๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๘ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด จุดมุ่งหมายของการหยุดเพื่อให้บำเพ็ญภาวนาทางจิตใจ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันบำเพ็ญภาวนาทางจิตใจและทำธุรกิจหน้าที่การงาน เอาการบำเพ็ญภาวนาทางจิตใจพร้อมกับการทำงานไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน ไปให้ทาน รักษาศีลอุโบสถ ฟังธรรมเพื่อพัฒนาจิตใจ

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นการฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ทุกคนพากันนั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ ใจไม่สงบก็ให้กายวาจากิริยามารยาทสงบก่อน เพื่อเคารพในการฟังธรรม ความสงบจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ที่ไหนมีความคารพที่นั่นมีความสงบ

 

พระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสนาทุก ๆ ศาสนา มีความหมายอย่างเดียวกัน เช่นเดียวกัน พัฒนาทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นทางสายกลาง เพื่อให้ได้วัตถุและจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

พระศาสนาเป็นทางสายกลางระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจ

ทางสุดโต่ง ๒ ทาง ได้แก่ ทางซ้ายจัด ทางขวาจัดนั้น ไม่ได้เป็นทางสายกลาง ถ้าเราเอาแต่ทางวิทยาศาตร์ไม่เอาทางจิตใจนี้คือซ้ายจัด ถ้าเราเอาแต่ทางจิตใจไม่เอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน นี้คือขวาจัด

 

ทางสายกลางต้องเอาวิทยาศาสตร์ ต้องเอาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ นี้คือกรรม นี้คือกฎแห่งกรรม แล้วจะเป็นผลของกรรม

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม และผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

ปัจจุบันต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ชาติถึงได้แก่เหตุปัจจัย ศาสนาเป็นการเอาวิทยาศตตร์กับทางจิตไปพร้อม ๆ กัน กษัตริย์หมายถึงตัวปัญญาที่เป็นนามธรรม นามธรรมกับรูปธรรมต้องทำงานพร้อม ๆ กัน นามธรรมได้แก่จิตใจของเราทุก ๆ คน

 

นามธรรมนี้เกิดมาได้อย่างไร..?

 นามธรรมนั้นเกิดได้จากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นทำให้เกิดเป็นภพเป็นชาติ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง เข้าใจที่ถูกต้อง รู้เหตุรู้ปัจจัยในเรื่องของความเกิด ความเกิดของเราจะหยุดได้อย่างไร

 

ความเกิดของเราจะหยุดได้ก็ต้องอาศัยเหตุอาศัยปัจจัย รถยนต์ก็ต้องมีพวงมาลัย เครื่องบินก็ต้องมีพวงมาลัย เรือก็ต้องมีพวงมาลัย ดอกไม้ที่สวยงามที่มาจากต้นไม้ที่จะเอามาร้อยเป็นพวงมาลัยที่สวยงาม เพื่อให้ดอกไม้นั้นเป็นพวงมาลัยที่สวยงาม

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่จึงได้เอาทางสายกลางด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อมาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อให้วัตถุกับจิตใจได้เดินทางไปพร้อมกันไป ด้วยการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ ความรู้ความเข้าในนั้นอยู่เหนือสัญชาตญาณ เป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นการหยุดกงล้อของภพชาติ ที่โกณฑัญญะ ๑ ในปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ฟังพระธรรมเทศ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่เป็นการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจ ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

โกณฑัญญะได้เปล่งอุทานออกมาว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วก็เรา ยานเกิดขึ้นแก่เรา ที่ยังไม่ได้รู้ไม่ได้เข้าใจมาก่อน

 

เราทุกคนต้องมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง แล้วก็ทำหน้าที่ของตนเองให้ถูกต้อง มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะเหตุผลว่าพระพุทธเจ้าคือผู้ที่ทำหน้าที่ ที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ทำศาสนกิจของท่าน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าหน้าที่นั้นต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การปฏิบัติถึงป็นสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญยิ่ง ๆ สำคัญจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทุกคนพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทมันคือความผิดพลาดมันคือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิที่เป็นความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยความตั้งมั่นได้แก่สัมมาสมาธิเพื่อปัจจุบันจะได้เป็นหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

เราทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้น เราทุกคนจะเป็นเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นสิ่งที่ยากมากที่สรรพสัตว์ทั้งหลายจะผ่านสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไปได้ ถ้าไม่อาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าขณะนี้เวลานี้กำลังเดินทาง สติกับสัมปชัญญะเราทุกคนต้องพากันเอามาใช้ เอามาประพฤติเอาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสให้เราทั้งหลายรู้ว่า สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ มีความสวยสดงดงามดั่งราชรถ ที่คนผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจหลงอยู่ แต่ท่านผู้รู้นั้นหาข้องอยู่ไม่

 

สูก็หมายถึงตัวของเรานี้เองไม่ใช่คนอื่น หมายถึงตัวของเราเอง เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมองมาที่เรามุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามพุทธบริษัททั้งหลายว่า วันคืนล่วงไปล่วงไป ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นมันคือขั้วบวกมันคือขั้วลบนะ สัญชาตญาณนั้นมันคือการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม มันไปไหนไม่ได้ นี้เรียกว่าสัญชาตญาณ

 

ที่โกณฑัญญะได้ตรัสว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ยานได้เกิดขึ้นก็เรา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วก็เรา ต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาความรู้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะความรู้นั้นคือหน้าที่

 

เราจะเดินทางก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ความรู้ความเข้าใจ ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงปัญญาหรือเป็นเพียงนักจิตวิทยา ปัญญานั้นคือนามธรรม การพัฒนาปัญญาต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจของเรามันเป็นนามธรรม

 

การปฏิบัติใจ ต้องอาศัยการปฏิบัติกายปฏิบัติวาจาปฏิบัติกิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อให้เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเหมือนกับพวงมาลาที่ร้อยกันให้สวยงาม

 

 

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า ความงามในเบื้องต้นคือศีล ความงามในท่ามกลางคือสมาธิ งามสูงสุดคือปัญญา

 

ต้องให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำหมายถึงน้ำมันไหล ไหลติดต่อต่อเนื่องไม่ขาดสาย ฝนตกจากฟ้าสู่พื้นพสุธา รวมกันลงสู่ลำห้วยสู่แม่น้ำสู่ทะเลสู่มหาสุมทรที่ติดต่อต่อเนื่องอย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ

 

น้ำหยดนั้นหมายถึงมันหยดที่ละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน นี้เรียกว่าน้ำหยด

 

ปฏิปทาของเราทุกคนต้องเอาปัญญากับการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนจะไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานอยู่ในฐานะนักปรัชญาหรือนักจิตวิทยา

 

เพื่อให้เข้าถึงคำว่าชาติศาสน์กษัตริย์ ชาติศาสน์กษัตริย์นี้หมายถึง ศีลสมาธิปัญญาที่เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งน้ำ เป็นความงามในเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นบริสุทธิคุณ ไม่มีขั้วบวกไม่มั้วลบ เป็นความสงบ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามุ่งเป้ามายังหน้าที่ ได้ถามเราทั้งหลายว่า ปัจจุบันนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

 

ความรู้ความเข้าใจ เราต้องเอาทางสายกลาง หยุดซ้ายหยุดขวา เดินทางสายกลาง ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นพวงมาลา ที่สวยสดงดงาม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจเพื่อการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติการทำหน้าที่

 

เอาธรรมจักรได้แก่ปัญญา อาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยเพื่อทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อจะไม่ให้เราทุกคนลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพนตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องไปอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

เราอย่าพากันคิดว่า เรากำลังบำเพ็ญบารมี เอาความดีและปัญญาเพื่อใหปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อเราจะไม่ได้เข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้พากันทำหน้าที่ของหน้าที่ ไม่ต้องลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่เข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้าเราจะบำเพ็ญบารมีเพื่อเข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นี้คือการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ความคิดอย่างนี้ ความผิดพลาดย่อมมี ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ เราคิดว่าเราจะเข้าถึงพระนิพพานเมื่อละสังขารวายชนม์ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีอยู่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ เราต้องพากันประพฤติปฏิบัติพากันทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ต้องให้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ปฏิปทาของเรามันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ปัจจุบันนั้นเราไม่มีพระนิพพาน อนาคตเราจะมีพระนิพพานได้อย่างไร ปัจจุบันต้องมีพระนิพพานเป็นพื้นเป็นฐาน

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ความเข้าใจอย่างนี้มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นคือความไม่สงบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นมันยังเป็นสงคราม สงครามในตัวผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอก สงครามภายใน สงครามในครอบครัว ขยายออกไปหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองกรุงเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามก็ได้แก่ความสงบ สงครามจึงเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ความดับทุกข์จึงเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้แหละจะดับทุกข์ได้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้ เน้นที่ทำหน้าที่อยู่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหน เราทำหน้าที่อะไร พระนิพพานต้องอยู่ในที่นั้น พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ที่เราทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติธรรมถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั่นแหละคือสถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติ เพราะการปฏิบัตินี้เป็นการพัฒนาเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ พระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้าเราคิดว่าอยู่เบื้องหน้าโน้นเทอญ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ได้บรรลุธรรมเมื่อตอนที่หมดลมปราณถึงมีน้อยมาก

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องให้เรารู้เข้าใจว่าธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ

 

หน้าที่นั้นถึงไม่มีบวกถึงไม่มีลบ ไม่มีได้ไม่มีเสียไม่มีการตัดสิน อยู่เหนือเหตุเหนือผลเหนือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เป็นพระนิพพานเป็นความดับไม่เหลือ

 

เรามีความสุขในการทำธุรกิจหน้าที่การงานนั้นมันดีแล้วถูกต้องแล้ว การพัฒนาวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง การพัฒนาจิตใจนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การพัฒนานั้นต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิหน้าที่นั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ หน้าที่นั้นจะเป็นความสงบ จะเป็นความดับทุกข์

 

การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเราทุกคนต้องเป็นพระนิพพานอยู่ในหน้าที่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าสิ่งเดิมนั้นมันคือความว่างเปล่า เหมือนพื้นแผ่นดินเป็นของว่างเปล่า ต้นไม้ สรรพสัตว์ทั้งหลายมีมาภายหลัง สิ่งดั้งเดิมคือความว่างเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปนั้นเป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมา สิ่งเหล่านั้นถึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวใช่ตน เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากเหตุจากปัจจัยที่อาศัยเหตุอาศัยปัจจัย

 

เราทุกคนจะได้เข้าใจสภาวธรรมแห่งความเป็นจริง ความรู้ความเข้าใจในธรรมในสภาวธรรม สติกับปัญญา รู้ธรรมรู้สภวธรรมตามความเป็นจริง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความรู้เราต้องเอามาใช้เป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ของความที่จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงต้องเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน

 

เรามาคิดพิจารณาไตร่ตรองดูว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทำไมท่านไม่เสวยวิมุตติสุขอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา

 

การเสวยวิมุตติสุขอย่างนั้นมันเป็นเพียงสมาธิสมาบัตินั้นยังไม่ใช่พระนิพพาน พระนิพพานนั้นต้องเป็นพุทธกิจเป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่ การตรัสรู้นั้นคือความดับไม่เหลือ การตรัสรู้นั้นเป็นพระนิพพาน ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ เป็นความดับไม่เหลือแห่งอวิชชาแห่งความหลง

 

วิมุตติสุขคือความดับไม่เหลือด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่สมาธิไม่ใช่สมาบัติเป็นความดับไม่เหลือ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เป็นการทำพุทธกิจเป็นการทำหน้าที่

 

เพราะสัญชาตญาณที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นไม่มีเสียแล้ว หยุดขั้วบวกขั้วลบ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความปรุงแต่ง

 

การทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นความสมดุล ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นต้องอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่

 

เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะได้เป็นการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่นอกเหตุเหนือผล อยู่นอกเหนือสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาหน้าที่ของเรามาใช้เพื่อให้หน้าที่นั้นไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ที่ไหนเรามีสติมีสัมปชัญญะที่เราทำหน้าที่ที่มีสติสัมปชัญญะความทุกข์นั้นจะไม่มีเลย เพราะใจของเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ใจของเรารู้จักสัญชาตญาณ เราหยุดสัญชาตญาณด้วยหน้าที่ การทำหน้าที่นั้นถึงต้องทำหน้าที่ติดต่อต่อเนื่องที่เป็นความงามเบื้องต้นคือศีล งามท่ามกลางคือสมาธิ งามสูงสุดคือปัญญา

 

เพื่อให้ศีลสมาธิปัญญาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะพระนิพพานนั้นคือความดับไม่เหลืออยู่ที่ปัจจุบัน

 

การทำหน้าที่จึงมุ่งเป้ามายังตัวเราเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

มีคำถามว่าปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ ปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เราจะไม่มีความเครียด ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะความทุกข์จะไม่มีความเครียดจะไม่มี

 

ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ความทุกข์จะไม่มีความเครียดจะไม่มี ก็จะมีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ จะมีแต่สติสัมปชัญญะเกิดขึ้น สติสัมปชัญญะตั้งอยู่ สติสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความเครียดนั้นจะไม่มีเลย

 

เราทุกคนจะมีความรู้สึกว่า แหม่...ทำอย่างนี้ทำไมไม่มีความทุกข์เลย ไม่มีความเครียดเลย

 

เพราะความปรุงแต่งมันไม่มีความทุกข์จะมีได้อย่างไร เพราะความปรุงแต่งมันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันก็ต้องมีความทุกข์มันก็ต้องมีความเครียด

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเอาเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อต่อยอด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้เอาปัจจุบันนี้แหละ ทำที่ปัจจุบันทำที่เก่าที่เดิมนี้แหละ ทำหน้าที่ของหน้าที่ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้เป็นพวงมาลาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 117,827