๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๔ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานทางราชการ หลักการในการดำเนินชีวิตเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เอาการทำงานกับการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน
ทำไมเค้าถึงว่าปฏิบัติธรรม คำว่าปฏิบัติธรรม ไม่ได้ตามใจเรา ไม่ได้ตามใจคนอื่น ไม่เอาความคิดความปรุงแต่ง เพราะความคิดความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง
การปฏิบัติธรรมนั้นจึงไม่เป็นการตามใจของตัวเองและไม่ตามใจของผู้อื่น เป็นการพัฒนาเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน มุ่งเป้ามาเอาเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อใจของเราจะได้ไม่มีปริโพธกังวล
เมื่อครั้งพุทธกาลได้เอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ เป็นวันหยุด เพื่อพัฒนาจิตใจ ถือศีลประพฤติปฏิบัติธรรม ทุกคนถือศีลอุโบสถ ถือศีล ๘
วัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ หยุดทำงาน รักษาศีล ๘ รักษาศีลอุโบสถ ปัจจุบันนี้ได้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด เช่นเดียวกัน ยังใช้หลักการเดียวกัน
ในโลกนี้มีประชากรของโลกอยู่แปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่ปัจจุบันนี้มีอยู่ ๑๙๕ ประเทศ หลักการในการดำเนินชีวิตใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด มีหลายชาติมีหลายศาสนา แต่ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ทั้งหมด
ได้แก่ พัฒนาเอไอทางจิตใจ พัฒนาเอไอทางวัตถุ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
การเรียนการศึกษาที่เป็นความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของความสำคัญมากที่สุด
มนุษย์เรามีการเรียนการศึกษาครั้งพุทธกาลนั้นมีอยู่ทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์ ๑๘ ศาสตร์มีอะไรบ้าง ๑๘ ศาสตร์ก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนา ทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอน ในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
ปัจจุบันนี้มีการเรียนการศึกษาหลายร้อยหลายพันศาสตร์ เพื่อพัฒนาต่อยอดยิ่ง ๆ ขึ้นไปทั้งฝ่ายจิตใจและฝ่ายวัตถุ
การเรียนการศึกษาเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การเรียนการศึกษาเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเพื่อจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ กรรมคือการกระทำทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้คือกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เกิดจากรรมเกิดจากการกระทำ
ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เรายังไม่ทำเราป็นเจ้านาย เมื่อเราทำไปแล้วเราเป็นลูกน้องทันที หรือว่าเป็นบ่าวทันที
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ชาติคือความเกิด เราคิดอย่างไร เราพูดอย่างไร กิริยามารยาทอย่างไร อาชีพอย่างไร ผลลัพธ์ก็จะออกมาเช่นนั้น ที่มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ที่มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทุก ๆ คนมีกรรมเป็นที่พึ่งของตน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ปัญญาความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ
เราทุกคนต้องพากันมามุ่งเป้ามายังตัวเรามาที่ตัวเรา มาทำหน้าที่ที่ตัวเรา เพื่อเอาเอไอทางจิตใจ เอไอทางวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ
เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติที่เราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนต้องไม่พึ่งใคร พึ่งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่ของเราเอง มุ่งมาอย่างนี้ที่ตัวเรา
พึ่งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
ความดับทุกข์อยู่ที่เรารู้เราเข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
ด้วยเหตุนี้เราทุกคนต้องพากันมุ่งเป้ามายังที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงมีความประมาทไม่ได้ ให้เราทุกคนเข้าใจว่าความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การทำหน้าที่ของเรานี้มันคือรายรับรายจ่าย เราทุกคนต้องพากันรู้ว่า การประพฤติการปฏิบัติของเรานี้มันคือรายรับรายจ่าย รายรับรายจ่ายของเราต้องสมดุลจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ อริยมรรคได้แก่หนทางเดินของกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ
วิถีชีวิตของเราทุกคนที่เป็นรายรับรายจ่าย ที่เป็นการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้เอไอทางจิตใจเอไอทางวัตถุ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงพากันปฏิบัติธรรมะ
นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ
ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้จะมุ่งเป้ามายังตัวเราว่าเราเกิดมาทำไม เรามาเรียนมาศึกษาทำไม เรามาทำงานทำไม ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นเชิงบวก
อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านให้แง่คิดทางเอไอทางวัตถุ ทางเอไอทางจิตใจ ให้มีความสุขกับการทำงาน ให้มีความสุขกับการทำหน้าที่ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่หน้าที่ อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่ เราต้องมีความสุขกับการทำงาน เราอย่าไปคิดว่า เราเรียนหนังสือก็เพราะความจำเป็น ทำงานก็เพราะความจำเป็น ทำหน้าที่เพราะความจำเป็น
ถ้าเรามีความคิดความเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้ มันเป็นความคิดที่เสียหาย เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ความคิดอย่างนี้มันเป็นบวกเป็นลบ ความคิดอย่างนี้มันคือความไม่สงบ ความคิดอย่างนี้มันเป็นสงคราม สงครามในตัวผู้ไม่รู้เอง สงครามกับคนอื่น สงครามในครอบครัวขยายวงกว้างออกไปยังหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก ความคิดความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นบวกเป็นลบ
ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ต้องอยู่กับหน้าที่ อยู่กับการทำหน้าที่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะอยู่กับความหวัง ถ้าเราอยู่กับควมหวังเราก็ย่อมผิดหวัง เพราะความหวังกับความผิดหวังมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ผู้ที่เป็นคนรวยที่สุดในโลก ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ บุคคลนั้นแหละคือบุคคลที่จนที่สุดในโลกหรือว่าเป็นผู้จนอย่างถาวร ผู้ที่จนที่สุดในโลก จนเพราะไม่มี จนเพราะไม่มีรู้จักพอเช่นเดียวกัน
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าความดับทุกข์นี้อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ ว่าเราทุกคนที่เกิดมา ต้องมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันไม่พอเพียงเพียงพอ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านให้เรารู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่อยาก เราอยากให้น้อยมันก็ไม่น้อย เราต้องรู้ต้องเข้าใจในสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่มันเป็นวงกลมที่หมุนรอบตัวเอง เหมือนโลกหมุนรอบตัวเอง เหมือนดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง
สัญชาตญาณเราต้องรู้เข้าใจ เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม
เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ความรู้ความเข้าใจ เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ เพื่อไม่ให้อดีตกับปัจจุบันที่จะเป็นจิ๊กซอว์ติดต่อต่อเนื่อง
เราต้องรู้สิ่งเก่าและเข้าใจสิ่งใหม่ เราต้องรู้จักภายในรู้จักภายนอก เราจะได้รู้เข้าใจ เราจะได้หยุดสิ่งภายนอกภายในอยู่ที่ปัจจุบัน
ธาตุทั้ง ๔ ได้แก่ดินน้ำลมไฟ ขันธ์ทั้ง ๕ ได้แก่รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ อายตนะทั้ง ๖ ก็ได้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ สิ่งนี้ได้แก่กรรมเก่า ส่วนกรรมใหม่ก็ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์
เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องกรรมเก่า เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องกรรมใหม่ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นโลกธรรมนำทางของเรา โลกธรมนำชีวิตของเรา มันจะเป็นวงกลมที่หมุนรอบตัวของผู้ที่ไม่รู้เอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแก้ปัญหานี้ บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมุ่งเป้ามาที่ตัวของท่านเอง ไม่มุ่งเป้าไปยังคนอื่น
เราทุกคนส่วนใหญ่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ได้มุ่งเป้ามายังตัวเรา มุ่งเป้าไปยังคนอื่น การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนั้นถึงไม่ใช่ความสงบไม่ใช่ความวิเวก
เป็นการหาเรื่องหาราวให้กับตนเอง เป็นการหาเรื่องหาราวให้กับคนอื่นถึงมีคำศัพท์ว่าตัณหา เป็นคนหาเรื่องหาราวให้กับตนเอง หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่น ไม่มีเรื่องก็ไปสร้างเรื่อง ไม่มีปัญหาก็ไปสร้างปัญหา
การประพฤติการปฏิบัติของเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าความดับทุกข์นี้อยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิ เจริญปัญญา การทำงานกับการปฏิบัติธรรมต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
ความดับทุกข์ของความไม่มีทุกข์ถึงอยู่ที่หน้าที่ที่เราทำหน้าที่ ความดับทุกข์ของพระโสดาบันถึงมีความดับทุกข์ได้มากกว่ามหาเศรษฐีที่เป็นสามัญชน เพราะเศรษฐีที่เป็นสามัญชนชีวิตนั้นยังเป็นบวกยังเป็นลบ เป็นชีวิตที่ยังไม่สงบ
นักศึกษาทั้งหลาย ประชาชนทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความดับทุกข์นั้นเป็นพระนิพพานอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่ เป็นความว่างจากสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ธรรมะนั้นจึงได้หยุดความทุกข์ จึงได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ รักความสุขไม่ต้องการความทุกข์มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
คำว่ายินดีนั้นคือความได้ความมีความเป็น เป็นการตัดสิน นี้เป็นขั้วบวกขั้วลบ
นักศึกษาทั้งหลาย ประชาชนทั้งหลาย ต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบมันคือความไม่สงบ มันคือความไม่พอเพียงเพียงพอ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ชีวิตนี้ก็อยู่ด้วยความหวัง อยู่ด้วยความหวังก็ต้องมีความผิดหวัง
มีความหวังว่าวันข้างหน้าเราต้องดีกว่านี้ เราต้องรวยกว่านี้ เราต้องมีชื่อเสียงมีเกียรติยศมีความสะดวกสบายหรูหราฟู่ฟ่า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้ความคิดเห็นผิด ความเข้าใจผิด ทำให้ใจของเราไม่สงบ ใจของเรามันเป็นขั้วบวกใจของเรามันเป็นขั้วลบ ความคิดความเห็นความเข้าใจอย่างนี้ก็เลยพากันอยู่กับความฟุ้งซ่าน อยู่กับความเพ้อฝัน ละเมอ ลม ๆ แล้ง ๆ
ความคิดอย่างนี้ก็เหมือนผู้ซื้อสลากกินแบ่งนี้แหละ ส่วนใหญ่มันจะไม่ได้กินแบ่ง ส่วนใหญ่มันจะกินรวบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกความคิดอย่างนี้ เพราะความคิดอย่างนี้มันไม่มีผลดีอะไรกับเราเลย มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง
ความคิดอย่างนี้มันเป็นความคิดของเปรต มันคิดในสิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ ไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก อยากจะรวย ไม่ต้องการทำงาน นี้มันคือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
นักศึกษาทั้งหลาย ประชาชนทั้งหลายต้องรู้เข้าใจว่าใจของเราไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ ไปปรุงแต่งอย่างนั้นไม่ได้ ทำให้สมองเราเสียหาย เพราะสมองของเราจะเป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา อะดีนาลีนที่เป็นความสุขมันจะไม่มี มันจะทำลายอะดีนาลีนที่เป็นความสุขของเรา
ให้พากันรู้เข้าใจ ว่าเราทำไมไปโง่อย่างนั้นโง่ขนาดนั้น ไปคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราพากันไปมองหาในสิ่งที่ไม่มี ด้วยเหตุผลนี้ มนุษย์เราต้องรู้เข้าใจ จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ จะได้พากันเสียสละความรู้สึกนึกคิดที่เป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้าเช่นนี้
อดีตที่ผ่านมาเราเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้าก็เพียงพอแล้วนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามายกเลิกความเป็นบ้าเป็นคนผีบ้า เราเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้ามาหลายภพหลายชาติแล้วนะ นิยายเก่า ๆ นิยายน้ำเน่าเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมายกเลิก
เรามาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ เรามีความสุขในการทำหน้าที่สุขภาพกายก็ดี สุขภาพใจก็ดี เพราะเป็นการพัฒนาเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ มันมีความสุขมีความดับทุกข์ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานคือความไม่มีทุกข์คือความดับทุกข์ถึงมีอยู่ในหน้าที่ทุกหนทุกแห่งอยู่ที่เราทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค ท่านให้เรารู้เข้าใจ ให้รู้เข้าใจว่า ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมไม่เสวยวิมุติสุขเมื่อตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมต้องทรงตรากตรำทำงานทำหน้าที่ เพราะการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสาร ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ
เป็นปัญญาบริสุทธิคุณไม่ใช่ปัญญาเพื่อตัวเพื่อตน เราพากันเรียนพากันศึกษาไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณไม่ใช่ปัญญาเพื่อตัวตนเพื่อตน เราต้องรู้เข้าใจ ตัวตนนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ ตัวตนนั้นคือความไม่สงบ ตัวตนนั้นคือความไม่เพียงพอพอเพียง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละจะชื่อว่าเป็นความดับไม่เหลือที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณได้อย่างไร เพราะยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ
พระนิพพานคือความดับไม่เหลือนั้นอยู่ที่เหนือความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสงบ เป็นความดับไม่เหลือ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่ดับไม่เหลือแห่งความทุกข์จึงได้เสียสละตั้งแต่วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ใช้เวลาการเสียสละเป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา เพราะการเสียสละนั้นคือความดับไม่เหลือที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ชีวิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นชีวิตที่เสียสละ เป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นชีวิตที่ว้าว ว้าว ว้าว เป็นชีวิตที่เสียสละ เป็นชีวิตสีขาว เป็นชีวิตที่ไม่มีเทาไม่มีดำ เป็นชีวิตที่ไม่มีโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทา เป็นบริสุทธิคุณ เราทุกคนได้ยินชื่อขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นบุญเป็นกุศล ศาสนาทุกศาสนา พระเจ้าของศาสนาก็ไปทางเดียวกันหมด ไม่ใช่เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวนะ เพราะธรรมะเป็นสากล ความทุกข์ก็เป็นสากล เช่นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้ก็เป็นสากล
เราทุกคนต้องพากันเสียสละ อย่าให้สัญชาตญาณที่เป็นตัวตนครอบงำเรา อย่าให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจ สติปัญญาเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่
ความเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์ถึงอยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่ สมณะแปลว่าความสงบ ความสงบนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ถึงเรียกว่าความสงบ ความสงบนั้นต้องเกิดปัญญาสัมมาทิฏฐ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งทีไม่มี
ศาสนาทุกศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการพัฒนาเอไอทางวัตถุพัฒนาเอไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
ศาสนานี้จะไม่แบ่งแยกว่าเราว่าคนอื่น จะไม่มีเรามีเขา จะไม่มีเปรียบเทียบว่าเราดีกว่เขา เรารวยกว่าเขา เรามีเพาเวอร์มากกว่า หรือว่าต่ำต้อยมากกว่าเขา หรือว่าเสอเขา ศาสนานี้จะไม่มีเขาไม่มีเรา ศาสนานี้จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ศาสนานี้จะเป็นความสงบ ศาสนานี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ เสียสละในเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด ศาสนานี้เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ต้องอาศัยใคร อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยการทำหน้าที่
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ ถ้าใครรู้เข้าใจในอริยสัจ ๔ คือรู้วัฏฏสงสารหรือว่ารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขในการทำหน้าที่ ผู้นั้นก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทสิ่งปฏิกูลคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการดับทุกข์อยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะความดับทุกข์อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่การทำหน้าที่ เราจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในพระศาสนาอย่างนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสดงพระธรรมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่าให้หมู่มวลมนุษย์พัฒนาจิตใจพร้อมด้วยวิทยาศาสตร์ ๒ อย่างต้องไปพร้อม ๆ กัน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ให้พัฒนาเอาทางวัตถุเอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้ชีวิตนี้เป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ
แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสบอกสอนเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อให้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะจะได้ลงรายละเอียดทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ไม่มองข้ามปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นมันคือรายรับรายจ่าย
ความดับทุกข์นั้นถึงจะมีอยู่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นคือการปฏิบัติคือการทำหน้าที่ เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจเดินทางไปพร้อม ๆ กันไม่ให้เป็นขั้วบวกขั้วลบจะได้เข้าถึงความสงบความพอเพียงเพียงพอ
ความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะมีการติดต่อต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม อันนี้เรียกว่าผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในอริยสัจ ๔ ไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘
อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านถึงให้ทำหน้าที่ที่เป็นเชิงบวก ทำไร่นาสวนผสม ไม่ให้ปลูกพืชผักผลไม้ที่เป็นเชิงเดี่ยว เพราะปลูกพืชผักผลไม้ที่เป็นเชิงเดี่ยวมันใช้ได้เฉพาะฤดูกาล ปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน ฤดูกาลหนึ่งมัน ๑๒๐ วัน อีก ๒ ฤดูกาล ๒๔๕ วัน ถ้าเราปลูกพืชผักผลไม้เชิงเดียวก็ใช้ได้เฉพาะฤดูกาลเดียว เราว่างงานตกงาน ๒๔๕ วัน นี้คือความไม่สมดุลในหน้าที่
อริยมรรคมีองค์๘ เป็นความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่เพื่อไม่ให้หน้าที่ขาดตกบกพร่อง พระนิพพานถึงมีอยู่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เรามีความสุขในการทำหน้าที่ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพสาวกออกไปเผยแผ่ให้ประชาชนรู้เข้าใจว่าเราต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องในการทำหน้าที่ เพราะความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเราจะไม่ได้พัฒนาทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุอย่างเดียว
เราต้องพัฒนาจิตใจ เน้นมาที่ใจของเรา ต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจของเรานั้นต้องรู้ต้องเข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจ หรือว่าเป็นกรรมกรของใจ ใจของเราต้องรู้เข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องอาศัยกรรมกรที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ต้องเน้นมาที่ใจ ใจที่ยกเลิกสัญชาตญาณมีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะตัวตนเป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ใจของเราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ มันจะเป็นขั้วบวก จะเป็นขั้วลบ จะเป็นความไม่สงบ มันจะเป็นความไม่พอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ใจของเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องมีเป้าหมาย เราต้องรู้เข้าใจว่าพระนิพพานนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ที่กายวาจากิริยามารยาท อยู่ที่อาชีพ อยู่ที่ใจของเราเอง
ใจของเราเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจเค้าต้องไปฝึกที่กายวาจากิริยามารยาทต้องไปปฏิบัติที่อาชีพ
ด้วยเหตุผลนี้ เราผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ใจไม่สงบไม่เป็นใจให้กายของเรามีความสุขกับการทำหน้าที่ ใจของเราไม่สงบไม่เป็นไร ให้กายวาจากิริยามารยาทมันสงบ
การฝึกใจปฏิบัติใจต้องอยู่ที่หน้าที่ ภาชนะที่ใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้อย่างสง่างาม ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราปล่อยให้ใจของเราคิดอะไรตามสัญชาตญาณมันเป็นความเสียหายมาก ๆ เสียหายจริง ๆ
เรามีความโง่ความหลงความไม่เข้าใจ เราคิดว่าใจของเราไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าตรึกนึกคิดอะไร เราตรึกนึกคิดเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูกไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า การปฏิบัติมันเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของคนอื่น คนอื่นไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็รู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเน้นที่ใจ แล้วเราต้องปฏิบัติที่กายนะ ปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนะ เพราะใจมันเป็นนามธรรม ไปเน้นที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อให้หน้าที่นั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์ นักจิตใจ ได้ค้นคว้ามาเป็นหลักการกฎเกณฑ์ว่าการทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงมีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปธรรมนามธรรม หมายถึงทั้งวัตถุและจิตใจถึงจะมีการเปลี่ยนแปลง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่า เราจะไปตรึกนึกคิด เพราะความคิดเราต้องรู้เข้าใจว่า ความคิดนั้นมันเป็นอาหารใจ คนเรานี้มันต้องรู้เข้าใจว่า เราต้องให้อาหารทั้งกายอาหารทั้งใจ
กายก็ต้องได้อาหาร ใจก็ต้องได้อาหาร เพื่อให้เอไอทางร่างกาย เอไอทางจิตใจจะได้อาหารพร้อม ๆ กันไป
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เอาสัญชาตญาณนำชีวิต เค้าเรียกว่าเอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมเกิดความเสียหาย ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้แก่นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมาที่มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม
เช้าวันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา