๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๓ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนครราชสีมา จำนวน ๑๕๐ คุณครูจำนวน ๑๐ คน มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีฯ แห่งนี้ เป็นเวลา ๓ วัน

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ ทุกคนปิดโทรศัพท์ไว้ก่อน ไม่ให้พูดคุยกัน ไม่ให้เดินไปเดินมา ใจไม่สงบก็ให้กายวาจากิริยามารยาทให้สงบ ให้นั่งตัวให้ตรงเหมือนพระพุทธปฏิมากรณ์ที่เป็นพระประธานอยู่เบื้องหน้าของเราทุก ๆ คน ตัวต้องให้ตรง เข้ามาในศาลาแล้วไม่ควรที่จะลุกเดินเข้าเดินออก ให้มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้มีความเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะความเคารพนั้นคือความสงบ ความสงบนั้นคือความเคารพ

 

คุณครู ๑๐ คน นักศึกษา ๑๕๐ คน คุณครูคนหนึ่งรับผิดชอบนักศึกษา ๑๕ คน

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจต้องไปปฏิบัติที่กาย เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจต้องไปปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบต้องให้กายวาจากิริยามารยาทให้สงบ

 

เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา อาจารย์ผู้ฝึกนักศึกษาก็มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา การฝึกการปฏิบัติตนเองนั่นแหละคือการฝึกคนอื่น เพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ถ้าเราไม่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติบุคคลนั้นก็จะเป็นเพียงผู้มีปัญญา ผู้มีปัญญาต้องคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ บุคคลนั้นถึงจะไม่เป็นเพียงนักปรัชญา นักจิตวิทยา

 

เรามาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์มือถือนี้เป็นโซเชียล โซเชียลที่รับข่าวสาร โซเชียลนี้มีทั้งคุณมีทั้งประโยชน์ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าโซเชียลนี้มีทั้งคุณมีทั้งโทษ  โทรศัพท์มือถือนี้มีทั้งคุณมีทั้งโทษ

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่า โทรศัพท์มือถือนี้มีทั้งคุณมีทั้งโทษ การพัฒนาของเรา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การพัฒนาของเราต้องพัฒนาทั้งกาย พัฒนาทั้งใจไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลาง การดำเนินชีวิตของเราต้องมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ชีวิตของเราต้องเดินทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ วัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

การเรียนการศึกษาของหมู่มวลมนุษย์หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา มีการเรียนการศึกษาทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์ ปัจจุบันนี้มีการเรียนการศึกษาหลายร้อยหลายพันศาสตร์  

 

การเรียนการศึกษาเพื่อความรู้ความเข้าใจ ก็จะเอาความรู้นั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ การเรียนการศึกษานั้นไม่ใช่ความจำ ถ้าความนำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะเป็นเพียงความจำ เป็นเพียงสัญญาขันธ์ ความจำนั้นก็จะหลงลืม

 

ถ้าเรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นก็จะไม่หลงลืม ความรู้ถึงเป็นคู่กับการทำหน้าที่ ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราพากันมาเข้าคอร์ส เรามาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติไปในทางเดียวกัน มุ่งเป้ามาที่ตัวเราไปในทางเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องมุ่งมายังตัวเราที่ตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปที่พระอรหันต์ขีณาสพ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านไม่ได้มองดูคนอื่น ถ้ามองดูคนอื่นแล้วมองเพื่อจะเป็นผู้ให้เป็นผู้ที่สงเคราะห์

 

ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนต้องพากันมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา

 

ความสมัครสมานสามัคคี ปฏิบัติไปในทางหนึ่งทางเดียวกัน ทำอะไรให้พร้อมเพรียงกัน ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ทุกคนมุ่งเป้าที่ตัวเอง ควบคุมตัวเอง ให้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน นั่งก็รู้ว่าตัวเองนั่งชัดเจน ยืนก็รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ชัดเจน นอนก็รู้ว่าตัวเองนอนชัดเจน กิริยามารยาททำอะไรก็รู้กิริยามารยาทของตัวเองให้ชัดเจน

 

ทำอย่างนี้ทำไม ทำอย่างนี้เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เพราะปกติเราทุกคนอยู่กับการไม่มีสติอยู่กับการไม่มีสัมปชัญญะ อยู่กับความฟุ้งซ่าน เราทำอย่างนี้เพื่อจะเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ

 

ลมหายใจของเราทุกคนมีอยู่พร้อมอายุขัยที่เกิดมา หลักการในเจริญสติสัมปชัญญะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้ลมหายใจ เราฝึกหายใจเข้าให้เราหายใจเข้าสบาย ฝึกหายใจออกให้สบาย ลมหายใจเข้าหายใจออกนี้เราต้องเอามาใช้ในการฝึกทุก ๆ อิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอนเราฝึกหายใจเข้าหายใจออกให้สบายทุก ๆ อิริยาบถ เพื่อเราทุกคนจะได้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดความฟุ้งซ่าน

 

เพราะเราทุกคนนั้นมีความเป็นอยู่ด้วยความฟุ้งซ่าน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอยู่ด้วยอานาปานสติ อยู่ด้วยการหายใจเข้าสบายหายใจออกสบาย พระอรหันต์ขีณาสพท่านอยู่กับการหายใจเข้าสบายหายใจออกสบาย

 

การหายใจเข้าสบายนั้นคือการเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาของเสียเอาของปฏิกูลเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

อย่างเราพากันนั่งสมาธิ หลักการก็อาศัยการหายใจเข้าให้สบายเพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เอาของเสียของปฏิกูลออกไป

 

นี้เป็นการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

เราทุกคนคือเจ้าหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราก็ต้องทำหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เราก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

กรรมนั้นคือการงาน คือหน้าที่ คือเจ้าหน้าที่ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็ไม่มีเป้าหมายว่าเราเกิดมาทำไม เราเรียนหนังสือทำไม เราทำงานทำไม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ หน้าที่ของการทำหน้าที่ถึงเป็นวาระแห่งชาติ

 

ที่เรารวยที่เราจนไม่ได้มาจากใครที่ไหน มาจากตัวของเรานี้เอง

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะได้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา

 

การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นี้มันคือรายรับรายจ่าย ความคิดนี้คือรายรับรายจ่าย คำพูดนี้คือรายรับรายจ่าย กิริยามารยาทนี้คือรายรับรายจ่าย อาชีพคือรายรับรายจ่าย

 

การปฏิบัติการทำหน้าที่นี้คือรายรับรายจ่าย เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม และผลของกรรม

 

สิ่งที่ผ่านมาแล้วเกษียณแล้วเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เพราะผ่านมาแล้วเกษียณแล้ว ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ได้แก่การชิงแชมป์ระหว่างรายรับระหว่างรายจ่าย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรม

 

ความเคารพในมติของธรรมชาติแห่งความเป็นจริง เราทุกคนต้องมาเสียสละสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นมันเป็นขั้วบวกมันเป็นขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นสงคราม สงครามในตัวผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก สงครามนั้นคือความไม่สงบ สงครามนั้นเป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ที่เราทุกคนเอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต ไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำหน้าที่ของตัวเองให้เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความไม่สงบ เป็นการสร้างปัญหา เป็นคนที่หาเรื่องหาราวให้ตนเอง หาเรื่องหาราวให้คนอื่น

 

เป็นผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไปแสวงหาในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก นี้คือผู้ที่แสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นผู้ที่สร้างปัญหาให้กับตนเอง สร้างปัญหาให้กับผู้อื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ เราไปแสวงหาสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ก็ย่อมเสียหาย ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจ ไม่ไปแสวงหาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ไปแสวงหาในสิ่งที่ไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านถึงให้พสกนิกรชาวไทยเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ รู้อริยสัจ รู้ความจริง เราอยากให้มันมีมันก็ไม่มี เราอยากให้มันมากมันก็ไม่มาก เราอยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

 

ท่านให้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ท่านให้เราเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อทำหน้าที่ของหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

ทางใจเราก็ต้องพัฒนา ทางวัตถุเราก็ต้องพัฒนา ๒ อย่างนี้ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

 

เราเป็นเจ้าหน้าที่เราต้องทำหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นถึงประมาทไม่ได้

 

เราทุกคนประมาทไม่ได้ ต้องทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ จะประมาทไม่ได้ เพื่อให้หน้าที่นั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจเรื่องสายน้ำ สายน้ำที่ไหลป็นสาย ที่ฝนตกจากฟากฟ้าลงสู่พื้นพสุธาแล้วไหลลงอยู่ลำห้วยแม่น้ำทะลมหาสมุทรไม่ขาดขั้นขาดตอนเป็นสายน้ำ

 

เราต้องเข้าใจเรื่องน้ำหยด น้ำหยดมันหยดลงทีละหยดขาดขั้นขาตอน อย่างนี้ไม่ใช่สายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อจะได้เอาปัญญากับการประพฤติการปฏิบัติเดินทางไปพร้อม ๆ กันระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้จักโซเชียล มารู้จักกระแสของโซเชียล โซเชียลนั้นคือการไหลไป เหมือนน้ำไหลที่เป็นกระแส ปกติแล้วน้ำจะไหลลงไปที่ต่ำ

 

ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจเป็นสายน้ำ ไหลจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง ความรู้ความเข้าใจจะไม่ไปตามผัสสะ จะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ความรู้ความเข้าใจนี้จะเอาวิกฤตเป็นโอกาส จะเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจว่าเราต้องรู้เข้าใจเรื่องโซเชียลที่มันไหล

 

การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ก็เพื่อยกเลิกเพื่อเสียสละตัวเสียสละตน เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน การพัฒนาจิตใจก็เพื่อยกเลิกตัวยเลิกตน เพื่อไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแสแห่งความหลง

 

การปฏิบัติทางสายกลางถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะหยุดขั้วบวกขั้วลบจะเป็นความสงบ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อเป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

เป็นการหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ที่เราทุกคนรักความสุขหลงความสุข ไม่ต้องการความทุกข์มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์นี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน

 

มีคำถามว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ

 

มีคำตอบว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด เราทำงานเพื่องานอย่างนี้จะไม่มีความเครียด ถ้าเราทำงานเพื่อความอยากความต้องการนี้มีความเครียดทันที

 

ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ความเครียดนั้นจะไม่มี ความทุกข์นั้นจะไม่มี จะมีแต่ความดับทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความดับทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความทุกข์ความเครียดนั้นจะไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ต้องอยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ถ้าเราอยู่ด้วยความหวัง หวังว่าจะมีฐานะในอนาคต ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้เป็นความคิดที่เป็นความเครียด โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีอยู่ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ที่เราพากันอยู่ด้วยความหวัง

 

เหมือนกับผู้ที่ซื้อหวยซื้อล็อตเตอร์รี่ สลากกินแบ่ง โอกาสที่จะกินรวบนั้น ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกความคิดอย่างนี้

 

อย่างที่มีผู้ไม่เข้าใจได้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่านี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย อยุ่ที่กรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้เข้าใจว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้วาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติของการทำหน้าที่ จะได้เกิดประโยชน์ขณะนี้เดี๋ยวนี้และอนาคต ปัจจุบันนี้ถึงเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต ถ้าไม่มีพื้นไม่มีฐานเราจะเดินไปได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หน้าที่ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ที่เข้าถึงพระนิพพานเมื่อละสังขารนั้นมีน้อยมาก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ท่านก็ทำหน้าที่ทำพุทธกิจอีก ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา ท่านถึงนิพพานทางสรีระร่างกาย ถ้าเราไปมีความหวังว่า อนาคตของเรามันคงดีแน่ คิดอย่างนี้มันเป็นความคิดที่เป็นความคิดที่เป็นรายรับ คือมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา มันเป็นความบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ

 

ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ทุกคนนั้นอยู่ด้วยความหวัง ถ้าอยู่ด้วยความหวังมันก็ต้องผิดหวัง เพราะความสมหวังกับความผิดหวังมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ถ้าเราไม่อยู่กับความหวังเราจะอยู่กับอะไร ถ้าเราไม่อยู่กับความหวังเราก็อยู่กับความรู้ความเข้าใจกับการทำหน้าที่

 

เราทำงาน เรามีความสุขในการทำงาน เรามีความสุขในการทำหน้าที่นั้นก็เป็นความสุขอยู่แล้ว นั้นก็เป็นความดับทุกข์อยู่แล้ว

 

เราจะไปอยากมันทำไม เราจะหวังมันทำไม เราจะโง่มันทำไม

 

อย่างเราทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ สุขภาพกายก็ดี สุขภาพใจก็ดี เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันด้วย ไม่ต้องรอชาติหน้า เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนี้อีกด้วย

 

คนรุ่นใหม่สมัยใหม่อาจจะไม่เข้าใจเรื่องพระนิพพาน พระนิพพานคือความไม่มีทุกข์ พระนิพพานคือไม่มีขั้วบวก ไม่มีขั้วลบ จะเป็นความสงบ จะเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ เราทุกคนจะมีความรู้สึกว่า แหม่... ทำไมไม่มีความทุกข์อะไรเลย เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุข ไม่มีทุกข์อะไรเลย

 

แต่ก่อนไม่รู้ไม่เข้าใจอยู่กับความหวัง เป็นนรกที่เกิดขึ้น นรกตั้งอยู่ นรกดับไป นรกใหม่เกิดขึ้นมา แต่เดี๋ยวนี้ดีมากสบายมาก ทำอย่างนี้ตัวเองก็มีความสุข ทุกคนก็มีความสุข การทำหน้าที่ของตัวเองอย่างนี้แหละ คือทำหน้าที่ของผู้อื่นด้วย

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้ เราต้องรู้เข้าใจว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ มีความสุขกับการทำหน้าที่ เน้นมาที่เรา มุ่งเป้าที่เรา มีความสุขกับการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าหน้าที่นั้นจะเป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เป็นการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เป็นการพัฒนาจิตใจ เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจาริกไปที่ไหน ท่านจะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพราะท่านทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ทำไมพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมท่านไม่เสวยวิมุติสุขไม่ต้องออกไปเผยแผ่ให้ลำบากพระวรกาย

 

เพราะเหตุผลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ได้เสียสละสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบหมดไม่มีส่วนเหลือแล้ว

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

พระศาสนาทุกพระศาสนาไม่เฉพาะศาสนา ทุก ๆ ศาสนานั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่ยกเลิกนิติบุคคลตัวตน เป็นบริสุทธิคุณ ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ เราจะได้รู้ว่าเราเกิดมาทำไม เราเรียนหนังสือทำไม เราทำงานทำไม เพราะสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา นี้เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นเอไอทางจิตใจ เอไอทางวัตถุที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นสิ่งที่ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ ยกเลิกความปรุงแต่ง ไม่มีการตัดสินว่าดีว่าชั่ว ว่าผิดว่าถูก

 

ความรู้ความเข้าใจได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นบารมีและความดีได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นการบำเพ็ญพุทธบารมีมาตั้งหลายล้านชาติ หลายอสงไขย

 

นักศึกษาทั้งหลาย อาจารย์ผู้นำทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ไม่ได้นะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ การดำเนินชีวิตของเรามันจะเป็นขั้วบวกจะเป็นขั้วลบ

 

จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การดำเนินชีวิตนั้นเกิดปัญหา เราคิดดูดี ๆ นะ อย่างผู้ที่รวยที่สุดในโลก ถ้าไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่เอาทางวิทยาศาสตร์ทางจิตใจไปพร้อมกันมีใครบ้างแก้ปัญหาได้ คนที่มีอำนาจเป็นผู้นำไม่เอาทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวิทยาศาสตร์มันไปได้ไหม ไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ นักศึกษาทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายต้องรู้เข้าใจนะ เราพากันคิดดูดี ๆ มองดูดี ๆ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้คือโปรแกรมเมอร์สีเทา ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้เป็นโปรแกรเมอร์สีดำ

 

เราทุกคนอย่าไปมองดูคนอื่นว่าเค้าเอาโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำนำชีวิต เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

นักศึกษากำลังเด็กอยู่ การเรียนการศึกษาต้องรู้เข้าใจ เพราะยังอีกหลายปีที่จะสิ้นลมปราณ ยังอีกหลายปี

 

ความรู้ความเข้าใจจะได้เอาการทำงานการทำหน้าที่ดำเนินทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะการประพฤติการปฏิบัติมันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ การติดกระดุมเสื้อหรือกระดุมกางเกงถ้าติดกระดุมแรกผิด กระดุมต่อไปก็ต้องผิด

 

นักเรียนนักศึกษา ครูบาอาจารย์ต้องรู้เข้าใจว่าสุขหรือทุกข์นั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน สุขกับทุกข์มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องรู้ความสุข เราต้องรู้ความทุกข์ ความสุขกับความทุกข์นั้นมันคือเวทนา

 

ถ้าเราไปให้ค่าความสุข ไม่ให้ค่าความทุกข์มันก็เป็นขั้วบวกขั้วลบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแสความสุขความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ไม่ไปคิดไม่ไปปรุงไม่ไปแต่ง

 

เราปรุงแต่งมันหายสุขหายทุกข์มั๊ย เราต้องคิดดูดี ๆ เราไปปรุงแต่งมันหายสุขหายทุกข์มั๊ย  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ไม่ต้องเอาความหลงนำชีวิต เราจะไปปรุงแต่งให้ตัวเองเป็นสุขเป็นทุกข์ทำไม

 

อย่างเราเป็นคนจนทางวัตถุ เรามีความอยากมีความต้องการ เราอยากเป็นคนรวย เราไปปรุงแต่งมันจะรวยมั๊ย ไม่รวย ยิ่งจนทั้งภายนอกจนทั้งภายใน จน ๒ อย่างเลย

 

ด้วยเหตุผลนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านให้เราทุกคนเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ทำหน้าที่มาที่ตัวเรา

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ไม่มีใครหายใจให้เรา ไม่มีใครทานอาหารให้เรา ไม่มีใครไปห้องน้ำห้องสุขาให้เรา

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การทำอะไรต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องติดอต่อต่อเนื่องสายน้ำ หลักการทางวิทยาศาสตร์การทำอะไรต้องิตดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปเพื่อให้เป็นชิพที่ฝังอยู่ในสัญญาขันธ์ จะไม่ได้เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมเป็นคนสมาธิสั้น

 

คนไปตามผัสสะตามสิ่งแวดล้อมไปตามโซเชียลเค้าจัดคนพวกนั้นว่าเป็นคนสมาธินั้น เป็นโรคไบโพล่าอารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ไม่ได้เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตั้งแต่เสกโลโซนะ เป็นคนเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา บางคนอาจจะมากกว่าเสกโลโซก็ได้ เราต้องรู้เข้าใจ

 

เรายกเลิกสัญชาตญาณนิติบุคคลตัวตน เรามีความสุขคนอื่นก็มีความสุข คนอื่นก็รักเรา เรามีตัวมีตนเราก็มีความทุกข์ คนอื่นก็เกลียดเรา

 

ความเป็นพระ คำว่าพระนั้นเราต้องรู้เข้าใจ พระนั้นคือพระธรรมที่เป็นทางสายกลางระหว่างเอไอทางจิตใจ เอไอทางวัตถุ

 

คำว่าพระนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย ไม่ทำตามใจ ไม่ไปตามกระแสเหมือนน้ำไหลลงที่ต่ำ เป็นสิ่งที่ทวนโลกทวนกระแส

 

เราเป็นสามัญชน สามัญชนคือผู้ที่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ปัญญาชนนี้คือผู้ที่เอาทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ เป็นทางสายกลาง อย่างนี้เรียกว่าปัญญาชน

 

อย่างเราเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือว่าเปรียญธรรม ๙ ประโยคนี้ ถ้าไม่เอาเอไอทางจิตใจเอไอทางวัตถุไปพร้อมกันนี้ไม่จัดว่าเป็นปัญญาชน ยังเป็นคนเห็นแก่ตัว ยังเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทา ยังเป็นโปรแกรเมอร์สีดำ นี้ไม่ใช่ปัญญาชน

 

คำว่าบัณฑิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านหมายถึงพระอรหันต์ขีณาสพ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

บัณฑิตที่ภายนอกที่เป็นพระพุทธเจ้าที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั้นดับทุกข์ได้ที่ท่าน แต่เรานั้นหาได้ดับทุกข์ไม่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องบัณฑิต

 

พระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัยคือหน้าที่ เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกทั้งหลายก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธ์

 

ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

นักเรียนนักศึกษา อาจารย์ทั้งหลายพากันรู้นะว่าพระพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย ได้แก่หน้าที่ของการทำหน้าที่

 

ทุกคนจะได้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การประพฤติการปฏิบัตินั้นปฏิบัติที่เก่า ย้ำอยู่ที่เก่า มีความตั้งใจมีความตั้งมั่นเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ต้องเอาเอไอทางจิตใจเอไอทางวัตถุไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่เก่า เราจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้เตือนพวกเราทั้งหลายว่า ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ความประมาทคือความผิดพลาด

 

ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

Visitors: 120,080