๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ คนรุ่นใหม่คนสมัยใหม่พากันรู้พากันเข้าใจ พากันทำหน้าที่เพื่อความเป็นเจ้าหน้าที่

 

เอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจเอามาใช้มาทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นต้องเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยเกิดจากการทำหน้าที่

 

ทุกคนมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยการเสียสละในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

พุทธภาวะเป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นการพัฒนาเอไอทางจิตใจ พัฒนาเอไอทางวัตถุ

 

หน้าที่นั้นได้แก่การหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนมามุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม

 

ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติของการปฏิบัติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหายนั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนรู้เข้าใจ ไม่ให้พากันตั้งอยู่ในความประมาท

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นทุกคนได้พากันตั้งอยู่ในความประมาท สัญชาตญาณมันจะไหลไปตามสิ่งแวดล้อม เหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ

 

สติสัมปชัญญะ รู้เข้าใจด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ไหลไปตามสิ่งแวดล้อม ความไม่ประมาท รู้เข้าใจ เห็นภัยในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม

 

ความเคารพเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่มีความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในฐานะของความประมาท ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้หยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม

 

ใจของเรานั้น เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะเข้าถึงความเคารพ ไม่เอาความประมาทนำชีวิต

 

ใจของเรานั้นตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเรานี้รู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

จิตสำนึกหรือว่าสติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือปัญญาเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน

 

เราพากันมองดูเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีใครทำอะไรตามใจแล้วจะมีผลดี ทำอะไรตามใจก็จะมีแต่ผลชั่ว

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ธรรมะที่เป็นสติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่ทวนกระแส ไม่ไปตามกระแส สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสิ่งที่ทวนกระแสไม่ไปตามกระแส ความเคารพนั้นเป็นสิ่งที่ทวนกระแสไม่ไปตามกระแส

 

ความละอายต่อบาปไม่เกรงกลัวต่อบาปนั้นเป็นสิ่งที่ทวนกระแสไม่ไปตามกระแส

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้มุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเลย อย่าไปตามกระแส สิ่งที่ไปตามกระแสนั้นคือความทุกข์ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสิ่งที่ทวนกระแส เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานไม่ไปตามกระแส ปฏิบัติทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำไม่ไปตามกระแส

 

เอาวิกฤตนั้นเป็นโอกาส น้ำมันไหลเชี่ยวนั่นแหละไม่ไปตามน้ำมันไหลเชี่ยว ไม่ไปตามกระแส

 

รู้เข้าใจ จะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ รู้เข้าใจว่าสิ่งเดิมแท้นั้นมันคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมานี้คือกระแสความเชี่ยวของน้ำที่มันไหล เราทุกคนต้องรู้จักกระแสของน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราอย่าไปนำภายนอกออกนำภัยภายนอกเข้ามา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบริวารพันคน

 

ท่านได้ไปบอกไปสอนให้รู้ให้เข้าใจในสิ่งภายนอกสิ่งภายใน เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งสาวกพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ ๖๐ รูปให้ไปคนละทิศอย่าไปทางเดียวกัน ให้ไปคนละทิศ เพราะทรัพยากรของความเป็นพระอรหันต์นั้นมีน้อย

 

ส่วนพระองค์เองก็เสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้องมีบริวารร่วมพันคน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมาถึงตำบลอุรุเวลา ซึ่งมี ชฎิล ๓ คนพี่น้องอาศัยอยู่ คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสปและคยากัสสป โดยอุรุเวลกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๕๐๐ คน นทีกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน ส่วนคยากัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน 

 

พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสป เพื่อขอพักอาศัยในโรงบูชาเพลิงซึ่งมีพญานาคที่ดุร้ายอาศัยอยู่ ทรงเข้ากสิณสมาบัติ มีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ครอบงำเดช ของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ แล้วทรงขดพญานาคไว้ในบาตร 

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่  ชฏิลอุเวลกัสสปเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหารย์ของพระพุทธเจ้า จึงนิมนต์พระองค์ให้อยู่ในที่นั้น โดยตนจะบำรุงภัตตาหารให้ประจำ

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแต่ละคืนเมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรมตามลำดับ เปล่งรัศมีงาม ทำให้ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นสว่างไสว

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ต่อมา ชฏิลอุรุเวลกัสสปเตรียมการบูชายัญใหญ่ แล้วคิดในใจว่าถ้าพระพุทธเจ้าแสดงอิธิปาฏิหาริย์ มหาชนจะต้องถวายลาภสักการะให้แก่พระผู้มีพระภาค ลาภสักการะของตนก็จะลดลง  จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงไม่มาฉัน

 

พระผู้มีพระภาคทราบความคิดของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว จึงเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปเพื่อบิณฑบาต แล้วนำกลับมาเสวยที่สระอโนดาด

 

วันรุ่งขึ้น ชฏิลอุรุเวลกัสสปถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มารับอาหารเมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะชฏิลคิดไม่ใช่หรือว่าทำอย่างไรจึงไม่ให้พระองค์มาฉัน

 

ชฏิลอุรุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงทราบความคิดด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่าจะทรงซัก ขยำ พาด และผึ่งผ้าบังสุกุลไว้ที่ใด เมื่อนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพจึงขุดสระโบกขรณีเพื่อให้ทรงซักผ้า ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง เพื่อให้ทรงขยำผ้า เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกได้น้อมกิ่งกุ่มลงมาเพื่อให้ทรงพาดผ้า และท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ยกแผ่นศิลาแผ่นใหญ่เพื่อให้ทรงผึ่งผ้า

 

วันรุ่งขึ้น ชฎิลได้ถามพระพุทธเจ้าว่าสระ แผ่นศิลา และกิ่งกุ่มที่น้อมลง เกิดขึ้นได้อย่างไร  พระพุทธเจ้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวสักกะยังได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ในวันต่อๆ มา ชฎิลอรุเวลกัสสปได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าภัตตาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปกลับไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงไปเก็บผลหว้าจากชมพูทวีปวันหนึ่ง  อีกวันหนึ่งก็ทรงไปเก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ผลสมอ แล้วเสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะ แต่ก็ทรงกลับมาถึงโรงบูชาเพลิงก่อนอุรุเวลกัสสป

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งตนก่อนแล้วยังไปสู่ชมพูทวีปและภพดาวดึงส์แล้วยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อนตน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์โดย ตรัสบอกให้พวกชฎิลผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟ 

 

ชฎิลทั้งหลายสามารถผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อน  ก่อไฟทั้ง ๕๐๐ กอง และดับไฟได้ในคราวเดียวเท่านั้น

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิฏผ่าฟืน ก่อไฟ และดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

และครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์ นิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง เพื่อให้ชฎิลเมื่อขึ้นจากน้ำแล้วผิงไฟได้

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมากยถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่งเกิดฝนตกนอกฤดู จนทำให้เกิดน้ำท่วม พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วทรงจงกรมอยู่บนพื้น

 

เมื่อชฏิลมารับพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าจงกรมอยู่บนพื้นที่มีน้ำล้อมโดยรอบ

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบัลดาลไม่ให้น้ำไหลได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคดำริว่าจะพึงทำให้ชฏิลนี้สลดใจ จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปว่า อุเวลกัสสปไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีแม้ปฏิปทาที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์

 

อุรุเวลกัสสปเกิดความสลดใจ ซบหัวตนที่พระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วขออุปสมบท 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้นำ เป็นผู้สอน เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฏิล 500 คน ควรบอกคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

 

เมื่อชฏิล 500 คนทราบว่าอุรุเวลกัสสปผู้เป็นอาจารย์จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า พวกชฎิลเหล่านั้นซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามานานแล้วก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

 

ชฎิลเหล่านั้นก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

ชฎิลนทีกัสสปผู้เป็นน้องชาย เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายตน จึงไปพร้อมชฎิล ๓๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ  

 

ชฎิลนทีกัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

เมื่อชฎิลลคยากัสสป เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายทั้งสองของตน จึงไปพร้อมชฎิล ๒๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ   ชฎิลคยากัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ล้วนเป็นปุราณชฎิลดังนี้ว่า

จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ เป็นของร้อน
-  รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน

-  วิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  สัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำพัน เพราะทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลาย

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรลุพระอรหัตผล

 

ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวารรู้เข้าใจ รู้เข้าใจเรื่องโซเชียล โซเชียลนี้เป็นกระแส โซเชียลทางตาหูจมูกลิ้นกาย โซเชียลที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้มันคือโซเชียล คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาโซเชียลมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น เพราะธรรมะที่เป็นความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่

 

หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะนั้นคือสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ความเป็นจริงเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ

 

พุทธะภาวะรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง

 

มีความรู้มีความเข้าใจ สดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน รู้เข้าใจด้วยปัญญา ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่  

 

เราทุกคนสมควรที่จะขอบใจในปัญหา เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ประพฤติให้เราได้ปฏิบัติได้ทำหน้าที่ เราจะไม่ได้เป็นคนตกงาน มีงานทำมีหน้าที่ทำ ชีวิตของเราจะได้เป็นเชิงบวก จะได้มีงานทำมีหน้าที่ทำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเชิงบวก ไม่ว่างงานไม่ตกงาน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านให้พสกนิกรของประเทศไทยทำงานทำหน้าที่ เพื่อชีวิตจะได้สมดุล ให้เข้าใจในหน้าที่ หน้าที่ทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพเพื่อเป็นความสมดุลเพื่อจะไม่ได้เป็นคนตกงานว่างงาน

 

ท่านให้เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่เป็นผู้ตกงานไม่เป็นผู้ว่างงาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

เอาทั้งเรื่องจิตเรื่องใจ เอาทั้งทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน ให้เข้าใจหน้าที่ เพราะเหตุปัจจัยนั้นคือหน้าที่

 

ปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน มี ๓ ฤดูกาล ฤดูกาลหนึ่งมี ๑๒๐ วัน การปลูกผักผลไม้เพื่อบริโภค ๑๒๐ วันนั้นคือความไม่สมดุล เราเป็นคนว่างงาน ๒๔๕ วัน นั้นคือความไม่สมดุล

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านถึงแนะนำให้ปลูกพืชไร่นาสวนผสม เพื่อเราจะได้ทำงานได้ติดต่อต่อเนื่อง ไม่เป็นคนว่างงาน ไม่เป็นคนตกงาน มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการทำงาน ไม่เป็นคนตกงาน ไม่เป็นคนว่างงาน จะไม่ได้เป็นคนพลัดถิ่นไปหากินต่างแดน

 

ความดับทุกข์อยู่ที่เรารู้ อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่ อยู่ที่เราไม่ตกงานไม่ว่างงาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อจะได้เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ที่ทำงานผู้ที่ไม่ตกงาน

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงมีอยู่ในหน้าที่ของผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำงานผู้ที่ไม่ว่างงาน

 

เพราะเหตุผลว่า วาระต่าง ๆ นั้นมันคือปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเราทำหน้าที่ มีปิติมีสุขมีเอกัคคตามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำงาน พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ความดับทุกข์ อยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว วาระนั้นคือปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นจะเป็นวาระ ๆ ไปที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ชฎิล ๓ พี่น้อง บริวาร ๑ พัน รู้เข้าใจว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ รู้เข้าใจ เป็นผู้ที่รู้เข้าในงาน เป็นผู้ที่ทำงานไม่ตกงาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมุ่งเป้ามาที่ตัวเรานะ ว่าเราเป็นคนว่างงานมั๊ย เป็นคนตกงานมั๊ย เราเป็นเจ้าหน้าที่เราไม่ทำงานเราจะชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่มั๊ย

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ตัวตนนั้นมันจะไปตามกระแสสังคม ไปตามกระแสของโซเชียลต่าง ๆ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงเป็นฟอร์มสดอยู่ที่ปัจจุบันตลอดกาลตลอดเวลา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจโซเชียลภายนอก โซเชียลภายในจะไม่ได้ครอบงำจิตใจ ไม่ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อจะไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเข้ามาครอบงำจิตใจของเรา ใจของเราจะได้โปร่งว่างเบาสบาย

 

ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในที่มันเป็นโลกธรรมครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา เราทุกคนสบายมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่สบาย

 

อย่างสามัญที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั้นย่อมมีความฝัน เวลานอนหลับไปจะมีความฝัน นี้คือสภาพจิตใจที่ออกจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ใจของเราเหาะเหิรเดินอากาศดำดินบินบก นี้คือสภาพจิตใจของสามัญชนเป็นอย่างนี้

 

สำหรับพระอรหันต์ขีณาสพแล้วท่านจะมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

หน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ธาตุขันธ์อายตนะที่ยังมีอวิชชามีความหลง ที่เป็นของหนักจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเราไม่โล่งโปร่งเบาสบาย เปรียบเสมือนคนที่ป่วยหนักอยู่ที่ห้องไอซียูระดับโคม่า มีความกระวนกระวาย

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ เพื่อไม่ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะที่เป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา สิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ธาตุขันธ์อายตนะนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่

 

ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ เราจะไปแบกไปหามไปยึดไปมั่นมันไว้ทำไม สติสัมปชัญญะที่เป็นผู้รู้ตัวทั่วพร้อมว่าเราต้องปล่อยธาตุปล่อยขันธ์ปล่อยอายตนะเพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำจิตใจของเราครอบงำสติปัญญาของเรา ใจของเราจะได้โปร่งโล่งเบาสบาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่สิ่งที่มีอยู่นี้เป็นสิ่งชั่วครู่ชั่วยาม ชั่วครู่ชั่วคราว เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าสิ่งเดิมนั้นมันคือความว่างเปล่า ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้มาเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่ว ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การปล่อยวางอดีต ปล่อยวางอนาคต ปล่อยวางปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องว่าง เข้าถึงความว่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระโมฆราชว่า โมฆราชเอย เธอจงรู้เข้าใจเพื่อจะได้ยกเลิกธาตุ ยกเลิกขันธ์ ยกเลิกอายตนะที่เป็นโลกธรรมครอบงำเรา

 

“ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ ด้วยอุบายนี้ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักแลไม่เห็น”

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะได้เข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณนี้จะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นความสงบโปร่งว่างเบาสบาย

 

ปัจจุบันเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อไม่ให้โซเชียลที่เป็นปัจจุบันให้เราไปตามกระแสของโซเชียล เพื่อเราจะได้รู้เข้าใจ เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราจะได้มีปัญญาเสียบ้าง

 

ทำไมเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ยอมทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่เอาศีลมาใช้ ไม่เอาสมาธิมาใช้ ไม่เอาปัญญามาใช้ประพฤติปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ทำไมเราไม่รู้เข้าใจว่าเราต้องทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เราต้องประพฤติต้องปฏิบัติ ทำไมเราปล่อยให้ตาเห็นรูปก็ร้องโอย ๆ ปล่อยให้หูฟังเสียงก็ร้อยโอย ๆ จมูกดมกลิ่นก็ร้องโอย ๆ ลิ้มรสก็ร้องโอย ๆ กายได้สัมผัสก็ร้องโอย ๆ ใจของเราตรึกนึกคิดก็ร้องโอย ๆ

 

ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวารพันรูปได้รู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้ไปตามกระแส จะไม่ได้ไปตามโซเชียล เราต้องรู้เข้าใจว่าเราทำไมไม่ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เราเอาไว้ทำไม สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มีความกำหนัดยินดีในการสืบพันธุ์ ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวาง ไม่ยอมพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

เราต้องคิดดูดี ๆ นะ เราจะมาทำไม ทำไม อยู่นี้ไม่ได้ มาลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัตินี้ไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่รีบด่วน เราจะมาทำไมทำไมอยู่นี้ไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่รีบด่วน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ โซเชียลต่าง ๆ นั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าทุกอย่างมีทั้งคุณมีทั้งโทษ

 

วิกฤตนั้นแหละคือโอกาส ความประมาทคือความเสียหาย ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงถามเราทุกคนว่าขณะนี้เวลานี้เรากำลังทำอะไรอยู่ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ เป็นสิ่งที่รีบด่วน

 

การที่เราไม่ภาวนาไม่พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นโซเชียลเข้าสู่พระไตรลักษณ์ นี้คือความประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทนี้อย่างน้อยก็ต้องอาบัติทุกกฎ

 

เช่นมีตา ทำไมเราไม่มองทุกอย่างให้เกิดเทวฑูตให้เกิดเทวธรรม ทำไมเราไม่เห็นความเป็นเด็ก ทำไมเราไม่เห็นความเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นคนแก่เฒ่าชราคนตาย ทำไมเราไม่เอามาพิจารณา

 

เราคิดดูดี ๆ นะ เราเป็นคนบ้าหรือเปล่า เราเป็นบักผีบ้า อีผีบ้า เป็นพระผีบ้า พระข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นพ่อค้าประชาชนผีบ้าหรือเปล่า อย่างน้อยมันก็ต้องมีเชื้อบ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้สอนพระโมฆราช วิปัสสนาญาณคือตัวปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้เข้าใจ การทำงานกับการปฏิบัติธรรมต้องให้เป็นทางสายกลางต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณที่มีอวิชชาเป็นพื้นฐานต้องการแต่ความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

จะเป็นนักบวชนักไม่ได้บวชก็มีสภาวะธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นสากล มีความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นสากล

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทำหน้าที่ของหน้าที่ ทำที่เก่าทำที่เดิมนี้แหละ ประพฤติปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าการปฏิบัตินี้ต้องเน้นที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน มุ่งเป้ามาที่เราที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราไม่ได้ทำหน้าที่ของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เมื่อไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ผลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจุบันนี้คือโอกาสของเรา เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ปัจจุบันนี้คือโอกาสของเรา เมื่อเรามีโอกาส เราไม่ทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าอายุขัยของเรานี้มันคือปัจจุบัน อายุขัยของเราถ้าเราไม่เอามาใช้ไม่เอามาปฏิบัติไม่ได้เอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน สิ่งที่ผ่านไปแล้วเป็นสิ่งที่เอาคืนมาไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทั้งหลาย ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน สรุปพระธรรมคำสั่งสอน ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 116,711