๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๖ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ เพื่อรับฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ท่านได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่าชีวิตของเรานี้ต้องเอาทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุสงฆ์ทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด

 

พรหมจรรย์นั้นได้แก่ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ วัตถุกับจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม การเวียนว่ายตายเกิดนี้เป็นนามธรรม เป็นเรื่องของใจ การปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ

 

ใจของเราทุกคนนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ หรือว่าเป็นกรรมกรที่รับใช้ของจิตของใจ

 

คำว่าปฏิบัติธรรม ได้แก่เอาธรรมนำชีวิต หยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณ

 

สัญชาตญาณนั้นเป็นอย่างไร สัญชาตญาณนั้นได้แก่ความยึดมั่นถือมั่นว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในว่าเป็นเราว่าเป็นคนอื่น สัญชาตญาณอย่างนี้เรียกว่าอวิชชาเรียกว่าความหลง มีความหลงเป็นพื้นฐาน มีความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นพื้นเป็นฐาน นี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่ทำให้เราทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชี้ให้เราเห็นว่าการประพฤติการปฏิบัติต้องเอาธรรมนำชีวิต

 

ท่านถึงตรัสที่สุด ๒ ทาง บรรพชิตต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วจะแก้ปัญหาไม่ได้ จะเป็นการสร้างปัญหา

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่รู้เหตุรู้ปัจจัย จะไม่ไปตามโซเชียล

 

โซเชียลก็ได้แก่ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้เรียกว่าโซเชียล โซเชียลนี้เปรียบเสมือนน้ำมันไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เราจะหยุดน้ำไม่ให้น้ำมันไหล ต้องอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันนี้มีเพียงวาระเดียว ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ทำหน้าที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด

 

พรหมจรรย์นั้นก็ได้แก่ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ภิกษุทั้งหลายรู้ให้ภิกษุทั้งหลายเข้าใจ ว่าปัจจุบันนั้นคือการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเราทุกท่านทุกคนจะไม่ได้ไปตามกระแส จะไม่ได้ไปตามโซเชียล

 

หน้าที่ของเราทุกคนถึงเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ทุกคนนั้นจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ ต้องให้ความสำคัญในหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

โซเชียลหรือว่าสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนของเราทุกคนมันมาแรงยิ่งกว่าสึนามิ ยากที่ทุกคนจะต้านทานไหวได้ พระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

มรรคผลนิพพานถึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ว่าพระธรรมพระวินัยนี้มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์หาโทษมิได้ หาโทษไม่มี

 

การทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ถึงเรียกว่าพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

อย่างเราทุกคนก็มุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา มีความตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะใดที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำได้แก่ภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

ความรู้ความเข้าใจ ความตั้งใจตั้งเจตนา เป็นสัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ ความรู้ต้องเอามาใช้ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันด้วยความตั้งใจมั่นชอบ ความตั้งใจในหน้าที่ด้วยความตั้งใจมั่นชอบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เอาทางสายกลางทุกคนนั้นก็จะไปไม่ได้ เพราะความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นยังไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นยังเป็นความรู้ความเข้าใจที่เป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก

 

ความสมัครสมานสามัคคีระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน จะแตกแยกแตกความสามัคคีกันนั้นไม่ได้

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะเอาตั้งแต่ทางวัตถุ เอาแต่ทางวิทยาศาสตร์ เอาตั้งแต่ลาภยศสรรเสริญ

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะไปเอาตั้งแต่เรื่องจิตเรื่องใจ จะไปเอาแต่ความว่างจากสิ่งที่ไม่มี จะไปเอาแต่ปล่อยเอาแต่วาง เราประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ ว่าทุกอย่างนั้นเราไปว่าอยู่ที่จิตที่ใจ แต่เวลาทานข้าวทานอาหารเราถึงทานข้าวทานอาหาร ไม่มีใครพูดเลยว่าอยู่ที่จิตที่ใจ ว่าอยู่ที่จิตที่ใจทำไมถึงทานข้าวทานอาหาร

 

ด้วยเหตุผลนี้ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสให้กับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ จงทำหน้าที่ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

การทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจว่าเราทั้งหลายทุกคนนั้นต้องพากันทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทำหน้าที่อยู่ที่ตัวเรา

 

ยกตัวอย่าง อย่างเราพากันนั่งสมาธิ เรานั่งสมาธิก็นั่งให้ตัวตรง ๆ ไม่นั่งตัวโค้งตัวงอ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าให้สบายเพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกให้สบายเพื่อถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เราทำหน้าที่อย่างนี้ ทุกคนก็สงบแล้ว ทำติดต่อต่อเนื่องให้ได้หลาย ๆ นาที ให้ได้เป็นชั่วโมง ๆ

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราทำอย่างนี้ทุกคนก็สงบแล้ว นี้คือการทำหน้าที่ของการทำหน้าที่ เราอย่าไปอยาก อย่าไปต้องการให้มันสงบ เราเพียงแต่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้นเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความสงบและความไม่สงบนั้นคือความปรุงแต่ง

 

การทำหน้าที่ของหน้าที่นั้นก็ย่อมเกิดความสงบในตัวของความสงบเอง สติปัฏฐานทั้ง ๔ กายเวทนาจิตธรรมเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้จะแยกกันไม่ได้

 

ความรู้กับการปฏิบัตินี้จะแยกกันไม่ได้ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด มีความหมายว่าเราทุกคนต้องทำหน้าที่เพราะหน้าที่นั้นเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้จะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่มุ่งเป้ามาที่ปัจจุบัน อยู่ที่ปัจจุบัน สติปัฏฐาน ๔ นั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ให้เราทุกคนหยุดกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ถ้าเราทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การกระทำอย่างนี้ก็จะหยุดกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ ความยกเลิกทุกข์นั้นถึงมีอยู่ที่ปัจจุบัน การที่เราไม่สร้างทุกข์นั้นถึงมีอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่การทำหน้าที่ของหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ ทุกคนมีทุกข์ไม่ได้ถ้ามีสติสัมปชัญญะ กรรมเก่าทำงานไม่ได้ กรรมใหม่ทำงานไม่ได้ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ เรามีสติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

การอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้ปฏฺปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ จึงมุ่งเป้ามาที่ยังปัจจุบัน ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าใครมีสติมีสัมปชัญญะ จะมีใครบ้างมีความทุกข์

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าใครไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ บุคคลนั้นก็ย่อมมีความทุกข์

 

ทางสายเอกที่เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ อาศัยปัจจุบันทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดได้แก่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นความสมัครสมานสามัคคีระหว่างจิตใจกับวัตถุเพื่อเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มรรคผลนิพพานได้เกิดขึ้นที่ปัจจุบันได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง

 

พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ ใครจะอยู่ที่ไหนทำอะไร มรรคผลนิพพานต้องอยู่ในที่นั้น

 

ถ้าที่ไหนเราเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติทำหน้าที่ ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเราว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นจะชื่อว่าความว่างได้อย่างไร ความว่างต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เราเข้าใจเรื่องกรรมเก่าและเรื่องกรรมใหม่ กรรมเก่าก็ได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ กรรมใหม่ก็ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์

 

ท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ นี้คือกรรมเก่า นี้คือกรรมใหม่ ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ กรรมเก่าและกรรมใหม่ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ กรรมเก่าและกรรมใหม่นั้นจะเป็นจิ๊กซอร์ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สติสัมปชัญญะมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตใจจิต รู้ธรรมในธรรม ว่าอันนี้เป็นเพียงกรรมเก่า นี้เป็นเพียงกรรมใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ สติปัฏฐานนั้นจะหยุดสัญชาตญาณทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยที่เป็นความจริงในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยในเรื่องวัฏฏสงสาร ได้แก่ความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อจะหยุดกงกรรมกงเกวียนที่เป็นวงกลมที่หมุนรอบตัวเอง ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง นี้เป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ กายเวทนาจิตธรรม เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสอริยสัจ ๔ ที่เป็นสัจธรรมของความเป็นจริงตามความเป็นจริง เพื่อให้เราทุกคนรู้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพในสภาวธรรมแห่งความเป็นจริงของความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นได้เป็นธรรมชาติของเขาอย่างนั้น เขาจะไม่เป็นอย่างอื่น

 

ธรรมชาติทุกอย่างนี้ได้ทำหน้าที่ของหน้าที่ ไม่มีการหยุดไม่มีการพักผ่อน ไม่มีการพักยก ธรรมชาตินั้นได้ทำหน้าที่ของธรรมชาติ

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะไม่ได้เอาความคิดความเข้าใจของเราเข้าไปคิดเข้าไปปรุงแต่ง

 

การที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ รู้ธรรมชาติของธรรมชาติตามความเป็นจริง ไม่ไปก้าวก่ายธรรมชาติ

 

นี้ถึงเป็นการหยุดสัญชาตของเราทุกคนด้วยความรู้ความเข้าใจ การทำหน้าที่ของเราถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด

 

ความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารที่เป็นพระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทำหน้าที่ ปัญญากับสัมมาทิฏฐิต้องเอามาใช้เอามาทำหน้าที่เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจ ใจเป็นตัวผู้รู้เป็นตัวผู้ที่เข้าใจ

 

การอบรมบ่มอินทรีย์ถึงเป็นการทำหน้าที่ของทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจต้องทำหน้าที่

 

การทำหน้าที่นั้นจึงได้มุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา ถ้าเราไม่ทำหน้าที่นี้เราจะแก้ปัญหาได้ไหม ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ถ้าเราไม่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่เราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่การทำหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่เราจะปัญหาได้อย่างไร

 

อันตรายของเรา เราต้องรู้เราต้องเข้าใจเรื่องการปล่อยวาง การปล่อยวางนั้นไปปล่อยวางธุรกิจหน้าที่การงานนั้นมันเป็นความเสียหาย มันคืออันตราย

 

อย่างน้ำมันไหลแรงไหลเชี่ยวอย่างนี้ เราลอยอยู่ในน้ำ เราปล่อยให้น้ำมันพัดพาเราไหลไป เราก็ย่อมวิ่งตกต่ำออกไปทุกที ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราไปปล่อยวางพระธรรม ปล่อยวางพระวินัย

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจในปัจจุบันอยู่ในหน้าที่ได้ปล่อยจิตใจของเราไปตามสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ใจของเราทุกคนก็ย่อมตกต่ำลงไปทุกที ๆ เหมือนดั่งสายน้ำที่น้ำมันไหลพัดพาเราไป

 

พระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นสิ่งที่ควรจะเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนจะทำให้เราทุกคนปล่อยวางพระธรรมปล่อยวางพระวินัยปล่อยวางหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่ากรรมนั้นคือกรรม กรรมนั้นคือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

เราจะเดินทางไกล ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอาศัยการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

คำว่ายานนั้นก็เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เราจะเดินทางไกลก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางได้ปลอดภัยสวัสดิภาพ

 

พระธรรมพระวินัยนี้คือยานเพื่อจะหยุดสัญชาตญาณ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยในหน้าที่ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่นั่นแหละจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

เราอาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นยานในการเดินทางเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เพราะความดับทุกข์ไม่มีทุกข์มันอยู่ที่เรามีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติมันอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง พระนิพพานนั้นถึงเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานด้วยหน้าที่ของหน้าที่ พระอรหันต์ขีณาสพท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันด้วยหน้าที่ของหน้าที่

 

ที่เรามีความคิดเราสร้างบารมีค่อยเป็นค่อยไป เพราะพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ มันเป็นความคิดที่เรายังไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นความคิดที่มีความหวัง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ถ้ามีความหวังเราก็ต้องมีความผิดหวัง เพราะความหวังกับความผิดหวังมันคือความปรุงแต่ง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเข้าถึงความดับไม่เหลือแห่งการทำหน้าที่ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อความดีมันจะไม่มีความปรุงแต่ง ถ้าทำความดีเพื่อต้องการจะเป็นคนดีนี้คือความปรุงแต่ง

 

ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ ความปรุงแต่งมันคือนักรบ มันคือสงคราม สงครามในตัวของตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัวขยายวงกว้างออกไปสู่ตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวงต่างประเทศ สงครามโลก สงคราคือความไม่สงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เราทำหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันไม่มีพื้นมีฐานเราจะไปเอาพระนิพพานอยู่ที่อนาคต โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นถึงมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

อันตรายของเราอยู่ที่ภพอยู่ที่ชาติ ภพชาตินั้นได้แก่สิ่งเสพติด อดีตสิ่งที่ผ่านมาที่จะเป็นจิ๊กซอว์อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อจะทำให้เราเกิดภพเกิดชาติ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะภพชาตินั้นก็ย่อมมี

 

การเจริญสติปัฏฐานเป็นการยกเลิกภพยกเลิกชาตินะ เป็นการเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจมาทำหน้าที่ด้วยหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องของความเกิด ความเกิดจะหยุดได้เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อต้องการความดีเพื่อจะไปเกิดในที่ที่ดีนี้คือภพนี้คือชาติ

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ เป็นการทำความดีเพื่อความดีนะ ไม่ใช่ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการนะ

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องอาศัยหน้าที่ อาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยในการทำหน้าที่ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้พระอานนท์เข้าใจ หมู่สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใจในการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเพื่อให้รู้เข้าใจว่า พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หน้าที่ของการทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่าพระพุทธเจ้าภายนอกนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ ดับทุกข์ของตัวเราไม่ได้ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมันดับทุกข์ของตัวเราไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ด้วยเหตุผลนี้ถึงต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา

 

การแก้ปัญหานั้นต้องการที่ถูกต้อง ต้องพัฒนาเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ให้ไปพร้อม ๆ กัน มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ของเราในการทำหน้าที่ของหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงตรัสโอวาทสุดท้ายเป็นโอวาทสำคัญที่สุดของความที่สุด ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 120,082