๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยทุกท่านทุกคนต้องเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติเอาไปทำหน้าที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นต้องก้าวไปด้วยพระธรรมพระวินัย เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยของการประพฤติการปฏิบัติ
ชาตินั้นคือความเกิด พระศาสนาคือธรรมะที่เราจะต้องเอามาประพฤติปฏิบัติให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ กษัตริย์นั้นได้แก่ปัญญา เพื่อจะได้ให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ชาติศาสน์กษัตริย์เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจเพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ถ้าชาติศาสน์กษัตริย์ที่อยู่ภายนอกนั้นเป็นเรื่องของภายนอกยังดับทุกข์ไม่ได้ ยังแก้ปัญหาไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่เป็นตัวของเราเอง
เราจะได้ทำหน้าที่ของเราทุก ๆ คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ
เพื่อเราจะได้เอาความรู้มาคู่กับการทำหน้าที่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
อดีตก็อยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนั้นจึงเป็นชาติแห่งความเกิด ปัจจุบันนั้นจึงเป็นพระศาสนา ปัจจุบันนั้นเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเอาจะได้เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจ มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งมั่นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะไม่ได้ทำทั้งผิดทั้งถูก ทั้งดีทั้งชั่ว
สมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจเพื่อจะได้เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
สมมติสัจจะให้เรารู้ ให้เราเห็น ให้เราเข้าใจ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เอามาทำหน้าที่ เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ ฉันทะ ได้แก่ความพอใจในพระธรรมในพระวินัยในการทำหน้าที่ เราทุกคนมีปิติมีสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่
เราทุกคนมองเห็นความสำคัญในหน้าที่ มองเห็นความสำคัญอยู่ในปัจจุบัน ไม่มองข้ามปัจจุบัน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเป็นอริยมรรคในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม
การประพฤติการปฏิบัติใจต้องอาศัยกาย วาจา กิริยามารยาท อาชีพเพื่อฝึกใจปฏิบัติใจ
อริยมรรคในการประพฤติในการปฏิบัติต้องมาทำหน้าที่ ทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะเป็นการประพฤติการปฏิบัติทางจิตใจ
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าใจของเรานั้นเป็นนามธรรมต้องมาประพฤติมาปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงมองข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่า สัญชาตญาณที่เวียนว่ายตายเกิด
มีความเห็นผิด เข้าใจผิด ที่เป็นสัญชาตญาณ ที่เป็นตัวเป็นตน
ที่ได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ มาเป็นเรา มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา มีอวิชชามีความหลงเป็นพื้นฐาน หลงในตัวหลงในตน รักในความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความวิตกกังวลระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
สัญชาตญาณจะหยุดได้ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง มีความเห็นว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นี้เป็นเพียงอาคันตุกะเกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วยาม เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาไม่จีรังยั่งยืน
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุของปัจจัย ตั้งอยู่ได้ชั่วครู่ชั่วยาม
ความรู้ความเข้าใจในสัจธรรมตามความเป็นจริง อาศัยหลักพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา มาเอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ วิถีชีวิตของเราทุก ๆ คนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เอไอทางวัตถุเราก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เอไอทางจิตทางใจเราก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็ต้องเอาทั้งทางวิทยาศาสตร์เอาทั้งทางจิตใจให้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ทางวัตถุนั้นก็จะได้มีแต่คุณ ทางจิตนั้นก็จะได้มีแต่คุณ เพื่อทำหน้าที่ที่ป็นบริสุทธิคุณ เป็นพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่ของหน้าที่ผู้ที่ทำหน้าที่
พระธรรมพระวินัย ที่ทุกคนรู้ที่ทุกคนเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ประโยชน์ทั้งตัวเราประโยชน์ทั้งผู้อื่น
พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงได้แก่พระธรรมพระวินัย
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงตรัสกับท่านพระอานนท์ให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าอยู่ภายนอกนั้นดับทุกข์ไม่ได้ ยังแก้ปัญหาไม่ได้ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถ้าอยู่ภายนอกก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ดับทุกข์ไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเราจะทำหน้าที่ของหน้าที่
พระพุทธเจ้าคือผู้ที่ทำพุทธกิจผู้ที่ทำหน้าที่ต้องเป็นตัวของราเอง เราพูดอย่างนี้บรรยายอย่างนี้มันจะไม่ใช่ตีตัวเสมอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหรอ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นสภาวะที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนที่ไม่มีขั้วบวกที่ไม่มีขั้วลบ ไม่มีสิ่งที่เปรียบเทียบ ไม่มีสิ่งที่ตัดสิน
ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จึงไม่ใช่ตีตัวเสมอท่าน ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ไม่สำคัญว่าเราสูงกว่าเขา ต่ำกว่าเขา ดีกว่าเขา
การพูดอย่างนี้การบรรยายอย่างนี้ถึงไม่ใช่ตีตัวสมอท่าน การพูดอย่างนี้การบรรยายอย่างนี้คือความเคารพ พูดอย่างนี้คือความสงบ ไม่มีการเปรียบเทียบ เป็นพุทธภาวะที่อยู่ในตัวของผู้รู้เอง นี้คือความเคารพ นี้คือการหยุดสัญชาตญาณ
ธรรมะที่เป็นสภาวธรรมนั้นต้องเป็นความรู้ความเข้าใจอยู่ที่การทำหน้าที่ การทำหน้าที่นั้นถึงเป็พุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ
ความรู้ความเข้าใจเพื่อเราจะเอามาใช้ เอามาทำหน้าที่ ที่เราจะได้เอไอมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติทั้งทางวัตถุทั้งทางจิตใจ เพื่อทำหน้าที่ของหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ถึงเป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว จะเป็นตำแหน่งยืนเดินนั่งนอนกิริยามารยาทอาชีพนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ปัจจุบันนั้นได้แก่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ปัจจุบันนั้นคือปัจจุบัน
ปัจจุบันนั้นถึงเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ชาติคือความเกิด ศาสนาคือธรรมะ เราประพฤติปฏิบัติด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญ
ชาติศาสน์กษัตริย์เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ว่าชาติศาสน์กษัตริย์เราต้องเอามาใช้เอาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าชาติศาสน์กษัตริย์ภายนอกนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ดับทุกข์ไม่ได้
ใจของเราทุกคนนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพราะใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจต้องไปปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทไปปฏิบัติที่อาชีพ
ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้กายนั้นสงบก่อน ให้วาจากิริยามารยาทสงบก่อน ให้อาชีพมันยกเลิกตัวยกเลิกตนเสียก่อน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราอย่าพากันคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราพากันดูดี ๆ นะ เวลาจะทานอาหารทำไมไม่พากันพูดว่าไม่ต้องทานอาหาร เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ เวลาจะฉันภัตตาหารทำไมเราไม่พูดว่าทุก ๆ อย่างนั้นอยู่ที่ใจ ไม่ต้องฉันภัตตาหารก็ได้
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนก็ย่อมมีข้อแม้ต่าง ๆ นานา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้องความเข้าใจถูกต้อง อาศัยการปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาท ยกเลิกสัญชาตญาณ
ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ ถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นถึงมีความดำริชอบ ดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราตรึกนึกคิดต่าง ๆ นานาด้วยสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราทุกคนนั้นเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพก็ย่อมไม่มีความสงบ
สติสัมปชัญญะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ยกเลิกอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน นี้คือสติคือสัมปชัญญะ
การปฏิบัติใจต้องอาศัยสติสัมปชัญญะเพื่อให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นตั้งมั่นในสติสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะนั้นต้องอาศัยความเคารพเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ความเคารพนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ
การประพฤติปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องอาศัยความเคารพ ความเคารพนั้นจะหยุดความปรุงแต่ง ความเคารพนั้นถึงอยู่นอกเหตุนอกผล เพราะความเคารพนั้นคือการหยุดความปรุงแต่ง
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าเราทุกคนนั้นต้องมีความเคารพ ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้วความสงบก็ต้องไม่มี
ใจกับกายนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน ถ้ามีความเคารพนั้นกายของเราก็จะสงบวาจากิริยามารยาทของเราก็จะถูกต้องเพราะความเคารพ
กายกับใจนั้น ๒ อย่างนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน การปฏิบัติที่ใจนั้นถึงอาศัยกายเป็นผู้ประพฤติเป็นผู้ปฏิบัติ
สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นถึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ถ้ามี ๒ อย่าง มันก็ต้องสับสน ถ้ามี ๒ อย่างมันก็ต้องเป็นขั้วบวกขั้วลบ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เพราะเหตุผลว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายใน ๒ อย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
เรามีกายถึงมีใจ เรามีใจถึงมีกาย ๒ อย่างนี้คือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ก็ย่อมเสียหายก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้สับสนในการประพฤติการปฏิบัติ กาประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะได้เป็นเชิงบวก จะได้เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ จะได้เอาเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
ผู้มีปัญญาทั้งหลายจะแก้ปัญหาไม่ได้เพราะปัญญานั้นยังเป็นปัญญาที่เป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ ผู้ที่เจริญวิปัสสนานั้น ถ้ายังไม่รู้ไม่เข้าใจก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะยังเป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ
จะเป็นผู้มีปัญญา เป็นนักจิตวิทยานั้นก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าไม่เอาเอไอทางวัตถุกับเอาเอไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันเพราะไม่ใช่ทางสายกลาง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงต้องมาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร ที่เป็น cycle of life ที่เป็นวัฏจักรที่หมุนรอบตัวเองเป็นวัฏฏสงสาร เหมือนดวงอาทิตย์ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองเป็นกลางวันเป็นกลางคืน
ฉันใดก็ฉันนั้นวัฏฏสงสารก็เป็นเช่นเดียวกัน พระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติด้วยฉันทะที่จะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงทางสายกลางระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจ
ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นปิติเป็นความสุขเป็นเอกัคคตาที่เป็นปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงทางสายกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
เพื่อทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นจะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากไม่น้อย ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราท่านทั้งหลายอย่าพากันประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดเป็นความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการทำหน้าที่ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท หน้าที่ของเราต้องประพฤติต้องปฏิบัติด้วยฉันทะด้วยความพอใจ ใจของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนของเราทุกคน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ปัจจุบันเราต้องมีความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัย เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อจะไม่ได้มองข้ามปัจจุบัน เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง
ความยึดมั่นในพระธรรมพระวินัยไม่ตั้งอยู่ในความประมาทถึงจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนได้ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้ปล่อยวางสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
เรามีความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัย มีความสุขในการทำหน้าที่ เราประพฤติเราปฏิบัติอย่างนี้ถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติไม่รู้ไม่เข้าใจ พากันตั้งอยู่ในความประมาท พากันไปปล่อยวางพระธรรมปล่อยวางพระวินัย ถึงได้เกิดความเสียหาย ถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ชีวิตนี้ต้องพังทลาย
เราจะเดินทางก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดี ถึงจะเดินทางได้อย่างรวดเร็วปลอดภัยสวัสดิภาพในการเดินทาง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราอย่าพากันไปประมาท เราอย่าพกันไปทิ้งพระธรรมพระวินัย ถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทุกคนนั้นคือเจ้าหน้าที่ในการทำหน้าที่
เราคิดดูดี ๆ เราเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำงานไม่ทำหน้าที่ จะเรียกผู้นั้นว่าเป็นเจ้าหน้าที่นั้นได้หรือไม่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นเรากำลังเดินชีวิตด้วยโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ตัวตนนั้นแหละคือคอร์รัปชั่น คอร์รัปชั่นนั่นแหละคือตัวตน ถ้าใครมีตัวมีตนบุคคลนั้นคือบุคคลที่คอร์รัปชั่น เป็นการคอร์รัปชั่นในตัวของมันเอง ที่เป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่ ปล่อยให้สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารทำงาน
ปัญหาที่แก้ปัญหาไม่ได้ ได้แก่เรื่องคอร์รัปชั่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้ไปมองคนอื่นจับผิดคนอื่น ถ้ามองคนอื่นก็มองเพื่อจะเป็นผู้ให้จะเป็นผู้ที่เสียสละ
ความผิดของเรามีมากอยู่แล้ว จะไปเอาความผิดของผู้อื่นมาเพิ่มเติมให้เราได้อย่างไร
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้มองดูคนอื่น ถ้ามองดูคนอื่นก็มองดูเพื่อเป็นผู้ให้
การทำหน้าที่นั่นแหละคือพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ
การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นภาระกิจของเราทุก ๆ คน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราทุกคนจะได้พากันทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่พากันตั้งอยู่ในความประมาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ถ้าจะเปรียบอุปมัยอุปมา ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างหยุดสัญชาตญาณที่จะเป็นวัฏฏสงสาร ที่เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเอง นี้เป็นระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ไม่เข้าใจว่าพระนิพพานคืออะไร พระนิพพานนั้นคือไม่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง เป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจหยุดแล้วก็ยกเลิกทำหน้าที่ที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นการทำหน้าที่ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ชีวิตของเราได้ก้าวไปทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะการพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อความสะดวกสบายนั้นก็ต้องพัฒนาจิตใจให้มีปัญญาไปพร้อม ๆกัน
พระนิพพานนั้นได้แก่การพัฒนาวิทยาศาสตร์พร้อมกับการพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
พระนิพพานกับธรรมนูญคือสิ่งเดียวกันต่างกันแต่เพียงชื่อ ความหมายนั้นคืออย่างเดียวกัน
รัฐธรรมนูญที่เป็นปัจจุบันที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อให้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพื่อให้ปัจจุบันนั้นได้สมบูรณ์ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์กับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
ปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจว่าธรรมะหน้าที่ ธรรมะนั้นคือเจ้าหน้าที่ การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์พัฒนาใจก็จะเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
การพัฒนาอย่างนี้จะเป็นความสุขในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป ความสุขนี้เป็นความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความสุขนี้จะเป็นความสุขที่เราได้รับจากทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
ความสุขอย่างนี้เช่นนี้จะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นฟอร์มสด จะเป็นความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน
ความสุขความดับทุกข์ในการทำหน้าที่อย่างนี้ถึงเป็นความสุขที่ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นนิพพานชิมลองอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนรู้จักหน้าที่อย่างนี้ แล้วก็ทำหน้าที่อย่างนี้ ถ้าเราจะเอาไปเอาความสุขที่เป็นอนาคตจากการทำธุรกิจหน้าที่การงาน ความคิดอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบนะ มันเป็นการเสียหายถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องตายแล้วเกิดขึ้นหรือว่าตายแล้วสูญนี้มันอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้จะได้ประโยชน์ปัจุบันและประโยชน์อนาคต
ให้การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเรานั้นเป็นนิพพาน เพื่อดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสาร จะไม่ได้เป็นขั้วบวกจะไม่ได้เป็นขั้วลบ
คำว่าขั้วบวกขั้วลบนั้นคือสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก
สงครามคือความไม่สงบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ
มีคำถามถามว่า ถ้าเราทำหน้าที่ของหน้าที่เพื่อให้หน้าที่นั้นได้เป็นความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติเช่นนั้นเราจะไม่มีความทุกข์เหรอจะไม่มีความเครียดเหรอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการกระทำอย่างนี้ถึงจะไม่มีความทุกข์ถึงจะไม่มีความเครียด ถึงจะไม่เป็นโรคไบโพล่าอารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ใจของเราก็จะยกเลิกสัญชาตญาณ โรคซึมเศร้าของเราก็จะไม่มี
เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา ด้วยปฏิปทาของเราที่ติดต่อต่อเนื่อง
เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเราเราเน้นที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีความสุขเรารู้อยู่แล้วถ้ามีความสุขความทุกข์ก็จะไม่มี เพราะมันมีตำแหน่งเดียว
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีความลังสงสัยในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นออกซิเจนเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปโดยธรรมชาติ
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความเครียด ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันคือเหตุคือปัจจัย พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย หน้าที่นั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย การที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจจะทำให้เรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ จะปล่อยให้สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นทำงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าไปปล่อยให้สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นได้ทำงาน
เราต้องเอาธรรมวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนี้เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท
เราต้องจดจ่อ ตั้งใจ มีความตั้งมั่น เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง สติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การงานทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราทุกคนต้องเอามาทำหน้าที่ เพื่อไม่ให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้เป็นเชิงบวกและเป็นเชิงลบ
ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือความสงบ ความไม่เคารพนั้นคือการยกหูชูงวง เราทุกคนพากันคิดดูดี ๆ เราทุกคนมีความเคารพถึงมีความสงบ เราไม่มีความเคารพเราไปมองข้ามปัจจุบันทุกคนนั้นสงบมั๊ย ทุกคนนั้นไม่สงบเพราะไม่มีความเคารพ ความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความเคารพนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ ความเคารพจะทำให้หยุดวัฏฏสงสาร
ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่ความเคารพ ความเคารพนั้นถึงเป็นการหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ความเคารพนั้นไม่เป็นการมายกหูชูงวง ความเคารพนั้นไม่มีการเปรียบเทียบ ไม่มีการตัดสินว่าแพ้ว่าชนะว่าเราว่าคนอื่น ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องทำใจให้ตั้งอยู่ในความเคารพ ความเคารพนั้นคือการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ถ้าเราไม่มีความเคารพคือเราตั้งอยู่ในความประมาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเคารพในพระธรรมในพระวินัย ไม่มองข้ามกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ต้องมีความเคารพ
ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปถึงเป็นคุณธรรมของผู้ดีของคนดี เราไม่มีความเคารพนั้นคือผู้ที่ไม่มีความละอายต่อบาป ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป
การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นคือความเคารพ ความเคารพนี้เป็นความไม่สำคัญว่าตนเองดีกว่าเค้า เก่งกว่าเค้า รวยกว่าเค้า มีเพาเวอร์มากกว่าเค้า มีอำนาจมากกว่าเค้า ความเคารพนั้นคือความสงบ ความเคารพนั้นจะจัดว่าเป็นธรรมะอยู่นอกเหตุเหนือผล เป็นสาเหตุให้หยุดความปรุงแต่ง
หน้าที่การงานเราต้องเคารพในหน้าที่ในการงานในการทำหน้าที่ หน้าที่คือความดี คือคุณสมบัติของผู้ดีของคนดี เป็นผู้กตัญญูกตเวที ไม่มองข้ามปัจจุบันในหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ท่านหลวงตามหาบัวท่านถึงตรัสว่า ตัวตนนั้นแหละมันคือคนบ้า คือคนผีบ้า นั่นคือคนมีเชื้อบ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีหน้าที่ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องอยู่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นทั้งเอไอทางวัตถุ เป็นทั้งเอไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นการทันโลกทันสมัย
ปัจจุบันนี้ต้องเอาหน้าที่ที่มาหยุดสัญชาตญาณยกเลิกสัญชาตญาณในการทำหน้าที่เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์และทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันมีทั้งคุณและโทษ
ความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่จากปัญญานั้นก็จะเป็นปัญญา จากปัญญาก็จะเป็นความสุขในการทำหน้าที่
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำงานในการทำหน้าที่
พระพุทธเจ้าอยู่กับพุทธกิจ พระอรหันต์อยู่กับศาสนกิจ เราเป็นเสขบุคคลเป็นบุคคลที่ต้องอยู่กับธุรกิจอยู่กับหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ก้าวไปอยู่ที่ปัจจุบัน
พระพุทธเจ้ามีพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่ที่เป็นหน้าที่ พระอรหันต์มีพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่ที่เป็นหน้าที่ เสขบุคคลที่กำลังอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่ เพราะต้องเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ได้แก่ตำแหน่งปัจจุบันในการทำหน้าที่
พระพุทธเจ้ามีความเป็นอยู่ด้วยบริสุทธิคุณ พระอรหันต์มีความเป็นอยู่ด้วยบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นคือหน้าที่ของหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ทุกคนนั้นต้องหยุดวัฏฏสงสารของตัวเอง ต้องหยุดสัญชาตญาณของตัวเองด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
ทุก ๆ ท่านทุกคนต้องไม่ลูบลำในศีลในพรตในข้อวัตรกิจวัตร เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ
หน้าที่ที่มีความสุขนั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน
หน้าที่นั้นต้องติดต่อต่อเนื่อง การประพฤติการปฏิบัติต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ ๒๑ วัน การกระทำนั้น ๆ ทั้งทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางจิตใจถึงจะได้ผลเห็นผล เพราะสิ่งนั้น ๆ มันจะเป็นชิฟเป็นปัจจุบันที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั้นแหละคือสถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติ
เพราะหน้าที่ที่หยุดสัญชาตญาณนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความวิเวก จะเป็นความสงบจากสิ่งที่มีอยู่ อดีตก็เป็นสิ่งที่มี อนาคตก็เป็นสิ่งที่มี ปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่มี เป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่เราเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะทำให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี
ว่างจากสิ่งที่ไม่มีนั้นจะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร ผู้ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร
พระศาสนาทุกศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องสัจธรรมตามความเป็นจริง เป็นความเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่
ความเป็นพระนั้นถึงเป็นสากล เช่นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นสากล ไม่มีใครยกเว้น
ความเป็นพระคือความสงบ ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ เป็นสภาวธรรมเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มีความปรุงแต่ง
ขออนุโมทนากับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา เป็นทั้งคนมีปัญญาคนดี ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา