๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ตั้งใจฟังการบรรยายเพื่อให้รู้เพื่อให้เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถามพวกเราทั้งหลายว่า ขณะนี้เรากำลังพากันทำอะไรกันอยู่
ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ นะ เรากำลังพากันทำอะไรอยู่ ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
โซเชียลที่เป็นภายในก็ได้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ โซเชียลภายนอกก็ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์
เราทุกคนต้องพากันมารู้จักโซเชียล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าใจสิ่งภายนอก ท่านเข้าใจสิ่งภายใน
ท่านรู้เหตุท่านรู้ปัจจัย สิ่งภายนอกสิ่งภายในแล้วท่านก็ได้ตรัสให้พวกเราได้รู้ได้เข้าใจ เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
คำว่าเจ้าหน้าที่คือผู้ที่ทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทำงานต้องรู้งาน มนุษย์เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทำอะไรจากความรู้จากความเข้าใจ มนุษย์เราถึงมีการเรียนการศึกษาเพื่อความรู้เพื่อความเข้าใจ การเรียนการศึกษาจึงเป็นแสงสว่างคือปัญญา มนุษย์เราต้องเอาปัญญานำชีวิต
การทำหน้าที่ของเรานั้นต้องอาศัยปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์หรือว่ากรรมกรของจิตของใจ ใจนั้นเป็นนาย กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นบ่าว
การดำเนินชีวิตของเรานี้เปรียบเสมือนคนที่ค้าขาย คนที่ค้าขายนี้ต้องมีรายรับรายจ่าย
กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้คือการค้าการขาย นี้คือรายรับรายจ่าย ปัจจุบันถึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
เราทุกคนมีธาตุทั้ง ๔ มีขันธ์ทั้ง ๕ มีอายตนะทั้ง ๖ ที่เป็นอุปกรณ์เป็นกรรมกรที่เอามาใช้เอามาทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม สิ่งทั้งหลายนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เกิดจากรรม เกิดจากกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม
ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้รู้เรื่องกรรม มีความรู้ความเข้าใจที่เรายังไม่ได้ประพฤติไม่ได้ปฏิบัติเรายังเป็นเจ้านาย เมื่อเราทำเมื่อไหร่เราจะกลายเป็นลูกน้องทันที กลายเป็นบ่าวทันที
ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ
ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าสิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูก สิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรมแล้วก็จะเป็นกฎแห่งกรรม จะได้รับผลของกรรม
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปที่พระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ให้เราพากันเข้าใจ ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำ ภาชนะที่ล้มนั้นคือภาชนะที่ใช้การไม่ได้
ความตั้งใจตั้งเจตนาในการทำหน้าที่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน
ในโลกนี้ปัจจุบันมีหมู่มวลมนุษย์อยู่แปดพันกว่าล้านคน มี ๑๙๕ ประเทศ ทุก ๆ คนพากันรู้พากันเข้าใจว่าทุกคนนั้นต้องมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา ตัวเราถึงเป็นทั้งผู้รู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นรายรับรายจ่าย การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นเรื่องของปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือการประพฤติคือการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรมแล้วจะเป็นผลของกรรม
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนนั้นถึงพากันประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัตินี้เราจะฟุ้งซ่านไม่ได้ การประพฤติการปฏิบัตินี้เราจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ ความไม่ประมาทคือความเคารพ ความเคารพกับความไม่ประมาทนั้นคือสิ่งเดียวกัน
ใครเป็นคนประมาท ผู้ประมาทนั้นได้แก่ใจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าใจของเรานี้เป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราเองเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจ
ใจของเรานั้นต้องไม่มีความประมาท ใจของเรานั้นจะไปตรึกในกามจะไปตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้ ถ้าเราไปตรึกในกามไปตรึกในพยาบาทนั้นคือความประมาท
ตรึกในกามอย่างไรเป็นเช่นไร ตรึกในกามก็ได้แก่กามคุณ รูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญนี้คือตรึกนึกคิดในกามในเรื่องของกาม
ตรึกในพยาบาทเป็นเช่นไร มีความผูกโกรธ ไม่พอใจ ขุ่นเคือง เครียดแค้น ไม่ปล่อยไม่วาง
กามและพยาบาทนี้จะเป็นชิพฝังอยู่ในขันธ์ในสัญญาขันธ์ เป็น memory เป็นภพเป็นชาติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าเราไปตรึกนึกคิดไม่ได้ ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำได้แก่น้ำที่ไหลเป็นสาย จากที่สูงสู่ที่ต่ำสู่ล้ำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทร เป็นสาย อย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ
คำว่าน้ำหยดนี้ได้แก่น้ำมันหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน นี้คือน้ำหยด ไม่ใช่สายน้ำ ความรู้ความเข้าใจ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ทานศีลสมาธิภาวนาที่รู้ที่เข้าใจที่ทำหน้าที่ เป็นกระแสของโซเชียลของธรรมวินัยที่ร้อยเป็นพวงมาลา ที่พระบรมศาสดาท่านตรัสว่าเป็นความงามในเบื้องต้น ท่ามกลางถึงที่สุด
การปฏิบัตินั้นจึงได้ยกเลิกโลกธรรม มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ไม่เกี่ยวกับใครรู้ใครเห็นใครเข้าใจ
การประพฤติการปฏิบัติของเรา จึงได้ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีความปรุงแต่ง เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ยกเลิกโลกธรรมแล้ว การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นหน้าที่ เน้นที่หน้าที่ มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา อาศัยหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารเป็นอย่างไร สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารที่เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรมผลของกรรมนี้เป็นสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่มันเป็นโซเชียล โซเชียลภายนอกโซเชียลภายในที่มันเป็นกรรมเก่าและกรรมใหม่ที่มันเป็นโซเชียลอยู่ที่ปัจจุบัน นี้คือสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนี้แหละคือความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก มันเป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเองอยู่อย่างนี้
สัญชาตญาณอาศัยความไม่รู้ไม่เข้าใจ มีอวิชชาเป็นพื้นฐาน มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน หลงไหลในความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์อย่างนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ อย่างนี้เป็นโซเชียลภายนอก เป็นโซเชียลภายใน
เราทุกคนพากันมารู้จักองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทุกคนมารู้จักพระรัตนตรัยที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านตรัสกับท่านพระอานนท์กับสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจในเรื่องของพระรัตนตรัย ในเรื่องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านได้ตรัสกับท่านพระอานนท์และภิกษุทั้งหลายว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยถึงเป็นพระรัตนตรัย เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติที่ให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเอามาทำเพื่อทำหน้าที่เพื่อเป็นรายรับรายจ่ายทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ จะเอามาใช้เพื่อรายรับรายจ่าย เพื่อทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ความเคารพในพระธรรมในพระวินัย จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการยกเลิกของเสียของปฏิกูล เป็นการยกเลิกคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนต้องมุ่งเป้ามาเห็นที่ตัวเรา พระธรรมพระวินัยนั้นจะทำให้เราเข้าสู่ความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เข้าสู่ความวิเวก จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เช่น เรามีตาก็ต้องมีรูป มีหูก็ต้องมีเสียง มีจมูกก็ย่อมมีกลิ่น มีลิ้นก็ย่อมมีรส มีกายก็ย่อมมีสัมผัส มีใจก็ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด
พระธรรมพระวินัยจะให้เราทั้งหลายเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ต้องว่างจากสิ่งที่มีอยู่
ใจของเรารู้เข้าใจว่าความว่างเปล่าเป็นของดั่งเดิม สิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านให้เรามองภาพรวมอย่างนี้ เพื่อจะได้เกิดปัญญา เพื่อเราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสกับพระโมฆราชว่า พระโมฆราช เธอต้องรู้ต้องเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
“ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ ด้วยอุบายนี้ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักแลไม่เห็น”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เมื่อเรามีตาก็ย่อมมีรูป ถ้าเราเป็นคนสายตาสั้นเราก็มองเห็นใกล้ ๆ เราก็ย่อมมองไม่เห็นไกล ๆ ในโลกนี้ปัจจุบันนี้มีแต่ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก แต่เราเป็นคนสายตาสั้น เรามองเห็นรูปสวย ๆ หล่อ ๆ เราก็ร้องโอย ๆ เสียงเพราะ ๆ เราก็ร้องโอย ๆ รสอร่อยเราก็ร้องโอย ๆ เราได้สัมผัสสิ่งที่อำนวยความสะดวกความสบายเราก็ร้องโอย ๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสกับพระโมฆราชว่าเธอจงมองด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ จงมองดูโลกนี้ให้เป็นสิ่งที่ว่างเปล่า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจในวิกฤตต่าง ๆ เพื่อเราจะได้ผ่านวิกฤตนั้น
ท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ จะได้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงถามเราว่า เราทำไมไม่ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ การไม่ยกอะไรทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์นั้นมันคือความเป็นบาปเป็นกรรมเป็นเวรเป็นภัย
ความรู้นี้ต้องรู้รอบความรอบคอบ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็ข้ามปัจจุบันไปไม่ได้ เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นคือการสอบไปไม่ผ่าน
ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้จะเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยให้เราไม่เข้าถึงความว่าง ความไม่เข้าใจในความว่างคือผู้ที่ไม่รู้อริยสัจ ๔ ไม่รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เห็นคุณเห็นประโยชน์ในการทำหน้าที่ สิ่งต่าง ๆ นั้นมันเป็นความถี่เหมือนดั่งสายน้ำ เหมือนกระแสไฟมันเป็นความถี่ที่ทำให้เกิดไฟ ทำให้น้ำมันเป็นกระแสที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ดินน้ำลมไฟมันเป็นกระแสที่ติดต่อต่อเนื่อง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้กรรม กรรมนี้ก็เปรียบเสมือนดั่งกระแสน้ำ กระแสไฟ กระแสลม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ สัมผัสอะไรเราเจ็บปวดนะ ความไม่รู้ไม่เข้าใจไปหาเรื่องหาราวให้กับตนเอง ไปหาเรื่องหาราวให้กับคนอื่นมันเจ็บปวดนะ
ด้วยเหตุนี้การพัฒนาเอไอวัตถุพัฒนาเอไอทางจิตใจเป็นหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อเป็นกิจเป็นหน้าที่ เราต้องมารู้กระบวนการกฎแห่งกรรม ถ้าอย่างนั้นเราจะเป็นคนสายตาสั้น สายตานั้นเค้าก็ยังพัฒนาแว่น สายตายาวเค้าก็พัฒนา ธรรมะที่เป็นเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจถึงเป็นสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่ทำหน้าเพื่อให้มันทันโลกทันสมัย
กรรมกับกระแสต่าง ๆ นี้มันอย่างเดียวกัน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่อย่างนั้นไปตามกระแสไปตามโซเชียลมันไม่ได้
ความไม่รู้ไม่เข้าใจก็เหมือนชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมบริวาร ๑ พันรูป ความเห็นไม่ถูกต้อง ความเข้าใจไม่ถูกต้อง ปฏิบัติไม่ถูกต้องนี้มันเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ไม่ได้ นี้คือปัญหา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง
พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมาถึงตำบลอุรุเวลา ซึ่งมี ชฎิล ๓ คนพี่น้องอาศัยอยู่ คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสปและคยากัสสป โดยอุรุเวลกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๕๐๐ คน นทีกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน ส่วนคยากัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน
พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสป เพื่อขอพักอาศัยในโรงบูชาเพลิงซึ่งมีพญานาคที่ดุร้ายอาศัยอยู่ ทรงเข้ากสิณสมาบัติ มีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ครอบงำเดช ของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ แล้วทรงขดพญานาคไว้ในบาตร
ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ ชฏิลอุเวลกัสสปเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหารย์ของพระพุทธเจ้า จึงนิมนต์พระองค์ให้อยู่ในที่นั้น โดยตนจะบำรุงภัตตาหารให้ประจำ
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแต่ละคืนเมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรมตามลำดับ เปล่งรัศมีงาม ทำให้ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นสว่างไสว
ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่
ต่อมา ชฏิลอุรุเวลกัสสปเตรียมการบูชายัญใหญ่ แล้วคิดในใจว่าถ้าพระพุทธเจ้าแสดงอิธิปาฏิหาริย์ มหาชนจะต้องถวายลาภสักการะให้แก่พระผู้มีพระภาค ลาภสักการะของตนก็จะลดลง จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงไม่มาฉัน
พระผู้มีพระภาคทราบความคิดของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว จึงเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปเพื่อบิณฑบาต แล้วนำกลับมาเสวยที่สระอโนดาด
วันรุ่งขึ้น ชฏิลอุรุเวลกัสสปถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มารับอาหารเมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะชฏิลคิดไม่ใช่หรือว่าทำอย่างไรจึงไม่ให้พระองค์มาฉัน
ชฏิลอุรุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงทราบความคิดด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่าจะทรงซัก ขยำ พาด และผึ่งผ้าบังสุกุลไว้ที่ใด เมื่อนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพจึงขุดสระโบกขรณีเพื่อให้ทรงซักผ้า ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง เพื่อให้ทรงขยำผ้า เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกได้น้อมกิ่งกุ่มลงมาเพื่อให้ทรงพาดผ้า และท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ยกแผ่นศิลาแผ่นใหญ่เพื่อให้ทรงผึ่งผ้า
วันรุ่งขึ้น ชฎิลได้ถามพระพุทธเจ้าว่าสระ แผ่นศิลา และกิ่งกุ่มที่น้อมลง เกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธเจ้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง
ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวสักกะยังได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่
ในวันต่อๆ มา ชฎิลอรุเวลกัสสปได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าภัตตาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปกลับไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงไปเก็บผลหว้าจากชมพูทวีปวันหนึ่ง อีกวันหนึ่งก็ทรงไปเก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ผลสมอ แล้วเสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะ แต่ก็ทรงกลับมาถึงโรงบูชาเพลิงก่อนอุรุเวลกัสสป
ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งตนก่อนแล้วยังไปสู่ชมพูทวีปและภพดาวดึงส์แล้วยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อนตน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่
ครั้งหนึ่ง ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์โดย ตรัสบอกให้พวกชฎิลผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟ
ชฎิลทั้งหลายสามารถผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อน ก่อไฟทั้ง ๕๐๐ กอง และดับไฟได้ในคราวเดียวเท่านั้น
ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิฏผ่าฟืน ก่อไฟ และดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่
และครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์ นิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง เพื่อให้ชฎิลเมื่อขึ้นจากน้ำแล้วผิงไฟได้
ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมากยถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่
ครั้งหนึ่งเกิดฝนตกนอกฤดู จนทำให้เกิดน้ำท่วม พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วทรงจงกรมอยู่บนพื้น
เมื่อชฏิลมารับพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าจงกรมอยู่บนพื้นที่มีน้ำล้อมโดยรอบ
ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบัลดาลไม่ให้น้ำไหลได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคดำริว่าจะพึงทำให้ชฏิลนี้สลดใจ จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปว่า อุเวลกัสสปไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีแม้ปฏิปทาที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์
อุรุเวลกัสสปเกิดความสลดใจ ซบหัวตนที่พระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วขออุปสมบท
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้นำ เป็นผู้สอน เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฏิล 500 คน ควรบอกคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร
เมื่อชฏิล 500 คนทราบว่าอุรุเวลกัสสปผู้เป็นอาจารย์จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า พวกชฎิลเหล่านั้นซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามานานแล้วก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน
ชฎิลเหล่านั้นก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า
ชฎิลนทีกัสสปผู้เป็นน้องชาย เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายตน จึงไปพร้อมชฎิล ๓๐๐ คน
เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ
พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ
ชฎิลนทีกัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า
เมื่อชฎิลลคยากัสสป เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายทั้งสองของตน จึงไปพร้อมชฎิล ๒๐๐ คน
เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ
พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ ชฎิลคยากัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า
พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ล้วนเป็นปุราณชฎิลดังนี้ว่า
จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ เป็นของร้อน
- รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน
- วิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน
- สัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ เป็นของร้อน
- ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน
ร้อนเพราะไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำพัน เพราะทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น
อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
- ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ
- ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลาย
- ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ
- ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ
- ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรลุพระอรหัตผล
เรารู้จักกระแสรู้จักเอลนีโญ่
El Niño–Southern Oscillation คือ วงจรการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรและบรรยากาศ ที่เกิดขึ้นบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก และมีผลต่อสภาพอากาศทั่วโลกแบบเป็นลูกโซ่ หลัก ๆ ENSO มี 3 สภาวะ คือ
- เอลนีโญ (El Niño) ที่น้ำทะเลฝั่งแปซิฟิกตอนกลาง–ตะวันออกอุ่นกว่าปกติ ทำให้รูปแบบลมและฝนเปลี่ยนไป
- ลานีญา (La Niña) ที่น้ำทะเลเย็นกว่าปกติ ทำให้ผลกระทบมักออกไปในทิศทางตรงข้าม และ
- สภาวะเป็นกลาง (ENSO-neutral) ที่ใกล้เคียงค่าปกติ
ENSO เป็นเหมือนโหมดต่าง ๆ ของระบบอากาศโลก เพราะเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลและลมเหนือแปซิฟิกเปลี่ยน จะไปกระทบการเกิดเมฆฝน ลมมรสุม พายุ และอุณหภูมิในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ซึ่งผลกระทบต่อประเทศไทย
เอลนีโญ (El Niño) มักทำให้บรรยากาศแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชื้นน้อยลง ส่งผลให้ไทยมีโอกาสเจอ ฝนมาช้า ฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนขึ้น และเสี่ยงแล้ง โดยเฉพาะช่วงรอยต่อก่อนเข้าฤดูฝนหรือช่วงต้นฤดูฝน
ส่วนถ้าเป็น ลานีญา (La Niña) มักเอื้อให้ความชื้นมากขึ้น โอกาสเจอ ฝนมากกว่าปกติ พายุเข้า/ฝนหนักถี่ขึ้น และเสี่ยงน้ำท่วม จะเพิ่มขึ้นในบางช่วง
แต่ทั้งสองแบบไม่ได้แปลว่า “แล้งแน่” หรือ “ท่วมแน่” ทุกจังหวัด เพราะสภาพอากาศไทยยังขึ้นกับมรสุม พายุ และปัจจัยท้องถิ่นอีกหลายอย่าง เพียงแต่ ENSO ช่วยบอก “แนวโน้มความเสี่ยง” ล่วงหน้าว่าปีนี้ควรวางแผนน้ำและเกษตรแบบระวังฝนขาดหรือฝนเกินมากกว่าเดิม
สำหรับปี 2569 นี้ ภาพรวมจากการคาดการณ์ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันว่า ลานีญากำลังอ่อนแรงลง และโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วง สภาวะปกติ ก่อนจะมีโอกาสไต่ขึ้นไปทาง เอลนีโญ (El Niño) ในระยะถัดไป สื่อว่าความเป็นไปได้ของเอลนีโญเริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูร้อนซีกโลกเหนือไปจนถึงครึ่งหลังของปี
สรุปคือ ไทยเราจะเจอร้อนและแล้งอย่างจริงจังช่วงเดือน พ.ค. เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงเริ่มเพาะปลูกพอดี ซึ่งก็จะเหมือนกับที่เราเผชิญภัยแล้งมาในปี 2566
เราไม่รู้จักไม่เข้าใจเราก็ไม่รู้จักหน้าที่ เราไม่รู้จักวิกฤต ไม่รู้ว่าวิกฤตนั้นคือโอกาส เพราะนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


