทุกคนเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่
ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นมันจะมีประโยชน์อะไร ผู้ที่ตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร ผู้ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อจะให้เราเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ จะได้มีแต่ปิติ มีแต่ความสุข มีแต่เอกัคคตาในการทำหน้าที่
ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระดียว ตำแหน่งยืนเดินนั่งนอน การดื่มกินบริโภคอาชีพนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดียวนั้นได้แก่ปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้เราถึงทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขในการทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติของเราก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราให้อาหารกายอาหารใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว จะว้าว ว้าว ว้าว จะเป็นสีขาว ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
โปรแกรมเมอร์สีดำสีเทานั้นอยู่กับเราทุก ๆ คน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราดูคนอื่น ถ้าเรามองดูคนอื่นก็มองดูเพื่อจะให้เพื่อที่จะช่วยเหลือ ไม่ใช่เราไปจับผิดคนอื่น
เราดูตัวอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราดูตัวอย่างแบบอย่างของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าคือผู้ที่ทำพุทธกิจของตัวเอง พระอรหันต์คือผู้ที่ทำศาสนกิจของตัวเอง ไม่ไปจับผิดคนอื่น ไม่ไปมองดูคนอื่น
การเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นคือการทำพุทธกิจคือการทำศาสนกิจ การบริหารเราการบริหารตัวเองคือการทำธุรกิจเน้นมาที่ตัวเรา
ทุก ๆ วันนี้ เรารู้เราเห็นเราเข้าใจ เรามองดูภายนอกภายใน ล้วนแต่เป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก มองดูหน้าตัวอขงเราเอง มองดูหน้าของคนอื่น หน้าโจรหน้ามหาโจรมันลอยขึ้นมา ด้วยปัญญาของเราเองทุก ๆ คน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้มองดูคนอื่น เพราะความผิดของเรานี้ก็มีมากอยู่แล้ว เรายังจะเอาความผิดของคนอื่นมาเพิ่มขึ้นอีก
ท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อทำธุรกิจทำหน้าที่ของเรา เราต้องหยุดเราต้องยกเลิก ทุกข์ภายในก็มีมากอยู่แล้ว เราจะเอาทุกข์ภายนอกมาซ้ำเติมเราทำไม เราทุกคนแต่เป็นผู้สงสาร สงสารทั้งเรา สงสารทั้งคนอื่น
ความกตัญญูกตเวที่เป็นคุณสมบัติของผู้ดีของคนดี พ่อแม่บรรพบุรุษนี้คือดีเอ็นเอของเราทุกคน ดีเอ็นเอนี้ก็จะส่งให้กับลูกกับหลาน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ท่านถึงให้เรายกเลิกเรื่องอดีต ไม่ฟุ้งซ่านในเรื่องอนาคต เอาปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ในหน้าที่ของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะดีเอ็นเอของพ่อของแม่ของบรรพบุรุษก็อยู่กับเรานี้แล้ว
เรามาต่อยอดพ่อแม่บรรพบุรุษด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีความสุขกับการทำงาน กับการทำธุรกิจการทำหน้าที่ เรามาทำความดีเพื่อความดี การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะไม่เป็นลบ จะไม่เป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม ไปไหนไม่ได้
พระพุทธเจ้านั้นท่านดับทุกข์ที่ท่าน พระอรหันต์ขีณาสพนั้นท่านดับทุกข์ที่ท่าน พระธรรมพระวินัยที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล
ความเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่เข้าไปปรุงไปแต่งนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
การมาระงับสังขารทั้งหลายถึงเป็นความสุขอย่างยิ่ง เป็นความสุขที่เราหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้ พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เพราะใจของเรานั้น เราตรึกนึกคิดเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูก ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเรานั้นก็ย่อมเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท จะไปตรึกนึกคิดในกามในพยาบาทนั้นไม่ได้ ท่านหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโนท่านถึงตรัสว่า ให้พุทธบริษัททั้งหลายรู้เข้าใจ การติดกระดุม ถ้าติดกระดุมแรกผิด กระดุมลูกต่อไปก็ต้องผิด
ด้วยเหตุนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ตรึกนึกคิดในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนมีการประพฤติการปฏิบัตินั้นนั่นแหละเป็นที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ของเหตุของปัจจัย
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่ทันโลกทันสมัยทันกาลทันเวลา จะเป็นการก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์ถึงยกเลิกโลกธรรม เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ที่เราได้รับแบรนด์เนมได้รับหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งจาการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
ไม่เอาหน้าที่นั้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เพื่อประโยชน์ของเราเอง ประโยชน์ของผู้อื่น
เรามาใช้ทรัพยากรที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ยกเลิกโลกธรรม พัฒนาทางวิทยาศาสตร์ อย่าเห็นแก่ตัว พัฒนาใจให้ใจของเรามีสติมีปัญญาอยู่ที่ปัจจุบัน เรามาใช้ทรัพยากร เอาทรัพยากรมาทำหน้าที่
ความกตัญญูกตเวที ไม่มองข้ามสมมติสัจจะ ไม่มองข้ามหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
เราเอาตัวเอาตนนำชีวิตจะชื่อว่าเราเป็นคนกตัญญูกตเวทีได้อย่างไร
การปฏิบัติที่เป็นชิงลบนั้นไม่ใช่ความกตัญญูกตเวที คำว่าลบก็หมายถึงไม่สงบ ไม่สงบนั้นคือสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้ สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่ตำบลอำเภอจังหวัดเมืองกรุงต่างประเทศสงครามโลก สงครามนั้นคือความไม่สงบ
อริยสัจคือความเป็นจริง หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพสัจธรรมความเป็นจริงนั้นไม่ได้ เราไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก จะเอาแต่ความสุข จะเอาแต่ลาภยศสรรเสริญนี้การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
ความรู้ความเข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพย่อมมีอยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
พระนิพพานนั้นถึงเป็นสากล ไม่ใช่พระนิพพานมีเฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เพราะชื่อของศาสนานั้นมันเป็นเพียงสมมติ
ชาติได้แก่ความเกิด ศาสน์นั้นได้แก่พระศาสนา กษัตริย์นั้นหมายถึงตัวปัญญาที่เป็นปัญญาประดิษฐ์
ด้วยเหตุผลนี้ การพัฒนาวัตถุกับพัฒนาจิตใจถึงต้องปฏิบัติไปพร้อม ๆ กันกับการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานถึงอยู่ที่ทุกหนทุกแห่งที่เราทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นการย้ำอยู่ที่เก่าที่เดิม เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจากอนุบาลสู่ประถมมัธยมอุดมศึกษาสู่ปริญญา
ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การเรียนการศึกษาสำคัญอยู่ที่รู้เข้าใจ ไม่ใช่อยู่ที่ความจำ ถ้าอยู่ที่ความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะมันเป็นสัญญาขันธ์ มันไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นฟอร์มสด การปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่ปัจจุบัน
วันหนึ่งคืนหนึ่งเราต้องทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทั้งความผิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง การนอนการพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายเพื่อจะเอามาใช้กับการพัฒนาใจต้องนอนพักผ่อนสำหรับข้าราชการนักการเมืองพ่อค้าประชาชนนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง อย่าไปคอร์รัปชั่นเวลานอน
สำหรับนักบวชพากันนอนพากันพักผ่อนพากันจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่มีความสุขในการทำหน้าที่ การทำหน้าที่ต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ชาติคือความเกิด เพราะทุกอย่างเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ศาสน์หมายถึงพระศาสนามาเป็นจิ๊กซอว์ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปัญญาคือนามธรรมได้แก่กษัตริย์ พระพุทธปฏิมากรณ์ที่มีเศียรแหลม ๆ อยู่บนศรีษะนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ พัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน
สัญชาตญาณที่เรายึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน ที่เป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเราทุกคน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การจะผ่านสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้มันเป็นเรื่องยากเป็นของยาก
เราต้องรู้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ มีความเป็นหนึ่งเดียวในการทำหน้าที่ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อหยุดวัฏฏสงสาร หยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการหยุดกระแส ถึงเป็นการทวนกระแส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ แห่งพุทธบารมี
มาจุติก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ ประสูติก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ แสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ แสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ ตรัสบอกมหาชนว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าพระตถาคตเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ
วันพระจันทร์เต็มดวงแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่ได้ตัดไม่ได้เพิ่ม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับข้าวมัทธุปายาสจากนางสุชาดา
นางสุชาดา สตรีผู้ถวายข้าวมธุปายาส อาหารมื้อแรกแด่พระพุทธเจ้า โดยที่นางเองก็ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้คือพระพุทธเจ้า นางเป็นอุบาสิกาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศในการเข้าถึงสรณะเป็นคนแรกก่อนอุบาสิกาคนอื่น
ขณะนั้นพระพุทธเจ้ามีดำริว่าจะบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้ ณ ต้นโพธิพฤกษ์และประทับนั่งโคนต้นไม้หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก นางสุชาดามาถึงได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นรุกขเทพเจ้าจำแลงเพศ เกิดความเลื่อมใสจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายแก้สัจกิริยาท่านได้บนบานไว้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขอบคุณต่อนาง และบอกแก่นางว่าพระองค์ท่านมิได้เป็นเทพยดา แต่เป็นมนุษย์เป็นกษัตริย์แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ออกผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรม
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำเอาข้าวจากถาดมาทรงทำเป็นก้อนๆ นับจำนวนได้ 49 ก้อน ให้เป็นเครื่องรำลึกถึงวันที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยา เสวยข้าวมธุปายาส 49 ก้อนนั้นหมดแล้ว ทรงนำถาดไปทรงอธิฐานในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิฐานว่าถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป
เมื่อพระองค์ทรงวางถาดลงในน้ำ ก็ปรากฏว่า ถาดทองลอยทวนน้ำขึ้นเหนือน้ำดังคำอธิฐาน ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าภัตตาหารมื้อนั้นได้มีส่วนทำให้พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ 4 บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เมื่อพระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ทรงเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยามแห่งราตรี
วิมุตติสุข : สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์; พระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ได้เสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ตามลำดับคือ
สัปดาห์ที่ 1 ประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
สัปดาห์ที่ 2 เสด็จไปประทับยืนด้านอีสาน ทรงจ้องดูต้นมหาโพธิ์ไม่กระพริบพระเนตร ที่นั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์
สัปดาห์ที่ 3 ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ เสด็จจงกรมตลอด 7 วัน ที่นั้นเรียก รัตนจงกรมเจดีย์
สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้วที่เทวดานิรมิตในทิศพายัพแห่งต้นมหาโพธิ์ ที่นั้นเรียก รัตนฆรเจดีย์
สัปดาห์ที่ 5 ประทับใต้ร่มไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์หุหุกชาติ แสดงสมณะและพราหมณ์ที่แท้ พร้อมทั้งธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่าธิดามาร 3 คนได้มาประโลมพระองค์ ณ ที่นี้
สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นไม้จิก ชื่อมุจจลินท์ มีฝนตก มุจจลินทนาคราชมาวงขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงความสุขที่แท้ อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน เป็นต้น
สัปดาห์ที่ 7 ประทับใต้ต้นไม้เกดชื่อ ราชายตนะ พาณิช 2 คน คือ ตปุสสะและภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และได้แสดงตนเป็นปฐมอุบาสกถึง 2 สรณะ เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่เจ็ดที่นี้แล้ว เสด็จกลับไปประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรมที่ตรัสรู้ คือปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรม
มีพระปริวิตกแห่งจิตว่าธรรมที่ได้บรรลุแล้ว เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ทรงเห็นว่ายังไม่ควรจะประกาศธรรม พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม
ท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยและมาก ทั้งที่มีอินทรีย์แก่กล้าและอ่อน ทั้งที่มีอาการดีและทราม ทั้งที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายและยาก ทั้งที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย เปรียบเหมือนดอกบัว ที่เกิด เจริญ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรม
แล้วทรงมีพุทธปริวิตกว่าควรจะแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรก เมื่อทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสเสียชีวิตแล้ว
จึงระลึกถึงนักบวชกลุ่มปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พำนักอาศัยของเหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งแรกนี้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
เมื่อจบการแสดงปฐมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ด้วยการอุปสมบทที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่หยุดที่ยกเลิกโปรแกรเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เป็นสิ่งที่ทวนกระแส
พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่เราจะต้องเอามาใช้มาเป็นธรรมนูญ เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ทวนกระแส
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเชิงบวก เป็นการทำหน้าที่ที่เอาทางวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร เอาปัจจุบันนี้แหละเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา