๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๐ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้นั่งตัวตรง ๆ จะได้มีสติมีสัมปชัญญะ
เรามีความเคารพจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นย่อมมีความสงบ
วันนี้เป็นวันเสาร์ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เกษตรกร อุตสาหกรรม พ่อค้าประชาชน เพื่อพัฒนาจิตใจ
มนุษย์เราเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต พัฒนาใจพัฒนาวัตถุ ๒ อย่างไปพร้อมๆกัน
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันพัฒนาจิตใจอย่างเดียว ชาติคือความเกิด ศาสนานั้นคือธรรมะ พระมหากษัตริย์นั้นคือปัญญา
ทางสายกลางนั้นได้แก่การพัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้เดินทางไปพร้อมๆกัน
ทางสายกลางนั้นได้แก่ธรรมนูญ ได้แก่รัฐธรรมนูญ ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
สัญชาตญาณที่เราทุกคนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ที่มีอวิชชาที่เป็นความหลงเป็นพื้นเป็นฐานที่เรียกว่าสัญชาตญาณ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องของความเกิด ไม่เข้าใจในเรื่องของพระศาสนา ไม่เข้าใจเรื่องธรรมนูญ ไม่เข้าใจเรื่องพระนิพพาน ได้พากันเอาสัญชาตญาณนำชีวิต เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต
ไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความยึดมั่นถือมั่น ได้ไปเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒
มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราว่าเป็นคนอื่น มีความหลงเป็นพื้นฐาน รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์นี้คือสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น
ความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นเวียนว่ายตายเกิด ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นมาจากสาเหตุที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ การดำเนินชีวิตของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นยากมากยากเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนจะข้ามสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านปีหลายล้านชาติหลายอสงไขย
เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามารู้มาเข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามารู้มาเข้าใจพระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน เพื่อให้ท่านพระอานนท์รู้ท่านพระอานนท์เข้าใจ
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือธรรมวินัย เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
เพราะเหตุผลว่าชาตินั้นคือความเกิด เราต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย
พระธรรมพระวินัยนั้นที่เป็นพระรัตนตรัย ได้แก่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมพระวินัยที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย พระอริยสงฆ์ผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
ที่พึ่งของเราที่แท้จริงนั้นถึงได้แก่พระรัตนตรัย พระรัตนตรัยนั้นจะเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ
เราจะเดินทางไกลก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางรวดเร็วว่องไวถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสวัสดิภาพ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามองเห็นความสำคัญว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ
เพราะเหตุผลว่าเราต้องหยุดสัญชาตญาณเพื่อเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงกำชับให้พุทธบริษัททั้งหลายไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทมันคือความผิดพลาดมันคือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง พังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกล อยู่ที่มัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ระยะทางมากกว่าพันกิโลเมตร
การพัฒนาเอไอของคนรุ่นใหม่ของคนสมัยใหม่ พุทธบริษัท คริสต์บริษัท อิสลามบริษัท ศาสนาต่าง ๆ บริษัทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องพัฒนาเอไอทั้งทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ปัจจุบันนี้มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์
ปัจจุบันนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันคือหน้าที่ หน้าที่ก็คือเจ้าหน้าที่
เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนนั่นแหละคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานถึงจะเรียกผู้นั้นว่าเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่ทำงานผู้นั้นก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่
เราปล่อยให้สัญชาตญาณที่เป็นิติบุคคลตัวตน ที่เอาสัญชาตญาณเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต นี้คือความเสียหาย
เจ้าหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ก็ได้แก่ตัวของเรานี้เอง เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่นั้นคือตัวของเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ อย่างพระพุทธเจ้าก็ทำพุทธกิจทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพก็ทำหน้าที่ทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะผลเหตุผลว่าพระพุทธเจ้าท่านก็ดับทุกข์ที่ท่าน พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็ดับทุกข์ที่ท่าน
การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ถึงเป็นความดับทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันรู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย รู้อริยสัจ ๔ พากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ ปฏิบัติแทนตัวของเราได้
ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยจะเป็นสาเหตุที่หยุดสัญชาตญาณที่นิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
การฝึกใจการปฏิบัติใจ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เราฝึกใจปฏิบัติใจ ต้องอาศัยกายเป็นผู้ประพฤติเป็นผู้ปฏิบัติเป็นผู้ทำหน้าที่
การปฏิบัติใจนั้นถึงไปปฏิบัติที่กาย เอไอทางวัตถุที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพื่อเราจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ การพัฒนาเอไอนี้มันจะเป็นตัวเป็นตน มันจะเป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม กลับจะแย่ยิ่งไปกว่าเก่าเสียอีก เพราะการทำอะไรที่ไม่รู้ไม่เข้าใจที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำนั้นก็ย่อมเกิดความเสียหาย
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามองเห็นทุกข์ ทุกข์ที่เราต้องบริหารธาตุบริหารขันธ์บริหารอายตนะ บริหารงานบริหารหน้าที่ เพื่อจะได้ทรัพยากรมาดำรงธาตุดำรงขันธ์มาดำรงอายตนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามองเห็นชาติคือความเกิด นี้เป็นสิ่งที่เสียหาย เพราะความเกิดนั้นก็ย่อมมีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้คือความเสียหาย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนรู้อริยสัจ ๔ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
อาศัยยานในการเดินทาง ยานก็ได้แก่พระธรรมพระวินัย ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง มีหลักการที่จะต้องดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท
ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไร เรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูก ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เห็นภัยในความเกิด เพราะความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นมันเป็นวิบากกรรมของความเกิด
สติสัมปชัญญะที่รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม รู้จักดีรู้ชักชั่วรู้จักผิดรู้จักถูก
พยายามมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้สำหรับผู้มีสติผู้มีสัมปชัญญะ
พระธรรมพระวินัยที่เราทุกท่านทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อเราจะได้หยุดความเกิด เพื่อเราจะได้หยุดสัญชาตญาณ เพื่อให้พระธรรมพระวินัยได้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การให้ทานนั้นคือการสร้างบารมีที่ยกเลิกสัญชาตญาณ การรักษาศีลนั้นคือการหยุดยกเลิกสัญชาตญาณ การเจริญสมาธิภาวนานั้นคือการยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ความตั้งมั่นในพระธรรมพระวินัยต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเรื่องปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติของเราอยู่ทุกหนทุกแห่ง ปัจจุบันนั้นถึงเป็นหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านถึงให้หมู่มวลมนุษย์เดินทางสายกลาง ให้เอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราไม่ต้องไปพูดว่าคนรุ่นเก่า เพราะคนรุ่นเก่านั้นไม่ใช่เรา อดีตนั้นแก้ปัญหาไม่ได้เพราะเกษียณแล้ว อนาคตที่จะยังไม่มาถึงก็ปฏิบัติไม่ได้
ปัจจุบันนี้แหละเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันนี้แหละเราต้องมีสติต้องมีสัมปชัญญะ ปัจจุบันนี้แหละถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราอย่าไปเข้าใจว่าอนาคตของเรานี้เป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ
เพราะอนาคตก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
อย่างมีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสสอนว่า อันนี้นะขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย เงื่อนไขเป็นอย่างไร เหตุเป็นอย่างไร อนาคตก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ผู้ประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่ที่ปัจจุบันเลย ถ้าเราไปเอาที่อนาคตความผิดพลาดนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ
เราจะไปเอาความดับทุกข์อยู่ที่อนาคต หรือว่าเราจะไปเอาพระนิพพานเมื่อเราหมดลมปราณหมดลมหายใจนั้นมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ ปัจจุบันนี้มีประโยชน์ทั้งอนาคต เพราะปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐาน เราต้องมีพื้นมีฐานอยู่ที่ปัจจุบัน เรามีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนี้แหละ ไม่ต้องรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันเป็นสิ่งที่แน่นอน
ความคิดอย่างนั้นเป็นความคิดที่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ มันเป็นความคิดเหมือนประชาชนที่พากันซื้อล็อตเตอร์รี่ การซื้อล็อตเตอร์รี่สลากกินแบ่งของรัฐบาล มีโอกาสที่จะกินรวบมากกว่ากินแบ่ง
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความฉลาดกับความดีของเราต้องอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่การทำหน้าที่
ในตัวของเราต้องเป็นทั้งคนมีปัญญา เป็นทั้งคนดี เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน จะทำให้เราทุกคนเป็นคนสมองช้านะ ไม่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
มนุษย์เราต้องฉลาดต้องเอาเอไอทางวัตถุกับเอไอทางจิตใจมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การปฏิบัติถ้าเราเน้นที่ปัจจุบัน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนในปัจจุบัน ถ้าติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเราสติสัมปชัญญะของเรานั้นจะชัดเจนขึ้น สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทำให้เราทุกคนลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเน้นที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน
เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันมีเพียงตำแหน่งเดียว วาระต่าง ๆ นั้นคือปัจจุบัน การยืนเดินนั่งนอนกินทำคำพูดนั้นเป็นปัจจุบัน
ถ้าเราไม่เอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจมาใช้มาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เราจะเอาตอนไหนไปประพฤติไปปฏิบัติ
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เป็นตัวของเราเอง ปัจจุบันนี้เราต้องเสียสละสัญชาตญาณ
ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ก้าวไปไม่ได้ อดีตที่ผ่านไปแล้วเราก็ต้องปล่อยต้องวางต้องเสียสละ เราไม่เสียสละเราก็ก้าวไปไม่ได้ ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ทุกคนต้องเสียสละ
เพื่อให้ปัจจุบันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพื่อให้ปัจจุบันนั้นรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม
ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่
เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานนั้นคือหน้าที่ของการทำหน้าที่ เราคิดดูดี ๆ นะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้ว ทำไมไม่เสวยวิมุติสุขปล่อยวางไม่ต้องมาลำบากสรีระร่างกาย
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะหน้าที่นั้นมันเป็นนิพพาน ทานศีลสมาธิปัญญานั้นเป็นพระนิพพาน ความรู้ที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นมันจะเป็นเพียงพัฒนาเอไอทางวัตถุ ไม่ได้พัฒนาเอไอทางจิตใจไปพร้อมกัน
ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพถึงเป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้คือพุทธกิจ คือหน้าที่ การทำอย่างนี้ถึงเป็นศาสนกิจเป็นหน้าที่ของพระอรหันต์
พระพุทธเจ้าพระอรหันต์นั้นคือผู้ที่หยุดสัญชาตญาณคือผู้ที่ดับไม่เหลือซึ่งวัฏฏสงสาร ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสนั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นเชิงบวกอย่างเดียว ไม่ใช่เป็นเชิงบวกแล้วก็เป็นเชิงลบ
เป็นความดับไม่เหลือซึ่งวัฏฏสงสารที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบเราต้องรู้เข้าใจ ขั้วบวกขั้วลบนั้นมันคือสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้ สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างไปหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวงต่างประเทศ สงครามโลก
ความรู้ความเข้าใจ การที่เสียสละนั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ การเสียสละนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือ เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่การทำหน้าที่
มีคำถามเพื่อให้เกิดปัญญา ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะหยุดความทุกข์ จะหยุดความเครียด
ให้ผู้ฟังรู้เข้าใจ หน้าที่นั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว เรารู้เราเข้าใจ เราให้ทานรักษาศีลตั้งมั่นเสียสละเพื่อความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความทุกข์นั้นถึงไม่มีเลย
เราจะมีความรู้สึกว่า แหม...ทำไมถึงมีความสุขอย่างนี้ ไม่มีความทุกข์อะไรเลย เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่เป็นขั้วบวกและไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นความสงบ จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ความสงบกับความสุขมันคืออันหนึ่งอันเดียว เรามีความสงบเราก็จะมีความสุข เรามีความเคารพเราก็จะมีความสงบ
ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทุกคนต้องทำหน้าที่เพื่อก้าวไปด้วยหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติหน้าที่เพื่อหน้าที่จะเป็นออกซิเจน จะเป็นการยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ เราจะได้เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เราจะเอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่
สัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจ ถ้าเรารู้เข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัยทุกหนทุกแห่งก็จะมีแต่ความสงบ ไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่สงบ
อย่างเรามารวมกันอยู่อย่างนี้ เรามีความเคารพเพราะเราต้องมีความสงบ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก อยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย อยากให้มันช้ามันก็ไม่ช้า อยากให้มันเร็วมันก็ไม่เร็ว มันก็เท่าเก่า เราต้องมีความเคารพ
ความเคารพเพื่อหยุดสัญชาตญาณ จะเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อเอาความดีและปัญญาเพื่อให้เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง ปฏิปทาของเราต้องติดต่อต่อเนื่อง ใจของเราต้องเคารพเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง
การทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ เรามีความเคารพซ้ำ ๆ ซาก ๆ ใจของเราก็ย่อมสงบ
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด
ท่านหมายถึงให้เราเคารพในหน้าที่ทำหน้าที่ อย่าไปมองข้ามหน้าที่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันมันคือความละเอียดอ่อน ปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะปัจจุบันนั้นมันเป็นสิ่งละเอียดอ่อน
ความเคารพความสงบมันเป็นความละเอียดอ่อน ใจของเรา เราตรึกนึกคิดอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ใจของเราต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติพรหมจรรย์ต้องรู้เข้าใจ
พรหมจรรย์นั้นเราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติทั้งผู้ที่บวชผู้ที่ไม่ได้บวช ผู้บวชกับผู้ไม่ได้บวชมันก็ต่างกันแต่เครื่องแบบเท่านั้นเอง เครื่องแบบนั้นก็เป็นเพียงแบรนด์เนม แบรนด์เนมเพื่อให้เป็นเจ้าหน้าที่ในการทำหน้าที่
เครื่องแบบมีความหมายอย่างนี้เอง หน้าที่ของเรานั้นเป็นความละเอียดอ่อน ไม่มองข้ามปัจจุบัน
สัมมาคารวะ ได้แก่ความเคารพ คารวธรรมจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เราทุกคนต้องไม่มองข้ามความเคารพความคารวะ เพราะความเคารพความคารวะเอาใจใส่ในความละเอียดอ่อนในความปราณีตต้องอาศัยปัจจุบันเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสคารวธรรมไว้ ๖ ประการ เพื่อเป็นหลักการในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
