๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๓ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันคืนวันคืนได้ล่วงไปล่วงไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ถามเราทั้งหลายว่า เรากำลังทำอะไรอยู่

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพวกเราทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ  เราต้องเอาความรู้มาคู่กับการประพฤติกับการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหาย เป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันนี้ทุกท่านทุกคนมีความเข้าใจว่า ปัจจุบันนี้ได้แก่การชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดกับหยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต

 

พระธรรมพระวินัย เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เราทุกคนคือเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำงานก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

พระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสถามพวกเราทั้งหลายว่าเรากำลังพากันทำอะไรอยู่

ปัจจุบันนี้ต้องให้เกิดเป็นเอไอทางวัตถุและเอไอทางจิตใจ พระธรรมพระวินัยนี้ได้แก่เอไอทางจิตใจ เอไอทางวัตถุ

 

พระธรรมพระวินัยเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ จะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม จะเป็นหน้าที่ของการเป็นเจ้าหน้าที่

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

มรรคนั้นถึงเป็นหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ผู้รู้ผู้เข้าใจ จึงเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจในการทำหน้าที่ ทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม และผลของกรรม

 

สัญชาตญาณที่มีอวิชชามีความหลงเป็นพื้นฐาน เป็นความยากเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านทุกคนจะผ่านไปได้

 

ถ้าไม่อาศัยพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อก้าวไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นสัญชาตญาณที่ครอบงำจิตใจ ได้เป็นโลกธรรมนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสถามเราทั้งหลายว่า เรากำลังทำอะไรกันอยู่

 

เรานี้คือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่ทำงานก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

ความเสียหายทั้งหมดเกิดจากทุจริต ถ้าเราไม่เอาพระธรรมพระธรรมมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัตินี้แหละคือเจ้าหน้าที่กำลังทุจริต

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้มองดูคนอื่น ไม่ให้ไปจับผิดคนอื่น ถ้าเรามองคนอื่นดูคนอื่นก็เพื่อจะเป็นผู้ให้ เพื่อที่จะช่วยเหลือ ความผิดของเรานั้นก็มีมากอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาความผิดของคนอื่นมาให้กับตัวของเราเอง

 

การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเอง

 

ภาชนะที่จะรองรับสิ่งต่าง ๆ นั้นได้ก็ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำย่อมเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเอง ความตั้งใจตั้งเจตนา เอาทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัตว์บุคคลที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นคนอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ให้เรารู้ให้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันคือวัฏฏสงสาร นี้คือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสกับพวกเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทมันคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละมันจะเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ สัญชาตญาณทุกคนนั้นย่อมรู้อยู่ในตัวของเราเองว่าเราทุกคนต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ทุกคนก็ย่อมพากันรู้อยู่แก่ใจของตนอยู่แล้ว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้ให้เข้าใจ ให้เรารู้เข้าใจว่า รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณที่เป็นวัฏฏสงสารที่ได้ทำหน้าที่ที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานของเจ้าหน้าที่

 

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ นั้นย่อมมีอยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องกรรมเก่าที่ทำงาน เราต้องรู้ต้องเข้าใจที่กรรมใหม่ทำงาน

 

รูปนั้นได้แก่กรรมใหม่ นามคือใจได้แก่กรรมเก่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ทุกอย่างนั้นมันไม่มีอะไร มีเพียงรูปกับนาม รูปนามเกิดขึ้นตั้งอยู่ รูปนามดับไป ไม่มีอะไรไปมากกว่านี้

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้มาหยุดรูปหยุดนามด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง มีความตั้งมั่นด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าไม่มีอะไรมากไปกว่ารูป ไม่มีอะไรมากไปกว่านาม ในปัจจุบันนี้ก็มีตั้งแต่ ๒ อย่าง มีตั้งแต่รูปมีตั้งแต่นาม

 

วัฏฏสงสารเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจต้องรู้จัก ให้รู้จักว่านี้คือกรรม เราต้องรู้จักกรรม

 

เราต้องรู้จักนามธรรม เราต้องรู้จักรูปธรรม รูปธรรมและนามธรรมนี้คือกรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องกรรม เรื่องรูปธรรมเรื่องนามธรรม

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ บุคคลมีภรรยามีสามีบุคคลนั้นต้องมีบุตรมีธิดา ความวิเวกต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ

 

ความสงบความวิเวกนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความวิเวกนั้นต้องเกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเราะจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นี้ยังไม่ถือว่าความวิเวก

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ เพื่อไม่เอาสัญชาตญาณนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณ ว่าพระธรรมพระวินัยที่เรารู้เข้าใจ ที่เราต้องเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความวิเวกจากสิ่งที่มีอยู่ เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายแล้วนี้จะมีประโยชน์อะไร ผู้ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์ เพราะอันนั้นไม่ใช่ความวิเวกจากสิ่งที่มีอยู่

 

ความไม่ประมาท เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ด้วยมาเอาพระธรรมพระวินัยนั้นมาเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ มาเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะ ที่ไหนมีพระธรรมมีพระวินัย ที่นั้นถึงเป็นความสงบ ที่นั้นถึงเป็นความวิเวก

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องหยุดสัญชาตญาณ ไม่เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต

 

สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ เอาพระธรรมพระวินัยนำการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ มีความดำริชอบ ดำริออกจากสัญชาตญาณที่เป็นกามที่เป็นพยาบาท เพราะกามพยาบาทนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ กามพยาบาทนั้นเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงไปตรึกนึกคิดในกามไม่ได้ ไปตรึกนึกคิดในพยาบาทไม่ได้

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไร ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไรผิดถูกดีชั่ว บาปบุญคุณโทษ ไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราเองนี้แหละเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ไม่ปล่อยให้สัญชาตญาณทำงานทำหน้าที่

 

เป็นผู้ที่ไม่ตั้งในฐานะแห่งความประมาท ความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาป มีความยึดมั่นถือมั่น มีความตั้งมั่นในพระธรรมพระวินัย การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้คือปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่อวิชชา ไม่ใช่ความหลง

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้ถึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้เป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ เป็นทางสายกลาง

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มรรคือหน้าที่ เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงไม่ใช่เป็นนิติบุคคล ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จึงไม่เป็นขั้วบวกจึงไม่เป็นขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติจะเป็นความสงบ

 

ธรรมวินัยเราต้องรู้เข้าใจว่าธรรมวินัยอยู่นอกเหตุเหนือผล นอกเหนือความปรุงแต่ง เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

การทำหน้าที่นั้นถึงไม่ใช่ความหวังและไม่ใช่ความหมดหวัง ความหวังก็ไม่มีหมดหวังก็ไม่มี

 

การให้ทาน การรักษาศีล การทำสมาธิ การเจริญปัญญา พัฒนาเอไอทางวัตถุ พัฒนาเอไอทางจิตใจนั้นถึงไม่เป็นขั้วบวกนั้นถึงไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นความสงบ

 

ให้เราท่านทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจในการทำหน้าที่

 

มีคำถามว่า เราประพฤติเราปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่นี้จะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เป็นการเดินมรรคเป็นการทำหน้าที่ จะมีแต่ความดับทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความดับทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมานี้คือความดับทุกข์ นี้จะไม่มีความทุกข์ นี้จะไม่มีความเครียด

 

เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว เราคิดดูดี ๆ นะ ตำแหน่งยืนนี้ก็มีเพียงตำแหน่ง ตำแหน่งนั่งนี้ก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินนี้ก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็มีเพียงตำแหน่งเดียว

 

ปัจจุบันเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์ที่ไหนมันจะมี คิดไปแล้วหัวจะระเบิดก็เป็นไปไม่ได้เพราะความทุกข์มันไม่มี

 

เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนั้นคือปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าเราต้องมีปิติมีสุขเอกัคคตา รู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพราะความทุกข์นั้นไม่มีอยู่แล้ว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

เราเอาพระพุทธเจ้า เอาพระธรรม เอาพระอริยสงฆ์ที่เป็นพระรัตนตรัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้กับพระอานนท์และสงฆ์สาวกทั้งหลายให้รู้เข้าใจ ก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทให้รู้เข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

ให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เราเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อทำหน้าที่

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคือเจ้าหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ สิ่งนี้เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งเหล่านี้นั้นคือโซเชียล เราต้องรู้จักโซเชียล เป็นโซเชียลครอบงำสติครอบงำปัญญา

 

เจ้าหน้าที่นั้นไม่รู้ไม่เข้าใจในโซเชียลที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒

 

โซเชียลต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมนามธรรม ที่เป็นรูปที่เป็นนามได้ครอบงำเอไอทางจิตใจ และครอบงำเอไอทางวัตถุ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องโซเชียลภายนอกโซเซียลภายใน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

เอไอทางจิตใจต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นโซเชียลทางสติทางปัญญา เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อเอาทางวัตถุกับทางจิตใจ เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

โซเชียลนั้นต้องทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อมาหยุดสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์อายตนะภายนอกภายในครอบงำสติสัมปชัญญะ

 

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์นั้นเป็นโซเชียลที่ครอบงำสติสัมปชัญญะของเราทุกคน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่มาหยุดโซเชียลด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ธรรมวินัยนั้นแหละจะหยุดโซเชียลต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ กรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ กฎแห่งกรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ความหยุดนั้นก็เป็นสิ่งที่มีอยู่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่

 

พระธรรมพระวินัยเราต้องพากันมารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พระธรรมพระวินัยถึงไม่ใช่ขั้วบวกจึงไม่ใช่ขั้วลบ ถึงไม่ใช่ได้ไม่ใช่เสีย

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสภาวะที่หยุดขั้วบวกขั้วลบ หยุดความปรุงแต่ง พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นการทำงานเพื่องาน

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่

พระนิพพานนั้นถึงเป็นปัจจุบัน พระนิพพานนั้นไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต พระนิพพานอยู่ที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหน เราทำอะไร พระนิพพานต้องอยู่ที่นั่น ถ้าเราไปคิดว่า พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นี้มันคือความหวัง ความหวังคือความปรุงแต่ง ความหวังกับความผิดหวังนั้นคือสิ่งเดียวกัน เพราะความสมหวังกับผิดหวังนั้นคือสิ่งเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีการตัดสิน ไม่มีสิ่งที่เปรียบเทียบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิวิปัสสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เพื่อเอาปัจจุบันเป็นการทำหน้าที่ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพราะพระนิพพานนี้อยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ทำหน้าที่

 

การที่เรามีความหวัง การที่เราเรียนหนังสือ การที่เราทำงาน การที่เราปฏิบัติเรามีความหวัง ความหวังนั่นแหละคือความผิดหวัง

 

ความคิดความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นความผิดพลาดเป็นความเสียหาย โอกาสที่ผิดพลาดที่เสียหายนั้นมีถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความดับไม่เหลือแห่งความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน

 

โอกาสที่จะผิดพลาด จะไปเอาพระนิพพานเมื่อละลมปราณ เมื่อธาตุขันธ์อายตนะไม่ทำงาน โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีมากถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

เมื่อปัจจุบันไม่มีพื้นฐาน ความผิดพลาดนั้นก็ย่อมมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจเพื่อให้เราท่านทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความไม่รู้ไม่เข้าใจจะเป็นสาเหตุให้เราเสียหาย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงถามพวกเราทั้งหลายว่า เราพากันทำอะไรอยู่

 

ความหวังนั้นก็คือความปรุงแต่ง เมื่อมีความหวังก็ต้องผิดหวัง เพราะความคิดความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้คือความไม่สงบ นี้คือสงคราม สงครามในตัวความไม่รู้เอง สงครามภายในสงครามภายนอก สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวงต่างประเทศ สงครามโลก

 

ความหวังนั่นแหละคือความปรุงแต่ง ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้พากันรู้เข้าใจ ไม่ตั้งอยู๋ในความประมาท เพราะปัจจุบันนี้มันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านถึงตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายที่สำคัญไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช้าของวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน ก็สมควรแก่เวลา ขอสมมติหยุดการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 117,827