๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๔ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ให้ทุก ๆ ศาสนาเอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดจากการทำธุรกิจหน้าที่การงาน ไปให้ทาน รักษาศีล ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด อยู่ที่มัสยิด อยู่ที่โบสถ์

 

ทุก ๆ ศาสนาก็มีทางประพฤติทางปฏิบัติไปในทางเดียวกัน คือได้แก่ การทำหน้าที่ที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เพื่อให้เป็นเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ

 

มีหลักการในการดำเนินชีวิต หยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อการดำเนินชีวิตนั้นจะได้เป็นทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นจะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ ทางสายกลางนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่นอกเหนือสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกที่เป็นขั้วลบ

 

ทางสายกลางนั้นถึงเป็นความสงบ ทางสายกลางนั้นไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ ทางสายกลางนั้นเป็นความสงบ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ ได้เอาหลักการทำงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมให้เป็นการทำงาน

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นเป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ

 

เราทุกคนต้องมารู้จักสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนั้นมีอวิชชาเป็นพื้นฐาน มีความหลงเป็นพื้นฐาน มีความคิดเห็นผิด เข้าใจผิด มีความยึดมั่นถือมั่น ได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายในเป็นโลกธรรมนำชีวิต โลกธรรมนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ โลกธรรมนั้นเป็นวัฏฏสงสาร รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ นี้เป็นสัญชาตญาณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ

 

ศาสนานั้นคือความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจของเหตุของปัจจัย

 

ด้วยเหตุนี้ทุก ๆ ศาสนามีความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ พระศาสนานั้นถึงเป็นหน้าที่ พระศาสนานั้นถึงเป็นเจ้าหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย ในเรื่องของหน้าที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายจะเอาสัญชาตญาณนำชีวิตนี้ไม่ได้ ต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

มนุษย์เราถึงต้องมีหลักการ จะไปทำอะไรจากความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นต้องทำอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน

 

สติสัมปชัญญะที่รู้เหตุรู้ปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงประมาทไม่ได้ ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติ เป็นการทำหน้าที่ของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณแห่งกงล้อของวัฏฏสงสาร ที่เป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

ธรรมจักรได้แก่พระศาสนา ธรรมจักรนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย กงจักรที่ก้าวไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณแห่งกงล้อของวัฏฏสงสาร

 

กงล้อแห่งธรรมวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นี้ถึงอยู่ที่ปัจจุบันการทำหน้าที่

 

หลักการในการทำหน้าที่ ที่เป็นสติปักฐาน ที่เป็นปัญญาคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐาน ทั้งฝ่ายเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยเป็นพื้นฐาน สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นถึงเป็นทางสายเอก เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย

 

ที่พึ่งสูงสุด ได้แก่พระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติอาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นการเจริญสติปัฏฐาน

 

การเจริญพระธรรมพระวินัยให้เป็นพื้นเป็นฐาน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐานเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ ให้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ให้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐาน

 

ให้ภิกษุทั้งหลายรู้ว่าต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐาน หลักการในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน  ถ้าปัจจุบันเรามีพระธรรมมีพระวินัยเป็นพื้นฐาน สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมีพระธรรมพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐาน

 

สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องรู้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ยืนเดินนั่งนอนการกระทำคำพูดนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มี ๒ ตำแหน่ง มีเพียงตำแหน่งเดียว

 

ถ้าสงฆ์สาวกรู้เข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐาน สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนก็ย่อมเกิขึ้นไม่ได้

 

เรามาคิดดูดี ๆ ว่าสงฆ์สาวก พระอรหันต์ขีณาสพ ท่านอยู่ที่ไหนท่านก็ไม่มีความทุกข์อะไร เพราะท่านมีสติมีสัมปชัญญะ มีพระธรรมมีพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐาน เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มีบวก ไม่มีลบ มีเพียงตำแหน่งเดียว

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะเป็นพื้นเป็นฐาน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะอยู่ที่ไหน ความปรุงแต่งนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะเป็นพื้นเป็นฐาน การปรุงแต่งนั้นเป็นขั้วลบขั้วลบ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราจะไม่มีขั้วบวกเราจะไม่มีขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ธรรมวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจมันจะหยุดสัญชาตญาณ จะเป็นความสงบอยู่ทุกหนทุกแห่ง จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนด้วยสติสัมปชัญญะ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราพากันรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรมอยู่ปัจจุบัน ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบัน สิ่งภายนอกนั้นก็ย่อมเป็นภายนอก สิ่งภายในก็ย่อมเป็นภายใน ๒ อย่างนี้จะไม่มาเป็นขั้วบวก จะไม่มาเป็นขั้วลบ

 

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าท่านถึงหยุดสัญชาตญาณด้วยสติด้วยสัปมชัญญะ

 

ด้วยเหตุนี้ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีสติสัมปชัญญะ ท่านจึงหยุดนิติบุคคลตัวตนที่เป็นขั้วบวกขั้วลบของตัวเองได้

 

ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ กายกับใจนั้นมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน กายกับใจนั้นอาศัยอดีตกับปัจจุบันนี้สัมผัสกัน ๒ อย่างนี้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เป็นกรรม ถ้าเรารู้เข้าใจเรื่องกรรมเรื่องนามธรรม เราหยุดสัญชาตญาณที่เป็นกรรมที่เป็นนามธรรมด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะยกเลิกกรรมเก่า เพื่อรู้จักกรรมใหม่ได้สร้างกรรมใหม่ เราต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องกรรมเก่ากรรมใหม่เพื่อไม่ให้สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนได้ทำงานทำหน้าที่

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ ถึงป็นการหยุดทำงานทำหน้าที่ของวัฏฏสงสาร ความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรื่องจิตเรื่องใจนี้เป็นความละเอียดอ่อน ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปบัญญะ ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เห็นภัยในวัฏฏสงสารก็ย่อมเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ท่านผู้ฟังต้องรู้ต้องเข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมที่ครอบงำจิตใจครอบงำสติปัญญาของเรา ยากมากเป็นอย่างยิ่ง ยากมากจริง ๆ ที่ทุกคนจะข้ามได้ ถ้าเราไม่ตั้งใจ ถ้าเราไม่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ยากยิ่งที่จะก้าวข้ามไปได้

 

ความอร่อย ความแซบ ความลำ ความนัว ความหรอย เป็นอาหารของสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นเหยื่อของโลก

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราต้องให้อาหารกายด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เราต้องให้อาหารใจด้วยสติสัมปชัญญะ

 

ความสงบจะเกิดได้ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความสงบนั้นต้องเกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราพิจารณาปัจเวกอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานเป็นสิ่งที่ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ ให้พิจารณาปัจเวกขณะ

 

เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ต้องรู้ต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นเพียงเหตุเป็นเพียงปัจจัยที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป นี้คือรูปธรรม นี้คือนามธรรมที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป นี้คือกรรมเก่าและกรรมใหม่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป

 

การบริโภคปัจจัยทั้ง ๔ ที่เป็นภายนอกภายใน จะต้องเป็นเอไอทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เพื่อให้อาหารกายอาหารใจนั้นหยุดได้ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ อาศัยปัจจุบันนี้เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราจะได้หยุดวัฏฏสงสาร หยุดสัญชาตญาณ อาหารกายอาหารใจก็จะมีแต่คุณก็จะมีแต่ประโยชน์

 

อาหารกายอาหารใจนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ อาหารกายอาหารใจนี้มันเป็นโซเชียล โซเชียลทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรารับเอาโซเชียลทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราต้องรู้เข้าใจเพื่อโซเชียลต่าง ๆ นั้นจะหยุดอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัยที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นทั้งเอไอส่วนวัตถุและส่วนจิตใจ ที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อมายกเลิกโซเชียล

 

สติสัมปชัญญะนั่นแหละจะหยุดโซเชียลได้ การเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ถึงเป็นการหยุดวัฏฏสงสาร หยุดขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้าดำเนินอยู่ที่ไหนความดับทุกข์ก็ย่อมมีอยู่ที่นั่น พระอรหันต์ขีณาสพจาริกอยู่ที่ไหนที่นั้นถึงเป็นความดับทุกข์

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นถึงเป็นความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้รู้ให้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นคือการทำหน้าที่ที่เจริญสติปัฏฐานอยู่ที่ปัจจุบันนั้นเอง

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้หลักในการประพฤติการปฏิบัติ รู้หลักในการทำหน้าที่ รู้ว่าปัจจุบันนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นคือการย้ำอยู่ที่เก่าที่เดิม เหมือนนักศึกษาสอบตกแล้วก็สอบซ้ำอยู่ที่เก่านั่นแหละ เพราะเราผ่านไม่ได้ เราผ่านสัญชาตญาณที่เป็นโลกธรรมมันครอบงำสติครอบงำปัญญาของเรา มันผ่านไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงอยู่ที่เก่าที่เดิม มีความรู้ความเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเจริญสติเจริญสัมปชัญญะอยู่ที่ปัจจุบันในการทำหน้าที่

 

เหมือนกับเราทำเขื่อนนี้แหละ ทำเขื่อนเราทำที่เก่านั่นแหละ เอาดินมาเพิ่มอัดให้แน่นอยู่ที่เก่านั่นแหละ ไม่ได้ไปทำที่ไหนหรอก การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบันนั่นแหละ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เหมือนเราปลูกต้นไม้เล็ก ๆ เราก็ให้น้ำให้ปุ๋ยให้อากาศให้แสงแดดให้ออกซิเจนดูแลวัชพืชอยู่ที่เก่านั่นแหละ ไม่ใช่ปลูกต้นไม้แล้วก็ถอน ถอนแล้วก็ปลูก ไม่ใช่อย่างนั้น

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นมันคือรายรับรายจ่าย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันคือรายรับรายจ่าย ปัจจุบันนั้นถึงเป็นธนาคารแห่งชีวิต การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเชิงบวก

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราก็ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านให้พสกนิกรชาวไทยปลูกผักผลไม้พืชไร่นาสวนผสม ให้ปลูกเป็นเชิงบวก เพราะการทำงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมคือการทำงาน ถ้าเราปลูกผักผลไม้เฉพาะฤดูกาล เราจะเป็นคนว่างงาน จะเป็นคนตกงาน

 

ปีหนึ่งนั้นมีอยู่ ๓๖๕ วัน ฤดูกาลหนึ่งมี ๑๒๐ วัน อีก ๒๔๕ วันคือกาลเวลาของการตกงาน เราทำอย่างนี้ ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ มันคือความไม่สมดุล เป็นการขาดทุนของรายรับรายจ่ายของธนาคารชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ใช้หลักการของอริยมรรคมีองค์ ๘

 

ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่ เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นถึงอยู่ที่หน้าที่การทำหน้าที่ อยู่ที่หน้าที่ที่มีพระธรรมพระวินัย มีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นพื้นเป็นฐาน

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุธรรมตรัสรู้ธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมท่านไม่เสวยวิมุตติสุข ทำไมต้องมาลำบากพระวรกายสั่งสอนประชาชน

 

ท่านผู้ฟังต้องรู้ต้องเข้าใจ การดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ที่การทำหน้าที่อยู่ที่การทำพุทธกิจ

 

เพราะการประพฤติการปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หยุดขั้วบวกได้หยุดขั้วลบเสียแล้ว ท่านได้ตัดวัฏฏสงสารแล้ว

 

การที่เราคิดว่าเราจะเสวยความสุขวิมุตติสุขนั้นมันยังเป็นสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบที่เป็นนิติบุคคลตัวตนอยู่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสาร ท่านเสียสละสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

การที่ทำประโยชน์ผู้อื่นนั่นแหละคือการทำพุทธกิจ การเสียสละเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนั่นแหละคือศาสนากิจของพระอรหันต์ขีณาสพ

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การประพฤติการปฏิบัติของพระอรหันต์ขีณาสพ การประพฤติการปฏิบัติถึงไม่มีขั้วบวกถึงไม่มีขั้วลบ เป็นความดับไม่เหลือ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิ เป็นเมตตาบริสุทธิคุณอย่างหาที่สุดหาประมาณมิได้

 

การประพฤติการปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระอรหันต์นั้นจึงเป็นความดับไม่เหลือทั้งความไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ได้เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเราจะไม่ได้เป็นขั้วบวกไม่ได้เป็นขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้อยู่นอกเหตุเหนือผล เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเราต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นต้องอยู่นอกเหตุเหนือผล

 

ผู้ที่ไม่ได้ออกบรรพชาอุปสมบทนั้นจะเป็นพระอริยเจ้าได้ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอนาคามี เพราะยังเกี่ยวข้องกับสิ่งภายนอกอยู่ ยังมีปริโพธกังวลอยู่

 

ผู้ที่ได้บรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ขีณาสพจึงมีเฉพาะผู้บรรพชาอุปสมบท เพราะผู้บรรพชาอุปสมบทนั้นเป็นผู้เจริญสติสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ที่เจริญสติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นบุคคลที่หยุดขั้วบวกขั้วลบ สิ่งภายนอกก็เป็นสิ่งภายนอกไป สิ่งภายในก็เป็นสิ่งภายในไป

 

การประพฤติการปฏิบัติของผู้ที่เป็นนักบวช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้พากันมาเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อให้พระธรรมพระวินัยได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสติสัมปชัญญะ การประพฤติการปฏิบัติก็อยู่ที่ปัจจุบันนั่นแหละ

 

สติสัมปชัญญะนั้นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในจะครอบงำสติสัมปชัญญะนั้นไม่ได้ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นจะครอบงำสติสัมปชัญญะนั้นไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรานอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอสำหรับเสขบุคคล บุคคลที่กำลังทำความเพียรภาวนา

 

กลางวันที่ตื่นอยู่นี้ ให้มีฉันทะมีความพอใจให้มีความสุขในการทำหน้าที่ในการเจริญสติสัมปชัญญะ เพราะเหตุผลว่า ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจมีความสุขในการทำหน้าที่นั้นความทุกข์ของเราก็จะไม่มี จะมีแต่สติสัมปชัญญะเกิดขึ้น สติสัมปชัญญะตั้งอยู่ สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นมาใหม่ที่เป็นสติสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ที่มาบวช ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราพากันมานอนมาพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง

 

การประพฤติการปฏิบัติที่เราเจริญสติสัมปชัญญะนั้นจะทำให้เราเกิดความวิเวก จะทำให้เราหยุดโซเชียล เราจะไม่ได้นำเอาโซเชียลที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน สติสัมปชัญญะจะหยุดโซเชียลต่าง ๆ นั้นได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัย นี้เป็นที่พึ่งสูงสุดของเราทุกคน

 

พระพุทธเจ้าที่อยู่ภายนอกก็เป็นความดับทุกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นความดับทุกข์ของพระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ให้เรารู้เข้าใจว่าเรานี้ยังเป็นเสขบุคคล บุคคลที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้พวกเราทั้งหลายตั้งอยู่ในความประมาท ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องเห็นภัยในสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ กาประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมาเน้นที่ตัวของเราเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้มองดูคนอื่น ถ้าเรามองดูผู้อื่นนั้นมองดูเพื่อจะให้เพื่อจะช่วยเหลือ ไม่ให้มองดูเพื่อจับผิด เราคิดดูดี ๆ ทุกข์ของเราก็มีมากอยู่แล้ว เรื่องอะไรเราจะเอาทุกข์ของคนอื่นมาให้เรา

 

เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเรา อาศัยพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดผิดถูกดีชั่วอะไร ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิรู้เข้าใจว่า ตัวของเรานี้แหละเป็นผู้รู้เข้าใจ เราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราปกปิดตัวของเราเองนั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงไม่ตรึกในกามจึงไม่ตรึกในพยาบาท ที่ท่านหลวงตามหาบัวตรัสว่า การติดกระดุมกางเกงหรือว่าติดกระดุมเสื้อถ้าติดกระดุมแรกผิดกระดุมต่อไปก็ต้องผิด

 

ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าใครไม่มีความเคารพในพระธรรมพระวินัยในพระรัตนตรัย ความสงบนั้นย่อมมีไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องเคารพ ความเคารพเป็นหน้าที่ของผู้ที่ทำหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร

 

ความไม่เคารพนั้นถึงเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เราไม่ต้องมองข้าราชการนักการเมืองสีเทา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามองดูตัวเอง ด้วยพากันมีสติว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของเรารึยัง เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่หน้าที่

 

 

ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานถึงอยู่ที่หน้าที่ เพราะนิพพานกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันอยู่ที่หน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในการทำหน้าที่ การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ต้องมีสติมีปัญญาเป็นพื้นเป็นฐานเพื่อทำหน้าที่

 

สรุปใจความแล้ว ความเป็นพระนั้นเป็นได้ทุกชาติทุกศาสนา ความเป็นพระนั้นจะเป็นได้ทั้งฆราวาสและเป็นได้ทั้งนักบวช

 

ด้วยเหตุผลนี้ สัญชาตญาณที่จะหยุดลงได้จบลงได้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบันให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

การที่เรามีความคิดมีความหวังว่า วันข้างหน้าเราต้องดีกว่านี้ อันนี้ไม่ใช่ ต้องเอาปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้มันคือพื้นคือฐาน

 

ถ้าเรามีความหวังว่า อนาคตคงดีแน่ ความผิดพลาดนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

เพราะมองดูแล้วยังตั้งอยู่ในความประมาท ยังไม่รู้ไม่เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่แน่นอน ความคิดอย่างนั้นยังเป็นความไม่เข้าใจที่สมบูรณ์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทเมื่อก่อนท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านเป็นห่วงเราทั้งหลาย ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ พากันตั้งอยู่ในความประมาท ท่านถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว เพราะพระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันนี้เท่านั้น

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช้าของวันจันทร์ที่ ๒๒ มิถุนายน ก็สมควรแก่เวลา ขอสมมติหยุดการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 117,830