๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๓๐ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรมของประชาชนผู้ที่ไม่ได้บวช การทำงานกับการปฏิบัติธรรมสำหรับผู้ที่ไม่ได้บวชต้องทำ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นทางสายกลาง เพราะชีวิตของเราทุก ๆ คนต้องเอาทางสายกลาง เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ให้การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม ให้การปฏิบัติธรรมเป็นการทำงาน ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์ ประชาชนที่เป็นฆราวาสหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน พากันปฏิบัติทางจิตทางใจอย่างเดียว มุ่งเป้าในการพัฒนาจิตใจ
สำหรับผู้ที่บวช เอาการทำงานกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน ไม่มีวันหยุด ไม่มีหยุดวันเสาร์ ไม่มีหยุดวันอาทิตย์
ชาติคือความเกิด เหตุเป็นอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น พระศาสนาเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ กษัตริย์หมายถึงปัญญา ความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ ทำหน้าที่ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาปัญญามาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ให้เป็นปัญญาประดิษฐ์ ให้วัตถุกับจิตใจได้ทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน
ความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากไม่น้อย เป็นความพอดี เป็นวิตามินโปรตีนแร่ธาตุ เป็นความสมดุลระหว่างจิตใจกับวัตถุ
พระศาสนาเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เอาวัตถุกับจิตใจได้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ
ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเอาความรู้กับการทำงานเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
การพัฒนาเอไอทางวัตถุ การพัฒนาเอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน จะยิ่งหย่อนไปกว่ากันไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา เรานี้เป็นทั้งผู้รู้ผู้ทำงาน
สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร มีความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์นี้ได้แก่สัญชาตญาณ นี้คือวัฏฏสงสารที่หมุนรอบตัวของตัวไม่รู้เอง เป็น cycle of life เป็นวัฏฏสงสาร นี้คือขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนี้คือโรคไบโพล่า อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ตามผัสสะตามสิ่งแวดล้อม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ สิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า
สิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า โลกนี้เป็นของว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมานั้นเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม
ด้วยเหตุผลนี้ปัญญาสัมมาทิฏฐิหรือว่าปัญญาประดิษฐ์ต้องรู้ต้องเข้าใจว่าโลกนี้คือความว่างเปล่า
มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างสรีระร่างกายของเรานี้มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อายุขัยของหมู่มวลมนุษย์ ปัจจุบันนี้พัฒนาเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ จะอยู่ได้ส่วนใหญ่ก็ไม่เกินร้อยปี จะเกินไปบ้างก็เพียงเล็กน้อยเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเพียงสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ ไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระโมฆราชว่า โมฆราชเธอต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าสิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมานี้เป็นเพียงอาคันตุกะชั่วครู่ชั่วยาม เธอจงมองดูโลกนี้เป็นสิ่งที่ว่างเปล่า เธอจงมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เมื่อบุคคลมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็จะมีแต่คุณ วิกฤตนั้นก็จะเป็นโอกาส
“ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ ด้วยอุบายนี้ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักแลไม่เห็น”
ปัญญาประดิษฐ์เป็นการพัฒนาจิตใจเพื่อหยุดสัญชาตญาณเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย จะเป็นสาเหตุให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ทำงานให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ เราทุกคนมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในปัจจุบันในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วจะเป็นผลของกรรม ปัจจุบันนั้นจะเป็นกรรมลิขิต เช่น ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากนี้คือกรรมลิขิต
ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าใจทุกคนนั้นเป็นนามธรรม ใจของเราที่เป็นนามธรรมนี้แหละจะเป็นตัวกรรม ใจของเราต้องรู้เข้าใจ เราจะตรึกนึกคิดอะไรเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะนี้คือกรรม นี้คือกฎแห่งกรรม แล้วจะเป็นผลของกรรม
เราต้องพากันรู้เข้าใจ ว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ของใจ หรือว่าเป็นกรรมกรผู้ที่ทำงานรับใช้ใจ เรื่องการตรึกนึกคิดนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง มีความดำริชอบ ยกเลิกการตรึกในกาม ยกเลิกการตรึกในพยาบาท เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร
ในอดีตกาลเมื่อครั้งพุทธกาล พระโปฐิละผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจในพระธรรมพระวินัยได้สั่งสอนผู้อื่นได้บรรลุธรรมได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพหลายร้อยหลายพัน แต่ตัวของพระโปฐิละนั้นเป็นเพียงสามัญชน
พระโปฐิลเถระ ซึ่งเรารู้จักกันในนามของพระใบลานเปล่า ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของพระพุทธเจ้ามาถึง ๗ พระองค์ ครั้นออกบวชก็ตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน และยังสอนธรรมะให้กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป นอกจากนี้ ท่านยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ถึง ๑๘ คณะ ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของภิกษุสามเณรเป็นอย่างดี
พระบรมศาสดาปรารถนาจะให้พระโปฐิละเป็นผู้มีความรู้ทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเทศนา คือได้ทั้งคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพระโปฐิละมัวแต่สอนคนอื่นจนไม่มีเวลาสอนตนเอง ไม่ยอมปลีกวิเวกไปบำเพ็ญสมณธรรมตามลำพังบ้าง วันๆ ได้แต่เตรียมสอนธรรมะ และตอบปัญหาข้อสงสัยให้กับลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านจึงไม่มีความคิดที่จะสลัดออกจากกองทุกข์เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน
เพราะฉะนั้น เวลาท่านไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา จึงถูกพระพุทธองค์ทักทายว่า “ท่านใบลานเปล่ามาแล้วเหรอ เชิญนั่งเถิดท่านใบลานเปล่า” ครั้นท่านกราบนมัสการลา ก็ถูกทักอีกว่า “ท่านใบลานเปล่าไปแล้วหรือ” ทำให้ท่านกลับไปคิดตริตรองว่า “เราเป็นผู้ทรงไว้ทั้งพระไตรปิฎก แต่พระบรมศาสดาก็ยังตรัสเรียกเราว่าใบลานเปล่า อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้ไม่มีคุณวิเศษภายใน”
เนื่องจากท่านมีปัญญามาก จึงรู้ถึงนัยของพุทธองค์ กล่าวคือ ผู้รู้ เขาแค่เตือนแบบสะกิดกันนิดเดียว ก็สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง พระเถระรู้ตัวเช่นนี้เกิดความสลดสังเวชใจว่า ที่ผ่านมาตนเองเปรียบเหมือนคนเลี้ยงโค แต่ไม่เคยดื่มกินปัญจโครสเลย คือรู้ธรรมะด้วยสุตมยปัญญา เพราะอ่านมามาก ได้ยินได้ฟังมามาก แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติให้เข้าถึงเลย
ท่านตัดสินใจเพื่อเข้าสู่การประพฤติการปฏิบัติ เน้นที่ตัวของท่าน ออกปลีกวิเวกตามลำพังในป่า แต่เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย คือ มีความรู้มากก็ยิ่งยากนาน ครั้นจะไปถามพระถามเณรในวัดก็เขินอาย เพราะพระเณรเกือบทุกรูปที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั้นล้วนเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านเอง
ท่านจึงออกเดินทางไปไกลถึงสองพันโยชน์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้จำท่านได้ ตั้งแต่พระสังฆเถระ ไล่เรื่อยลงมาจนถึงพระนวกะ ต่างก็ปฏิเสธที่จะแนะนำธรรมะให้ท่าน เพราะรู้ว่าท่านเป็นผู้รู้มาก มีปัญญามาก เป็นพระธรรมกถึกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเวลานั้นขณะนั้น ผู้ที่ท่านเคยบอกเคยสอนส่วนใหญ่ก็เป็นพระอรหันต์ขีณาสพกัน
และที่ท่านเหล่านั้นได้บรรลุธรรมาภิสมัย ก็เพราะอาศัยพระเถระเป็นผู้บอกผู้สอนเป็นครูบาอาจารย์ ดังนั้น ต่างเกรงว่าสิ่งที่แนะนำไปจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
เมื่อไม่มีใครแนะนำ สุดท้ายท่านต้องยอมตนไปขอความรู้ภาคปฏิบัติกับสามเณรน้อยซึ่งอายุเพียง ๗ ขวบ แต่เป็นสามเณรอรหันต์ พระเถระเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมมาก แต่ท่านยอมทำตัวเหมือนเด็กอนุบาล เป็นนักศึกษาที่ดีมาก แม้สามเณรจะทดสอบให้ท่านเดินลงไปในสระน้ำ ท่านก็ไม่ได้ลังเลใจ ยอมทำตามที่สามเณรบอกทันที
สามเณรเห็นว่า พระโปฐิละได้ลดมานะละทิฏฐิ เพื่อแก้ไขตนเอง เพราะมีมานทิฏฐินั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะมานะทิฏฐิมันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นความปรุงแต่งที่สำคัญมั่นหมายที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ผู้ที่ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นถึงจะมีความสงบมีปัญญา มีปัญญามีความสงบ
เมื่อละเราละเขาถึงเป็นความสงบเป็นผู้มีปัญญาถึงเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่เป็นผู้ว่ายากสอนยาก เพราะตัวตนนั้นคือผู้ว่ายากสอนยาก
ยอมอยู่ในโอวาทของสามเณร แม้สามเณรจะให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อจะได้เอาความดีเอาความถูกต้องให้เกิดความสงบเกิดปัญญา แม้จะให้ไปกระโจนลงเหว หรือกระโดดเข้ากองเพลิง ท่านก็ยอมทำตามทุกสิ่งทุกอย่าง สามเณรจึงให้ท่านกลับขึ้นมายืนที่ริมฝั่ง แล้วกล่าวให้นัยว่า “ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง เหี้ยได้เข้าไปในจอมปลวกช่องหนึ่ง ผู้หวังจะจับเหี้ย จึงอุดช่องทั้ง ๕ ไว้ คอยจับเหี้ยออกทางช่องที่ ๖ บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ แล้วเปิดมโนทวาร กำหนดใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ตรงนั้น”
เนื่องจากพระเถระเป็นพหูสูต ทรงพระไตรปิฎกมาหลายภพหลายชาติ นัยที่สามเณรให้จึงเป็นประดุจการลุกโพลงขึ้นของดวงประทีป ท่านเริ่มประคองใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน มีสติตั้งมั่นเป็นสมาธิ แม้พระบรมศาสดาประทับนั่งในที่ไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ ทรงเห็นความแก่รอบแห่งญาณของพระโปฐิละ จึงเปล่งรัศมีออกไปดุจปรากฏต่อหน้าพระเถระ แล้วตรัสว่า “ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบความเพียร ท่านพึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้เถิด” พระเถระตั้งใจทำภาวนาจนเกิดภาวนามยปัญญา และในที่สุดก็แทงตลอดในคำสอนของพระบรมศาสดา บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในท่ายืนนั่นเอง
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การกระทำประโยชน์และประโยชน์ผู้อื่นนั้นคือการกระทำที่ตัวเรา มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจในหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ การที่เรามุ่งเป้ามาที่ตัวเรานั่นแหละคือมุ่งเป้าไปที่ผู้อื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายนั้นคือสิ่งเดียวกัน เพราะสิ่งภายนอกภายในนั้นอาศัยผัสสะ อาศัยกรรมเก่าและกรรมใหม่ที่เป็นผัสสะ
ถ้าเรามุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา ให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเราอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนั้นคือปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงานจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร
ความรู้นั้นถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสกับท่านพระโปฐิละว่า พระภิกษุใบลานเปล่า ไม่ได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ปกติแล้วทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นความว่างเปล่า สิ่งที่เป็นตัวตนนั้นเป็นแต่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะมองทุกอย่างเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม เป็นของว่างเปล่าด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นจะทำงานไม่ได้ เพราะเหตุผลว่า ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว เช่น ยืนเดินนั่งนอนการกระทำคำพูดกิริยามารยาทอาชีพนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว
ความรู้พร้อมทั้งคู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องเอามาทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ก้าวไปไม่ได้เพราะเราไม่เสียสละ การเสียสละถึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละย่อมทำงานไม่ได้ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราต้องเสียสละ มีความสุขในการเสียสละ ความยึดมั่นถือมั่นในหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลเราต้องมียานเราถึงจะเดินทางได้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราไม่เสียสละเราจะเดินทางไปไม่ได้
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นคือความยึดมั่นถือมั่น ทุกคนไม่ต้องการเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราจะทำหน้าที่ได้อย่างไร เราคิดไปแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ คิดจนสมองระเบิดมันก็เป็นไปไม่ได้เพราะเราไม่เสียสละ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้วเสวยวิมุตติสุขเนื่องมาจากการตรัสรู้ แล้วได้มาบอกมาสอนให้เวนัยสัตว์ให้รู้ให้เข้าใจ ว่าเวนัยสัตว์ทั้งหลายต้องพากันมาเสียสละ ให้พัฒนาเอไอให้เป็นเอไอประดิษฐ์ เอไอจิตใจเอไอวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ให้เป็นทางสายกลาง
เพราะความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจในหน้าที่ พร้อมทั้งทำหน้าที่ของเราทุกคนอยู่ที่ปัจจุบัน ธรรมจักรคือกงล้อแห่งธรรม เป็นทางสายกลางที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการพัฒนาจิตใจ พัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมท่านไม่เสวยวิมุตติสุข ไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากพระวรกาย เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่เป็นเพียงสมาธิ ไม่เป็นเพียงสมาบัติ
การทำพุทธกิจคือหน้าที่นี้คือความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสาร การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพนี้คือความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจเพื่อมาเสียสละเพื่อมาทำหน้าที่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเราจะได้มีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องพากันมาทำหน้าที่มาเสียสละ มุ่งเป้าทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นการพัฒนาเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจที่มีคำถามว่าวัตถุกับจิตใจอันไหนดีกว่ากัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เราเข้าใจว่า ๒ อย่างนี้ดีพอ ๆ กันต้องทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าผู้มีสมบัติมหาศาล ถ้าใจมีขั้วบวกขั้วลบ ถ้าใจมีได้มีเสียนั้นความสงบก็ย่อมไม่มี ผู้ที่มีอำนาจวาสนาถ้าใจมีขั้วบวกขั้วลบ ความสงบนั้นจะมีมาจากไหน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นคือความไม่สงบ คือความไม่เพียงพอพอเพียง ขั้วบวกขั้วลบนั้นมันคือสงคราม สงครามในตัวผู้รู้เอง สงครามภายนอก สงครามภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามนั้นคือความไม่สงบ
ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ถึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ ไม่มีอะไรอันตรายเท่ากับความไม่รู้ไม่เข้าใจ การเรียนการศึกษาทั้งหมดนี้ ทั้งอดีตที่ผ่านมาหลายร้อยหลายพันปีมีการเรียนการศึกษา ๑๘ ศาสตร์ ปัจจุบันนี้มีการเรียนการศึกษานับเป็นหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นศาสตร์
ความหมายของการเรียนการศึกษาเพื่อรู้เพื่อเข้าใจไม่ใช่เพื่อความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเอาความจำไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์ตกอยู่ในพระไตรลักษณ์ ตั้งอยู่ชั่วครู่ชั่วยามนั้นไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ
เราต้องรู้เข้าใจ ใจของเรานี้ เราตรึกนึกคิดอะไร เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราเองนี้เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ
ด้วยเหตุนี้ เราต้องมาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ให้รู้ให้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นเป็นเพียงตำแหน่งเดียว เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
มีคำถามว่า เราประพฤติปฏิบัติมีความยึดมั่นถือมั่นในการประพฤติการปฏิบัติเราจะไม่มีความทุกข์ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ
ความทุกข์ความเครียดนั้นจะมีกับเราไม่ได้ เพราะการประพฤติการปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มันจะเป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดี
จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ที่เป็นแนวทางที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพราะเราทำที่เก่าปฏิบัติที่มันยิ่งชำนิชำนาญในการกระทำคำพูดกิริยามารยาทอาชีพ มีความสุขในการทำหน้าที่ ความเครียดมันจะมาจากไหน ความเครียดนั้นไม่มี มีไม่ได้
เราคิดดูดี ๆ นะ เราจะมีความรู้สึกว่า แหม่... ทำไมมันมีความสุขอย่างนี้ โง่มาตั้งนานแล้ว เสียเวลา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์ได้รู้เข้าใจ ได้เปล่งอุทานออกมาจากใจจากความรู้ความเข้าใจว่า จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกข์อริยสัจนี้นั้นแล
พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลในบ้านพราหมณ์ ซึ่งไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ "โกณทัญญะ" เมื่อเจริญวัยแล้วได้เข้าศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทและรู้ลักษณะมนต์ คือ ตำราทายลักษณะ
ในคราวที่พระมหาบุรุษประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาเลี้ยงโภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะตามพระราชประเพณี ได้คัดเลือกพราหมณ์ ๘ คน ในจำนวนพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะของพระมหาบุรุษ ในขณะนั้น โกณฑัญญะ พราหมณ์ยังเป็นหนุ่ม ได้รับเชิญมาในงานและท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเลือก
โกณฑัญญะพราหมณ์เป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด ในบรรดาที่ได้รับการคัดเลือทั้งหมด พราหมณ์ทั้ง ๗ คน เมื่อตรวจดูลักษณะของพระมหาบุรุษแล้วทำนายไว้เป็น ๒ ลักษณะ
ดังนี้
๑. ถ้าอยู่ครองฆราวาสจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๒. ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก
ส่วนโกณฑัญญพราหมณ์นั้นมีความแน่ใจว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวชแน่นอน จึงทำนายไว้เป็นลักษณะเดียวว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวช และจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลกแน่แท้
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โกณฑัญญพราหมณ์มีความตั้งใจว่า ถ้าพระองค์เสด็จออกทรงผนวชเมื่อไร ถ้าตนเองยังมีชีวิตอยู่จะออกบวชตามเมื่อนั้น
ในเวลาต่อมา เมื่อพระองค์เสด็จออกทรงผนวชแล้วและทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่
โกณฑัญญพราหมณ์ได้ทราบข่าวนั้น จึงชักชวนพราหมณ์ ๔ คน คือ ๑. วัปปะ ๒. ภัททิยะ ๓. มหานามะ ๔. อัสสชิ เรียกว่า "ปัญจวัคคีย์" พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้ติดตามพระองค์เพื่อคอยปรนนิบัติทุกเช้าค่ำ ด้วยหวังว่าถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมใดแล้ว จักได้เทศนาสั่งสอนตนเอง ให้บรรลุธรรมนั้นบ้าง
เมื่อพระองค์ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างเต็มที่ประมาณ ๖ ปีแล้ว พระองค์ทรงสันนิษฐานว่ามิใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ ทรงตั้งพระทัยว่าจะทำความเพียรทางใจ จึงทรงเลิกการกระทำทุกรกิริยานั้นเสีย
ส่วนปัญจวัคคีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าคิดว่า พระองค์ ทรงคลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้วจึงหมดความเลื่อมใส เกิดความเบื่อหน่าย พากันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงดำริหาคนที่จะรับพระธรรมเทศนา เป็นคนแรก อันดับแรกพระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ ๒ ท่าน คือ
๑. อาฬารดาบส กาลามโคตร
๒. อุททกดาบส รามบุตร
ซึ่งพระองค์ได้อาศัยศึกษาลัทธิของท่าน แต่ท่านทั้งสองได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว
ลำดับต่อมาทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์ ที่เคยเฝ้าปฏิบัติอุปัฏฐากพระองค์มา
ครั้นทรงดำริอย่างนี้ก็เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ขณะเดียวกันพวกปัญจวัคคีย์ได้เห็น พระองค์เสด็จมาแต่ไกล คิดว่าพระองค์เสด็จมาแสวงหาคนอุปัฏฐาก จึงได้ตกลงกันว่าพระสมณโคดมนี้คลายจากความเพียร มาเป็นผู้มักมากเสียแล้วเสด็จมาที่นี่ พวกเราไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ และอย่ารับบาตร จีวร ของพระองค์เลย จะปูอาสนะ ที่นั่งไว้เท่านั้น ถ้าพระองค์ทรงมีความประสงค์ก็จะประทับนั่งเอง
ครั้นเมื่อ พระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้วอาศัยความเคารพที่เคยมีต่อพระองค์มาก่อน ได้บรรดาลให้ลืมกติกานัดหมาย ที่ทำกันไว้ทั้งหมด พากันลุกขึ้นต้อนรับและทำสามีจิกรรมดังที่เคยปฏิบัติมา แต่ก็ยังมีการแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง สนทนากับพระองค์ ด้วยถ้อยคำไม่เคารพ
พระองค์ตรัสบอกว่าเราได้ตรัสรู้ "อมฤตธรรม" ด้วยตัวของเราเอง (อมฤตธรรม หมายถึงธรรมที่ไม่สูญหาย อยู่คู่โลกตลอดไป) ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจักแสดงให้ฟัง
เมื่อท่านทั้งหลาย ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม ที่เราสั่งสอนแล้ว อีกไม่ช้าจักได้บรรลุอมฤตธรรมนั้น พวกปัญจวัคคีย์ได้กล่าว คัดค้านถึงสองสามครั้งว่า พระองค์คลายจากความเพียรเสียแล้ว จักบรรลุอมฤตธรรมได้อย่างไร
พระองค์จึงตรัสให้ระลึกถึงกาลหนหลังว่า ก่อนนี้เธอทั้งหลายได้ยินได้ฟังวาจาที่เราพูดมา เช่นนี้บ้างหรือ ไม่ พวกปัญจวัคคีย์ระลึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้พระองค์ไม่เคยตรัสมาก่อนเลย จึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่พระองค์เทศนาสั่งสอนสืบต่อไป
พระองค์ ได้ตรัสปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณแก่ปัญจวัคคีย์ ในเวลาจบลงแห่งพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่โกณธัญญะ (ธรรมจักษุ หมายถึง โสดาปัตติมรรค) ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"
ท่านที่ได้บรรลุปัตติมรรคเรียกว่าพระโสดาบัน เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า โกณธัญญะ ได้ดวงตาเห็น ธรรมแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ เพราะอาศัยคำว่า อญฺญาสิ ที่แปลว่า ได้รู้แล้ว คำว่า อัญญา จึงนำหน้าท่านโกณฑัญญะว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เมื่อท่าน อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยพระวาจาว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ"
การอุปสมบทของอัญญาโกณฑัญญะก็สำเร็จด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ เรียกการ อุปสมบทแบบนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นองค์แรก
ต่อจากนั้น พระองค์ก็ทรงเทศนาให้ปัญจวัคคีย์อีก ๔ คนได้ดวงตาเห็นธรรม และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เช่นเดียวกัน
ต่อจากนั้นพระองค์ได้เทศนาเกี่ยวกับหนทางแห่งการอบรมวิปัสนาวิมุตติ อันเป็นที่สุดแห่ง พรหมจรรย์ชื่อว่า "อานัตตลักขณสูตร" ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปทานสำเร็จเป็น พระอรหันต์
พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า "เป็นยอดกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รัตัญญู" แปลว่าผู้รู้ราตรี หมายถึง ท่านเป็นผู้เก่าแก่ ได้รับการอุปสมบทก่อนภิกษุรูปอื่นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เป็นผู้รอบรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาแต่ต้น เป็นผู้มีประสบการณ์มาก
พระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศศาสนา
เมื่อถึงเวลาอันสมควรท่านได้ดับขันธปรินิพพาน ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจปฏิบัติทำหน้าที่ของคำว่าเจ้าหน้าที่ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ทำหน้าที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การปฏิบัตินั้นต้องเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องเป็นทางสายกลางไปพร้อม ๆ กัน
ความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ทำหน้าที่อย่างนี้ถึงจะไม่เป็นขั้วบวกถึงจะไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นความสงบ ไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ จะเข้าถึงความดับทุกข์ในหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
ความคิดเห็นว่าการบำเพ็ญความดี บำเพ็ญบารมีเพื่ออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ยังมีได้มีเสีย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะได้ทำหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านถึงทำหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นอริยมรรคเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นคือการประพฤติการปฏิบัติ ที่นั้นคือการทำหน้าที่
การปฏิบัติงานหรือว่าการปฏิบัติธรรมจึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้าท่านถึงทำพุทธกิจนั้นคือหน้าที่ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงทำศาสนกิจของหน้าที่
ถ้าเราคิดไปว่า พระนิพพานเป็นสิ่งที่ยาก เราอาศัยค่อยเป็นค่อยไป บำเพ็ญบารมี ชาตินี้มันคงไปไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจโอกาสที่จะผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ ความคิดอย่างนั้นยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยังเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
โอกาสที่จะผิดพลาดถึงมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้เข้าใจ เน้นที่ปัจจุบัน ปัจจุบันต้องเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นเหตุเป็นปัจจัย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะโอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
ก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทซึ่งเป็นโอวาทที่สำคัญ
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร เพราะนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันนี้เท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา