๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒๖ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
สรีระร่างกาย อายุขัยของหมู่มวลมนุษย์ตั้งอยู่ได้ชั่วคราว ส่วนใหญ่ปัจจุบันก็ไม่เกินร้อยปี จะเกินบ้างก็เพียงเล็กน้อย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเอาสรีระร่างกายมาสร้างบารมี
ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้เป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม ใจของเรากับกายของเรานี้คือสิ่งเดียวกัน
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องว่ากายกับใจนี้สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม อาศัยกายเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ
อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นอาศัยผัสสะ อาศัยเหตุอาศัยปัจจัย อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา
บัณฑิตนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตนั้นได้แก่พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานได้ตรัสให้พระอานนท์กับสงฆ์สาวกให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าพระพุทธเจ้านั้นเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย นั้นก็เป็นเพียงความรู้ ความรู้นั้นดับทุกข์ไม่ได้ ความรู้นั้นถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติถึงจะดับทุกข์ได้
อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรม
สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตน มีความหลงเป็นพื้นฐาน มีอวิชชาเป็นพื้นฐาน นี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นโลกธรรมนำชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจนี้คือสัญชาตญาณ
พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นรู้อริยสัจ ๔ รู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย รู้เรื่องความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ทุกท่านทุกคนพากันรู้เข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือการผิดพลาดคือการเสียสละ นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ ให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ การที่เราติดกระดุมลูกแรกผิด กระดุมลูกต่อไปก็ย่อมผิด สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ
การเรียนการศึกษาเป็นแสงสว่างทางปัญญา เราทุกคนมีตาเนื้อตาหนังตาจักษุนั้นไม่พอ ไม่เพียงพอ การเรียนการศึกษาคือความรู้ความเข้าใจในเหตุในปัจจัย เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
การเรียนการศึกษานั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงความรู้ความเข้าใจ การเรียนการศึกษานั้นเพื่อปัญญาสัมมาทิฏฐิ การเรียนการศึกษานั้นจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเอไอทางวัตถุ พัฒนาเอไอทางจิตใจ เพื่อพัฒนาเอไอทางวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างรูปกับนาม รูปนั้นก็หมายถึงวัตถุ นามก็หมายถึงจิตใจ ๒ อย่างนี่ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้แสดงทางสายกลาง ไม่ให้ไปทางซ้ายไม่ให้ไปทางขวา ให้เป็นทางสายกลาง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่ได้เป็นขั้วบวก จะไม่ได้เป็นขั้วลบ จะเป็นทางสายกลาง
จะได้เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ จะเป็นการทำงานเพื่องาน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวก ถึงจะไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด อย่าไปทำหน้าที่ที่เป็นขั้วบวกที่เป็นขั้วลบ
ให้พากันรู้พากันเข้าใจ ให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้คือผลของกรรม
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เราจะประมาทไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เราประมาทไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ตั้งในฐานะของความไม่ประมาท พระอรหันต์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะของความไม่ประมาท
ใจของเราที่เป็นนามธรรม ต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา ความเคารพได้แก่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงประมาทไม่ได้ ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นจะหยุดสัญชาตญาณ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นย่อมมีความสงบ พระธรรมพระวินัยที่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนคือเจ้าหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราต้องทำหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เราก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเอง อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าหมายไปที่พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การประพฤติการปฏิบัติต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเองจึงจะแก้ปัญหาได้ จึงจะทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจเรื่องไม่มีทุกข์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่ที่เราทำหน้าที่
ถ้าเราคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ โอกาสที่จะผิดพลาดมีถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
เช่น ตัวอย่างแบบอย่างที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย ท่านก็ตรัสแนะนำให้ประพฤติปฏิบัติให้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน เราจะได้เข้าถึงความดับทุกข์ การทำที่สุดแห่งความดับทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต
เราอย่าไปเข้าใจที่ให้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราคิดว่าการสร้างบารมีเพื่ออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เราคิดดูดี ๆ ปัจจุบันเราไม่มีพระนิพพาน เราไม่มีพื้นมีฐาน อนาคตนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นถึงมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติมุ่งเป้าอยู่ที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
มีคำถามว่า เราเน้นที่ทำหน้าที่ที่ปัจจุบันเราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว คำว่าตำแหน่งก็ได้ปัจจุบัน
เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความปรุงแต่งที่เป็นขั้วบวกขั้วลบจะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้ เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจ มีความสุข มีปิติสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นเอกเป็นหนึ่งเป็นปัจจุบัน ความทุกข์นั้นจะมาจากไหน ความทุกข์นั้นมันมีมาไม่ได้ เพราะเหตุผลว่ามันมีเพียงตำแหน่งเดียว
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเราจะได้ลงใจให้กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความคิดความเข้าใจจะไม่ได้ย้อนศรกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เรามีปิติสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน ความทุกข์ที่ไหนเล่ามันจะมี ก็ย่อมมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เพราะเหตุผลว่า ปัจจุบันนี้เราได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เราได้เอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัลยาณมิตร เราได้เอาพระอรหันต์ขีณาพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีความเคารพ เพราะความเคารพนั้นคือความสงบ ความสงบนั้นคือความเคารพ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเคารพในหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ของเรา
ความเคารพนั้นถึงเป็นความสงบถึงเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นทางสายกลาง เป็นเอไอทั้งทางจิตใจ เอไอทางวัตถุ
เราเป็นคนรุ่นใหม่เป็นคนสมัยใหม่ต้องพัฒนาทั้งเอไอทางวัตถุพัฒนาทั้งเอไอทางจิตใจ ถึงจะเป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ จึงจะเป็นผู้ที่ต่อยอดทางวิทยาศาสตร์ ถึงจะเป็นผู้ต่อยอดทางสมถะวิปัสสนา
การประพฤติการปฏิบัติ การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปัจจุบันนี้จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทความไม่ถูกต้อง ถ่ายเทสิ่งปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เรามีความสุขในการทำหน้าที่ สุขภาพกายก็ดี สุขภาพใจก็ดี เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ
เรื่องโซเชียลต่าง ๆ ให้เรารู้ให้เข้าใจ โซเชียลนั้นมันมาจากกรรมเก่า มันมาจากกรรมใหม่ กระแสโซเชียลเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะไปตามโซเชียลต่าง ๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะได้หยุดโซเชียลหยุดสัญชาตญาณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นปฏิบัติได้อยู่แล้ว ให้เรารู้ให้เข้าใจ
สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่การทำหน้าที่ ความเคารพจะหยุดโซเชียลได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนจะเป็นผู้เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรมนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
โซเชียลนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริญที่เป็นโซเชียลนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้มุ่งเป้ามายังตัวเรา ความเคารพไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท ใจของเรานั้นถ้าไปอยู่กับโซเชียลไปตามโซเชียลมันก็เป็นขั้วบวกมันก็เป็นขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ ความสงบกับสงครามมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน สงครามในตัวของความไม่รู้ สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกสู่ตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มองสงครามมุ่งเป้ามาที่ตัวเราถึงจะแก้ปัญหาได้ ถึงจะหยุดปัญหาได้
ด้วยเหตุผลนี้ความเคารพ ไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท ความไม่มักง่ายไม่เห็นแก่ตัว ไม่มองข้ามในปัจจุบันในการทำหน้าที่ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะมุ่งเป้ามาที่เราอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่ทำหน้าที่
ความสงบความวิเวกจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เราจะต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำนี้ได้แก่น้ำมันไหลเป็นสาย ไม่ขาดขั้นขาดตอน เป็นสายน้ำที่ฝนตกมาจากฟ้าลงสู่พื้นพสุธา ไหลสู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทร นี้เรียกว่าสายน้ำ
คำว่าน้ำหยดได้แก่น้ำมันหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอนนี้เรียกว่าน้ำหยด ปฏิปทาของเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ไม่ใช่เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมมันจะไปไหนได้ เพราะมันอยู่ที่เก่าที่เดิมซ้ำจะทำให้เสียเวลา
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อายุขัยของเรานี้มันจำกัด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เอาสรีระร่างกายมาใช้ให้คุ้มค่า เราจะเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาอยุ่ที่เก่าที่เดิมได้อย่างไร
ความตั้งใจตั้งเจตนาที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความตั้งมั่น เป็นการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำภาชนะที่ล้มเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้
ความตั้งใจตั้งเจตนาที่มุ่งเป้านี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้คือความว่างเปล่า พื้นฐานพื้นที่นั้นเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ต้นไม้นั้นเอามาปลูกที่หลัง ปกติที่นั้นเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมครอบงำสติปัญญานั้นมันมาทีหลัง สิ่งเดิมแท้นั้นเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เข้าใจในธรรมชาติแห่งความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ปัจจุบันนี้เป็นเพียงกรรมเก่ากรรมใหม่สัญจรไปมาเท่านั้น
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราจะได้รู้จักกรรมเก่ารู้จักกรรมใหม่ กรรมเก่านั้นได้แก่นามธรรม กรรมใหม่ได้แก่รูปธรรม
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนแต่เป็นกรรมเก่าและกรรมใหม่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ นี้คือกรรมเก่ากรรมใหม่ สิ่งเดิมแท้นั้นมีแต่ความว่างเปล่า
เราคิดดูดี ๆ สิ นายนี้เกิดขึ้น นางนี้เกิดขึ้น อายุขัยเมื่อจากไปก็มีแต่ความว่างเปล่า หาใช่นิติบุคคลตัวตนไม่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะได้หยุดนามหยุดรูปด้วยความรู้ความเข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ มีความรู้แจ้งเห็นจริง อาศัยพระธรรมพระวินัยเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำให้เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจจุบัน น้อยมากที่พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเข้าถึงพระนิพพานพร้อมกับร่างกายที่จากไป
การเรียนการศึกษาทำให้หมู่มวลมนุษย์เกิดปัญญา มีการทำหน้าที่ ได้รับความสะดวกได้รับความสบาย เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เป็นเอไอทางจิตใจ เป็นเอไอทางวัตถุ
เดือนหนึ่งมีอยู่ ๓๐ วัน ในโลกนี้มีการปฏิบัติกันไปในทางเดียวกัน พัฒนาเอไอทางวัตถุ พัฒนาเอไอทางจิตใจไปทางเดียวกัน
ศาสนาพุทธได้เอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำเป็นวันหยุด เอาวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นวันหยุด เดือนหนึ่งมีการหยุดอยู่ ๘ วัน
ปัจจุบันนี้ โลกนี้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดก็ ๘ วันเช่นเดียวกัน
การประพฤติการปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์ การทำงานกับการปฏิบัติธรรมต้องอยู่ในเซทเดียวกัน ไม่แยกการทำงานจากการปฏิบัติธรรม ไม่แยกการปฏิบัติธรรมจากการทำงาน เพราะ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง ๒ อย่าง
ด้วยเหตุผลนี้ การที่มุ่งเป้ามาที่ตัวเรานั่นแหละคือมุ่งเป้าไปที่ผู้อื่น การที่มุ่งเป้าไปที่ผู้อื่นก็คือมุ่งเป้าที่ตัวเรา การทำงานถึงเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมถึงเป็นการทำงาน
การทำหน้าที่เพื่อความเป็นเจ้าหน้าที่ต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะการทำหน้าที่นั้นต้องไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ การทำหน้าที่นั้นถึงอยู่นอกเหตุเหนือผล นอกเหนือความปรุงแต่ง เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อให้ ๒ อย่างนั้นเดินทางพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด เน้นเรื่องจิตเรื่องใจ มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ยกเลิกสิ่งภายนอกหมดเพื่อไม่เอาภายในออกภายนอกเข้า มุ่งเป้าที่ตัวเรา
ผู้ที่เป็นนักบวช ผู้ที่มาปฏิบัติธรรม ต้องยกเลิกสิ่งภายนอกให้หมด มามุ่งเป้าเพื่อมาทำหน้าที่ ไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท มาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เคารพในหน้าที่ มามุ่งเป้ามาที่ตัวเรา
ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทถึงมุ่งเป้าในหน้าที่ มีความเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ที่มาบวชผู้มาปฏิบัติจะมาบวชมาปฏิบัติชั่วคราวหรือบวชตลอดอายุขัยก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน เพราะการปฏิบัตินั้นมันเป็นปัจจุบัน มันจะไม่มีคำว่าเก่าว่าใหม่ การปฏิบัตินั้นมันเป็นปัจจุบัน ไม่มีคำว่าเก่าว่าใหม่ เพราะการทำหน้าที่นั้นไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ไม่เป็นเก่าไม่เป็นใหม่ จะเป็นปัจจุบัน จะเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติธรรมของฆราวาสผู้ครองเรือนก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน เพราะธรรมะนั้นเป็นสากล เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นสากล
ที่มาบวชนี้ก็ยังมีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นสากล ผู้ไม่ได้มาบวชก็มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นสากล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะได้พัฒนาเอไอทางจิตใจ เอไอทางวัตถุเช่นเดียวกัน ทุก ๆ คนมุ่งเป้ามายังตัวเรา มาทำหน้าที่ที่ตัวเรา
การประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นเชิงบวก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลสถานที่ไม่เลือกเวลา
เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ
ให้เราเข้าใจเรื่องสมมติสัจจะ ปกติแล้วธรรมชาติที่แท้จริงนั้นเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นเพียงสัญจรมาภายหลัง
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา เพื่อพัฒนาปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องด้วยความรู้ความเข้าใจ
เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ทุกอย่างมันอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย เราจะจนเราจะรวย เรามีกรรมต่าง ๆ เป็นของ ๆ ตนนั้นมันไม่ใช่มาจากเหตุบังเอิญ มันมาจากเหตุจากปัจจัย
อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าบัณฑิตภายนอกเราดับทุกข์ไม่ได้นะ บัณฑิตนี้ต้องเป็นเราเอง พระพุทธเจ้านี้ต้องเป็นเราเอง พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ต้องเป็นเราเอง ถ้าเป็นคนอื่นเป็นผู้อื่นเราดับทุกข์ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันเป็นคนอื่น
ด้วยเหตุผลนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะไม่ได้พึ่งพาอาศัยใคร เราจะไม่ได้พึ่งพาอาศัยคนอื่น ต้องพึ่งความรู้ความเข้าใจ เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจ เด็ก ๆ เมื่อครั้งพุทธกาลอายุได้เพียง ๗ ขวบ รู้เข้าใจได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องรูปธรรมนามธรรม เราจะไม่ได้ไปพึ่งพ่อพึ่งแม่ พึ่งเถ้าแก่พึ่งคนรวย พึ่งรัฐบาล เราจะไม่ได้พึ่งพระพุทธเจ้าภายนอก เราจะได้พึ่งพระอรหันต์ขีณาสพภายนอก เราจะได้พึ่งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เราจะประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้มันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้มองที่ตัวเรา มุ่งเป้าที่ตัวเรา ถ้ามองคนอื่นก็มองเพื่อจะดูแลเพื่อจะเป็นผู้ให้เป็นผู้ช่วยเหลือ ไม่ใช่มองเพื่อเข้าใจว่าเราจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากเค้า เราจะได้ของเค้ามาได้อย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจว่าที่พึ่งของเรานั้นต้องพึ่งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มุ่งเป้าที่ตัวเรา มีความสุขในการทำหน้า เพราะความสุขในการทำหน้าที่นั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มีหลายตำแหน่งมีเพียงตำแหน่งเดียว
วันหนึ่งคืนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ให้อาหารกายอาหารใจ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน การพัฒนาเอไอทางวัตถุนั้นได้แก่อาหารกาย เอไอทางจิตใจนั่นแหละคืออาหารใจ
การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่
การปฏิบัติต้องมุ่งเป้ามาที่เรา ไม่ต้องอาศัยใคร อาศัยความรู้ความเข้าใจ เราอยู่ที่บ้านก็มุ่งเป้าที่ตัวเรา เราอยู่ที่วัดก็มุ่งเป้าที่ตัวเรา ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นจะมาจากไหน
ความดีและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องอยู่ที่ปัจจุบันดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติที่มุ่งเป้ามาที่ตัวเรานี้จะเป็นประโยชน์แก่เราและผู้อื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาปัจจุบัน เข้าใจสิ่งที่มีอยู่ เราอย่าไปมองข้ามปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องรู้จักว่าปัจจุบันนี้เป็นมรรค เป็นการเจริญมรรค
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ ไม่ให้เรานำภัยภายในออก นำภัยภายนอกมาให้เราเดือดร้อน
รู้จักโซเชียลต่าง ๆ ที่มันเป็นภายนอกและเป็นภายใน เพื่อไม่ให้โซเชียลภายนอกภายในได้ทำงาน
เราจะหยุดสัญชาตญาณก็ต้องหยุดด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยไม่นำเอาภัยภายนอกนำภัยภายนอกเข้าเพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เด็ก ๆ ติดโซเชียล ติดโทรศัพท์มือถือ คนหนุ่มคนสาว คนแก่เฒ่าชรานักบวช ติดโซเชียลติดโทรศัพท์มือถือ นี้เป็นขั้วบวกนี้เป็นขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อการปฏิบัติจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรต้องติดต่อต่อเนื่อง สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่น ต้องตั้งมั่นในพระธรรมพระวินัยในความประพฤติให้ติดต่อต่อเนื่องอย่างน้อยต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป สิ่งภายนอกภายในถึงจะได้ผลเห็นผล อย่างผู้ติดสิ่งเสพติดติดยาเสพติด ต้องเข้ารับการบำบัด ต้องใช้เวลาหลายเดือน
พระธรรมพระวินัยเราต้องเอามาใช้ติดต่อต่อเนื่องจนกว่าสติสัมปชัญญะของเราในปัจจุบันนั้นจะสมบูรณ์
เราคิดดูดี ๆ นะ อย่างเรามาบวช ถ้าเรามีโทรศัพท์มือถือนี้ การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นจะเป็นไปได้มั๊ย การประพฤติการปฏิบัติธรรมของเราก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีโทรศัพท์มือถือ
เพราะเรายังไม่ได้เอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เรายังไม่ได้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เราได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนเป็นกัลยาณมิตร การประพฤติการปฏิบัตินั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นการนำภัยภายในออกนำภัยภายนอกเข้ามา
การมีโทรศัพท์มือถือนั้นหนักยิ่งกว่ามีภรรยาหลายคนมีสามีหลายคนเสียอีก เพราะภรรยาสามีนั้นเอาใส่กระเป๋าเอาใส่ย่ามไม่ได้
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็ย่อมไม่มีเป้าหมาย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนี้เป็นหน้าที่ของเรา ความเคารพไม่ตั้งอยู่ในความประมาทที่เป็นโอวาทที่สำคัญที่สุด
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร เพราะพระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
