๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๙ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ ให้มีสติให้มีสัมปชัญญะเพื่อจะได้รับฟังพระธรรมเทศนา พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้รู้ให้เข้าใจ จะได้เอาไปใช้เอาไปประพฤติไปปฏิบัติไปทำหน้าที่ เป็นข้อวัตรเป็นข้อปฏิบัติ
วัดได้แก่ข้อวัตรข้อปฏิบัติ เขาจะสร้างบ้านสร้างอาคารสร้างบ้านสร้างเมืองสร้างประเทศก็ต้องวัดระยะสั้นระยาว ระยะสูงระยะต่ำ วัดน้ำหนักวัดความเบา
สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นทางสายกลางระหว่างการพัฒนาจิตใจกับการพัฒนาวัตถุที่ต้องอาศัยทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องอาศัยเอไอทางวิทยาศาสตร์ เอไอทางจิตทางใจ
ทางสายกลางนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง ต้องมีกับผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่
คำว่าหน้าที่นั้นหมายถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน งานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน กายกับใจ ๒ อย่างนี้ต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน เอไอทางจิตใจกับเอไอทางวัตถุนั้นถึงทำงานไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุก ๆ คนเข้าใจ ว่ากายกับใจ ๒ อย่างนี้ต้องเป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน ใจนั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจต้องอาศัยการปฏิบัติกาย กายนั้นต้องมีวาจาต้องมีกิริยาต้องมีมารยาทพร้อมทั้งการทำงานการทำหน้าที่
การปฏิบัติใจนั้นต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ธรรมชาติที่เป็นวัฏฏสงสาร ตั้งอยู่บนอวิชชาบนความหลง หลงว่าเราว่าคนอื่น ความหลงนี้เป็นขั้วบวกแล้วก็เป็นขั้วลบ เป็นธรรมชาติที่หมุนรอบตัวเอง มีความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากหมุนรอบตัวของความไม่รู้เอง เพราะอาศัยอวิชชาอาศัยความหลงเป็นพื้นฐาน
อวิชชาความหลงนี้ได้ก่อปัจจัยให้เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นตัวเราเป็นคนอื่น มีความไม่รู้ไม่เข้าใจ ได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นเราเป็นคนอื่น
มีความยึดมั่นถือมั่น รักในความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
สัมมาทิฏฐิที่เป็นเอไอทางวัตถุทางวิทยาศาสตร์และเป็นเอไอทางจิตใจทางปัญญาทางวิปัสสนา
การประพฤติการปฏิบัติต้องเอา ๒ อย่างนี้มาปฏิบัติควบคู่กันไป เป็นข้อวัตรเป็นกิจวัตรเป็นหน้าที่ในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่นี้ได้แก่สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สงฆ์สาวกนั้นได้แก่พุทธบริษัททั้ง ๔ หมายถึงพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ นี้คือสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจได้เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ ได้เข้าสู่ระบบของหน้าที่ในการทำหน้าที่
ผู้ที่ปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์นี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ นี้เป็นเพียงแบรนด์เนมที่จะให้พุทธบริษัทพากันรู้พากันเข้าใจว่าผู้ที่ปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์คือผู้ที่ตั้งอกตั้งใจมาเอาพระธรรมเอาพระวินัย มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ จึงได้มีสัญลักษณ์ปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์
สงฆ์สาวกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเน้นไปที่เรื่องจิตเรื่องใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าใจนี้เป็นเจ้านาย กายนั้นเป็นเพียงบ่ายเป็นผู้ที่รับใช้ ใจจะพัฒนาเอไอต้องอาศัยสมถะคือหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติใจนั้นถึงต้องอาศัยบ่าว อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ต้องทำให้ถูกต้อง ทำให้ถูกต้องทั้งเอไอทั้งจิตทั้งใจต้องทำให้ถูกต้อง
ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทถึงได้รับสิทธิพิเศษใช้ของฟรีทุก ๆ อย่าง บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ สิ่งที่อำนวยความสะดวกสบายทุกอย่างนั้นฟรีหมด
ความเป็นอยู่ของนักบวชเนื่องด้วยผู้อื่น ต้องฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว การที่มีการฉันอาหารเพล อาหารก่อนเที่ยงนี้สำหรับพระภิกษุสามเณรที่อาพาธ
ผู้ที่มาบวชต้องฉันอาหารในบาตร มีอะไรก็ใส่ลงในบาตร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้มีหลายภาชนะ ให้มีบาตรเพียงใบเดียว ไม่ให้ฉันหลายภาชนะ นักบวชชีเปลือยไม่มีผ้าไม่มีอาภรณ์นุ่งห่ม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาทางสายกลาง เพื่อจะได้เป็นเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่
ความดับทุกข์นั้น พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้เป็นทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคตทางสายกลางนั้นเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็มีตำแหน่งเดียว กายวาจากิริยามารยาทอาชีพถึงป็นปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นชาติคือความเกิด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ถ้าจะเปรียบแล้วคือการชิงแชมป์ระหว่างสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ระหว่างหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานถึงอยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
เรามาบวชเป็นพระเป็นสมณะ เป็นผู้ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกท่านทุกคนถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อแม้นั้นเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
วันนี้ก็เป็นวันที่ ๑๙ พ.ศ.๒๕๖๙ คำว่าก้าวเป็นการเดินไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ถอยกลับมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเพื่อจะไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
พระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยที่เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระธรรมเป็นพระอริยสงฆ์คือความก้าวไปของหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราต้องก้าวไปด้วยการเสียสละ ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา ด้วยปฏิปทาให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นสติเป็นสัมปชัญญะให้รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าผิดว่าถูกว่าดีว่าชั่ว รู้หน้าที่
สติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรมที่มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อเราทุกคนมาเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ความเคารพในพระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัย ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะความเคารพนั้นคือความสงบ ความสงบนั้นคือความเคารพ
เคารพอะไร เคารพพระธรรมพระวินัย เคารพสัจธรรมตามความเป็นจริง เพราะเหตุผลว่า ความไม่เคารพนั้นคือความไม่สงบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงตรัสกับพระอานนท์ว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล
ความเคารพจะทำให้เราทุกคนมีความสงบทุก ๆ คนเลย เพราะเรามีความเคารพอยู่ที่ไหนที่นั้นต้องมีความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้วความสงบก็ย่อมไม่มี
ด้วยเหตุผลนี้ หลักการของการประพฤติการปฏิบัติถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนได้เราต้องมีความเคารพ
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเราต้องหยุดเหตุหยุดปัจจัย มีความเคารพในพระธรรมพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่เคารพในพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เป็นพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่ได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิต
ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงตรึกในกามไม่ได้ตรึกในพยาบาทไม่ได้
ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดในบาปบุญคุณโทษนั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่เรารู้เราเห็นเราเข้าใจ เราปกปิดคนอื่นนั้นปกปิดได้ แต่เราไม่สามารถปกปิดตัวเองได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม นั้นคือกฎแห่งกรรม นั้นคือผลของกรรม
ด้วยเหตุผลนี้จะเป็นพระพุทธเจ้าจะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพถึงเป็นผู้รู้เหตุรู้ปัจจัย เป็นผู้รู้อริยสัจ ๔ เป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ แล้วก็ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อความดับทุกข์
ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั้นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัย ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เป็นเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน
พุทธบริษัททั้ง ๔ ต้องรู้ต้องเข้าใจในความเป็นพระในความเป็นสมณะ ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นเป็นสากล พุทธบริษัททุกคนพากันเป็นพระได้ ไม่มีใครสงวนลิขสิทธิ์
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณนั้นคืออบายมุขคืออบายภูมิ ทานศีลสมาธิปัญญาที่เป็นเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจที่จะมาหยุดสัญชาตญาณ
ด้วยเหตุผลนี้ คำว่าพุทธบริษัทนี้ถึงใช้ได้กับทุกชาติทุกศาสนา ธรรมนูญรัฐธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นถึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน เรียกพระนิพพานก็ได้จะเรียกธรรมนูญก็ได้
ศาสนานั้นเป็นเพียงสมมติ สมมติเป็นเครื่องหมายที่จะให้เราเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ศาสนานั้นถึงไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวมีตนนั้นไม่เรียกว่าพระศาสนา
การประพฤติการปฏิบัติ การทำหน้าที่ที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนถึงเป็นการทำประโยชน์และประโยชน์ของผู้อื่น เป็นทางสายกลางระหว่างเอไอทางวัตถุ ระหว่างเอไอทางจิตใจ
ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นถึงเป็นความเคารพ เป็นความสงบของหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ถ้าเราเอาเจ้าหน้าที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เป็นทางวิทยาศาสตร์ ไม่เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันการประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นขั้วบวกถึงเป็นขั้วบวก
ปัจจุบันที่เป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นคือความไม่สงบ เป็นสงครามของตัวผู้นั้นเอง สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปยังหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เอาปัจจุบัน เพราะอดีตนั้นปฏิบัติไม่ได้ อนาคตนั้นปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันถ้าเราเอาสัญชาตญาณมันก็เป็นวัฏฏสงสาร ปัจจุบันถ้าเราเอาพระธรรมพระวินัยนั้นก็เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีความเคารพ เพื่อจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
การที่เรายึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยนั้นถึงไม่ใช่เป็นเรื่องหลงงมงาย เราเอานิติบุคคลตัวตนที่เอาสัญชาตญาณนำชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่หลงงมงาย
ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณนี้ถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิไม่หลงงมงาย นี้เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ นี้คือผู้ที่รู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจ ๔ เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เพราะเหตุผลว่า เราไม่ต้องเอาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอไอมาประพฤติมาปฏิบัติมาใช้ให้เป็นตัวตน
เราไม่ต้องเอาการปล่อยวางพระธรรมพระวินัยที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เป็นนิติบุคคลตัวตน
พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นความยึดมั่นถือมั่นในหน้าที่ที่เป็นความดีและปัญญาที่จะต้องให้เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ พระธรรมพระวินัยถึงไม่ใช่ขั้วบวกและไม่ใช่ขั้วลบ
พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจในการพัฒนาทั้งทางวิทยาศาสตร์พัฒนาทั้งจิตใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะเป็นเหมือนพระวินัยธรกับพระธรรมกถึก
พระวินัยธรกับพระธรรมกถึกไม่รู้ไม่เข้าใจ มีการทะเลาะวิวาทในเรื่องพระวินัย
*ให้ผู้บรรยายเล่าเรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี พระวินัยธรกับพระธรรมกถึกเถียงกันเรื่องวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ การปฏิบัตินั้นย่อมไม่ไปมองคนอื่น ต้องไม่ไปจับผิดคนอื่น
อย่างการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ท่านให้เราเน้นมาที่ตัวของเราเอง ทำหน้าที่ในตัวของเราเอง ถ้ามองดูคนอื่นก็มองเพื่อจะเป็นผู้ให้ เพื่อจะเป็นผู้ที่สงเคราะห์
เพราะการมองดูคนอื่นเพื่อจับผิดคนอื่นนั้นมันเป็นความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด พ่อแม่ก็ไปมองแต่ลูกแต่หลาน ข้าราชการนักการเมืองนักบวชก็ไปมองดูแต่คนอื่น
การพัฒนาเอไอทางวัตถุก็ต้องพัฒนาเอไอทางจิตเพื่อให้เข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราไปมองดูคนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะใจของเรานั้นก็มีเพียงตำแหน่งเดียว กายวาจากิริยามารยาทอาชีพก็มีเพียงตำแหน่งเดียว การที่จะไปแก้ไขคนอื่น การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวกเชิงลบ
พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อทำหน้าที่ของตัวเราเอง
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ทุกข์ของเราในเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องอายตนะภายนอกภายในนั้นก็มีมากอยู่แล้ว
ทุกคนนั้นทั้งเราและคนอื่นล้วนแต่เป็นผู้ที่น่าสงสารทั้งนั้น ความกรุณาต้องประกอบด้วยปัญญา
ผู้ที่ทำหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองไม่ไปจับผิดคนอื่น ไม่ไปมองดูคนอื่น เรามองดูตัวเองว่าเราคิดอย่างไร เราพูดอย่างไร กิริยามารยาทเราเป็นอย่างไร เราเอาพระธรรมเอาพระวินัย เรามีความเคารพในพระธรรรมพระวินัยแล้วหรือยัง
เรามีความประมาทหรือไม่ เรามองข้ามพระวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเปล่า เราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่แล้วหรือยัง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มองอย่างนี้ ให้วิรัติให้งดเว้นสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้าม ให้ปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัยเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราเป็นเจ้าหน้าที่ต้องเป็นสุปฏิปันโนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ปฏิบัติสมควรเพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันก็จะเป็นออกซิเจนเป็นออกซิเจนเป็นการถ่ายเทของเสียเป็นการถ่ายเทความไม่ถูกต้อง เป็นการถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
วันหนึ่งคืนหนึ่ง เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่เราเจริญสติสัมปชัญญะ เจริญสติปัฏฐาน รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เคารพในพระธรรมในพระวินัย ไม่ตรึกในกาม ไม่ตรึกในพยาบาท
เอาปัจจุบันเป็นทางสายกลาง มีความสุขในการทำหน้าที่ นอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓
เอาปัจจุบันทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือว่าเอาปัจจุบันนั้นเป็นสุปฏิปันโนเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงเป็นผู้ปฏิบัติสมควร
ถ้าเราทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ สุขภาพร่างกายของเราก็จะแข็งแรง สุขภาพใจของเราก็จะแข็งแรงที่อาศัยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง
ปฏิปทาที่เอาพระธรรมเอาพระวินัยที่ติดต่อต่อเนื่องจะเป็นความสมดุลระหว่างเอไอทางวัตถุ ระหว่างเอไอทางจิตใจ
ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ไม่ตรึกในกาม ไม่ตรึกในพยาบาท ไม่นำภัยภายนอก ไม่นำภัยภายนอกเข้ามา เพื่อพัฒนาปฏิปทาทั้งภายนอกภายในให้เป็นเอไอไปพร้อม ๆ กัน
อาศัยความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของหน้าที่ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่พึ่งใคร ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ ผู้ที่พึ่งคนอื่นคือผู้ที่เอาตัวเองไม่รอด
ผู้ที่พึ่งคนอื่นนั้นชีวิตนั้นเป็นชีวิตของเปรต ไม่ใช่ชีวิตของพระ ไม่ใช่ชีวิตของสมณะ คำว่าพระคือพระธรรมคือพระวินัย การภิกขาจารบิณฑบาตนั้นเราไปเพื่อเสียสละ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อทำหน้าที่ของตน นี้เป็นการทำหน้าที่ของตน
คำว่าไปโปรดสัตว์ไปบิณฑบาตไปภิกขาจารบิณฑบาตก็ได้แก่ การโปรดตัวเองนี้แหละ ไปยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกที่เรายกหูชูงวง ไปเป็นผู้ขอทานภิกขาจาร ไม่ต้องเป็นนายทุนรับเงินรับสตางค์ เพื่อไปโปรดมหาชนให้เขาทำบุญตักบาตร ไม่ใช่ไปบิณฑบาตเพื่อจะไปเอาของเค้า
ต้องไปให้ประชาชนมหาชนเค้าได้หยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ ให้เค้าทำความดีให้เค้าเสียสละ
เพราะมนุษย์เรา ความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่มีสติสัมปชัญญะ อยู่ที่การให้ทานรักษาศีล มีความตั้งมั่นหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ความสุขนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ทำหน้าที่ ผู้เป็นฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องให้ทานเสียสละ การเสียสละนั้นถึงเป็นพระนิพพาน การยกเลิกสัญชาตญาณต้องอาศัยการวิรัติการยกเลิกสัญชาตญาณ
การรักษาศีลนี้ รักษาพระธรรมพระวินัยยกเลิกสัญชาตญาณจึงเป็นบุญใหญ่เป็นอานิสงส์มากยิ่งกว่าการให้ทานสิ่งภายนอก
ด้วยเหตุผลนี้ การปฏิบัติต้องไม่ให้มีขั้วบวกขั้วลบ การทำความดีก็เพื่อความดีถึงจะเป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ ถึงจะเป็นความดีเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
เรามีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่ต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องสำหรับเสขบุคคล บุคคลที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์
ปฏิปทาในปัจจุบันต้องเป็นเอไอทางวัตถุทางจิตใจ เพื่อให้เข้าถึงความพอดีความพอเพียง พระนิพพานนั้นต้องให้อยู่ที่ปัจจุบัน
ถ้าเราเอาพระนิพพานเมื่อหมดลมปราณ เมื่อหมดอายุขัย ความผิดพลาดนั้นอาจจะผิดพลาดได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะพื้นฐานของปัจจุบันมันไม่มี เมื่อสิ้นลมปราณละสังขารนั้นถึงจะเป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีณาสพท่านถึงเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นคือหน้าที่เพื่อหน้าที่
ขออนุโมทนากับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ปัจจุบันนี้แหละคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา