๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๗ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง เข้าใจที่ถูกต้อง จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจท่านก็ทำหน้าที่ทำพุทธกิจของท่าน พระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจท่านก็ทำศาสนกิจของท่าน

 

เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะได้ทำหน้าที่ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

ธรรมจักรนั้นได้แก่ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องทำงานพร้อม ๆ กัน ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ใจของเราเป็นตัวผู้รู้ กายของเราเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ กายของเรานั้นเป็นรูปธรรม ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย ความรู้ต้องเอากายมาประพฤติเอากายมาปฏิบัติ เมื่อเรารู้แล้วไม่เอากายมาประพฤติมาปฏิบัติ ก็จะไม่เป็นทางสายกลาง ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความรู้ถ้าเราไม่เอาความรู้มาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ความรู้นั้นก็เป็นโมฆะ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ทางสายกลางคือทางสายกลาง ไม่ไปทางซ้ายไม่ไปทางขวา เป็นทางสายกลาง

 

ทางสายกลางนี้จะยกเลิกทางซ้ายยกเลิกทางขวา จะเป็นทางสายกลาง สายกลางนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

การเรียนการศึกษานั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การเรียนการศึกษาจากพ่อจากแม่ จากครูบาอาจารย์ จากหนังสือ เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ที่เราไปเรียนหนังสือทั้งในประเทศและต่างประเทศ เสียเงินเสียสตางค์หลายร้อยหลายพันหลายหมื่นหลายแสนหลายล้าน จุดมุ่งหมายได้แก่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

ที่เราเรียนเราศึกษาจากพ่อจากแม่จากครูบาอาจารย์ เพื่อความรู้เพื่อความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจคือความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ยังไม่ใช่ความรู้ยังไม่ใช่ความเข้าใจ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันหลงลืม จะไม่มีการหลงลืม

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราให้เอาปัจจุบันมุ่งเป้ามายังเรามายังปัจจุบัน มีความตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะใดที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำ เป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา

 

ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเดินทางสายกลาง เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ความคิดความเข้าใจอย่างนี้ไม่เป็นขั้วบวก ไม่เป็นขั้วลบ เป็นความสงบที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นทานศีลสมาธิปัญญา จะเป็นศีลสมาธิปัญญา สัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจจะเป็นทานศีลสมาธิปัญญา

 

ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะหยุดสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ที่เราทุกคนได้ถูกครอบงำด้วยสัญชาตญาณ มีความหลงเป็นพื้นฐาน รักความสุขไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นคนอื่น นี้เรียกว่าสัญชาตญาณ

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ยกเลิกสัญชาตญาณให้ทานเสียสละ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้เอามาทำหน้าที่ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลมายกเลิกตัวมายกเลิกตน

 

เราจะเดินทางถ้าเราไม่เดินไปทางสายกลางทุกคนจะเดินทางไปได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไปไม่ได้ เพราะสิ่งนั้นมันไม่มีทาง มันไม่ใช่ทาง ทางซ้ายก็เป็นทางตัน ทางขวาก็เป็นทางตัน ถึงมีศัพท์คำว่าตัณหา หาเรื่องหาราวให้กับตนเอง ไม่มีเรื่องก็ไปหาเรื่อง ไม่มีราวก็ไปหาราว หาเรื่องหาราว

 

เราจะเดินทางไปนิพพานมันไปได้ไหม มันไปไม่ได้ เพราะทางซ้ายทางขวานั้นมันไม่ใช่ทาง

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่างพระเณรชีผู้มาถือศีลปฏิบัติธรรม มีความต้องการที่จะไปพระนิพพานกัน เราพากันมาตรึกในกามพากันมายินดีในรูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญ เราจะพากันไปนิพพานได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไปไม่ได้ เพราะมันไม่มีทางมันไม่ใช่ทาง

 

อย่างเรามาโกรธมาเกลียดมาอิจฉาพยาบาท เราจะไปพระนิพพานได้ไหม คำตอบก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามันไปไม่ได้ เพราะมันไม่มีทางมันไม่ใช่ทาง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิกตัวตน เพราะเหตุผลว่าเรามีตัวมีตน ถ้ามีตัวมีตนพระนิพพานมันก็ไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจว่า ปัจจุบันนั่นแหละมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าตำแหน่งนั้นมีตัวมีตน พระนิพพานก็ย่อมไม่มี ถ้ามีพระนิพพานตัวตนก็ย่อมไม่มี จะมี ๒ อย่างพร้อม ๆ กันไม่ได้ เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว อย่างเราพากันตรึกนึกคิดในกาม พระนิพพานก็ย่อมไม่มี อย่างเราไปตรึกในพยาบาท พระนิพพานก็ย่อมไม่มี พระนิพพานนั้นไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ พระนิพพานนั้นคือความสงบ ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ พระนิพพานถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจที่ผู้ที่ยังเป็นเสขะบุคคลจะต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อความดีและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คำว่าสายน้ำหมายถึงสายน้ำที่ไหลเป็นสายน้ำ ไม่ขาดขั้นขาดตอน จากลำห้วยสู่แม่น้ำสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไหลติดต่อต่อเนื่องอย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ

 

คำว่าน้ำหยดหมายถึงน้ำหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน อย่างเรียกว่าน้ำหยด ไม่ใช่สายน้ำ

 

พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติที่อบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

มีคำถามว่าประพฤติปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ ความทุกข์ความเครียดย่อมไม่มี ความทุกข์ความเครียดนั้นจะไม่มีอยู่ในสติในสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นจะไม่มี จะเป็นความดับทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความดับทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา ที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะนี้คือทางสายกลาง ธรรมจักรเป็นเครื่องจักร เครื่องจักรที่เป็นวงกลม เป็นวงล้อที่แหลมคม จะตัดภพตัดชาติจะตัดธาตุตัดขันธ์ตัดอายตนะภายนอกภายใน จะตัดเรื่องอดีต จะตัดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

เรามาบวชมาปฏิบัติ เราไม่เอาพระธรรมไม่เอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ไหม คำตอบก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้วว่า ไม่ได้

 

การตรึกในกาม การตรึกในพยาบาท เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ประพฤติไม่ได้ เป็นอกรณียกิจเป็นกิจที่ไม่ควรทำ

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนจะหยุดได้จะยกเลิกได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ในพระธรรมอยู่ในพระวินัยอยู่ในหน้าที่ เป็นอันว่าเราจะไปยกเลิกพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา มุ่งเป้ามาที่ใจเรา ที่ความตั้งใจตั้งเจตนา การประพฤติการปฏิบัตินั้นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจะไปทางซ้ายนั้นไม่ได้เพราะไม่ใช่ทาง เราจะไปทางขวานั้นไม่ได้เพราะไม่ใช่ทางไม่มีทาง เราจะทำผิดพระธรรมพระวินัยนั้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรม

 

วัฏฏสงสารนั้นจะหยุดได้ จะยกเลิกได้ก็ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์สาวกรู้ สงฆ์สาวกเข้าใจ เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเพื่อให้สงฆ์สาวกรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้ได้แก่พระนิพพาน ถ้าเราไม่มีพระธรรมพระวินัย พระนิพพานจะมีได้อย่างไร เพราะพระนิพพานนั้นคือพระธรรมคือพระวินัย

 

ท่านถึงอธิบายให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระอานนท์กับสาวกให้รู้ให้เข้าใจว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

ถ้าเราทิ้งพระธรรมทิ้งพระวินัยเราก็จะเป็นผู้ที่ทิ้งมรรคผลทิ้งพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่า พระธรรมพระวินัยนั้นคือมรรคือผลคือพระนิพพาน

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ เราจะเดินทางเราต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างดี อาศัยเทคโนโลยีทางรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี เทคโนโลยีอย่างดี ทางทะเลก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่ เพราะทะเลมหาสมุทรมันกว้างใหญ่ไพศาลต้องอาศัยเทคโนโลยีอย่างดีถึงจะเดินทางไปได้อย่างสวัสดิภาพและปลอดภัยในการเดินทาง

 

พระธรรมพระวินัยนั้นคือยาน พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ ผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ลงใจให้พระธรรมให้พระวินัย มีความเคารพในพระธรรมพระวินัย ความเคารพนั้นคือความสงบ ถ้าใครมีความเคารพผู้นั้นมีความสงบ เราไม่มีความเคารพ ความสงบของเราจะมีได้อย่างไร ความไม่เคารพนั้นคือความฟุ้งซ่าน ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีความเคารพมันก็สงบ ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีตัวมีตนเราก็ฟุ้งซ่าน เพราะตัวตนคือความฟุ้งซ่าน ตัวตนคือความไม่เคารพ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าใครไม่เอาพระธรรมพระวินัยไม่เอาข้อวัตร ผู้นั้นจะไปสู่มรรคผลนิพพานได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่า ไม่ได้ เพราะพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรนั้นคือมรรคผลคือนิพพาน

 

อย่างเราถือความสมัครสมานสามัคคีกัน เราไม่สมัครสมานสามัคคีกันเราจะไปมรรคผลนิพพานได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันมีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว พระธรรมพระวินัยคือความสมัครสมานสามัคคี

 

ดอกไม้อยู่ที่ต้นไม้ที่มีความสวยงาม มีกลิ่นหอม ดอกไม้นั้นจะสวยงามก็ต้องเอามาร้อยเป็นพวงมาลา

 

ความสมัครสมานสามัคคี ความพร้อมเพรียง นี้จะยกเลิกสัญชาตญาณ พระธรรมพระวินัยนี้คือเหตุคือปัจจัยให้ทุกคนยกเลิกสัญชาตญาณ ถ้าเราไปทิ้งพระธรรมพระวินัยแล้วเราจะยกเลิกสัญชาตญาณได้อย่างไร

 

เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่ยกเลิกสัญชาตญาณ เราจะมีพระนิพพานมั๊ย คำตอบก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามันไม่มีพระนิพพาน เพราะมันมีสัญชาตญาณ ข้อวัตรกิจวัตรพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั่นแหละคือเหตุคือปัจจัยที่จะยกเลิกสัญชาตญาณยกเลิกนิติบุคคลตัวตน

 

พระธรรมพระวินัยถึงเป็นหน้าที่ของหน้าที่ มีสติมีสัมปชัญญะในการทำหน้าที่ คำว่าสุปฏิปันโนคือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ควรทำ

 

อย่าเราตรึกในกามตรึกในพยาบาทนี้เราจะเป็นสุปฏิปันโนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ไหม คำตอบก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้วว่า ไม่ได้ หน้าที่คือหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เราก็ไม่ใช่สุปฏิปันโน แม้เราจะมีเหตุผลมากมายใด ๆ ทั้งสิ้นก็ย่อมเป็นขั้วบวกขั้วลบ ก็ย่อมเป็นความไม่สงบ ก็ยังเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนอยู่ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องยกเลิกด้วยพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร

 

ที่อยู่ที่อาศัยเช่นบ้านพัก หรือว่ากุฏิวิหาร ห้องน้ำห้องสุขานี้สกปรก นิพพานจะเกิดได้ไหม นิพพานนั้นเกิดไม่ได้ สิ่งภายนอกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสกปรกมันแสดงออกมาจากใจ มันถึงมาที่วาจามาที่กิริยามารยาทมาที่อาชีพ มันสกปรกมาจากภายใน

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ต้องสะอาดทั้งภายนอกภายใน สะอาดทั้งกายวาจากิริยามารยาทสะอาดทั้งอาชีพ

 

เรานั่งสมาธิก็นั่งตัวโค้งตัวงอ คอพับคองอ เราจะเป็นสุปฏิปันโนมั๊ย คำตอบนั้นก็อยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ใช่สุปฏิปันโน นั่งตัวโค้งตัวงอ โยกไปโยกมาอย่างนี้ไม่ใช่สุปฏิปันโนนะ เพราะกายมันแสดงออกแล้ว นั่งตัวโค้งตัวงอนั่งคอตก ไม่ออกบิณฑบาต สุขภาพก็แข็งแรง นี้จะเป็นสุปฏิปันโนได้ไหม ไม่ได้ เพราะสิ่งภายนอกมันแสดงออก นี้คือผู้ที่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่สุปฏิปันโน ไม่ทำข้อวัตรกิจวัตร ไม่ทำวัตรสวดมนต์ นี้เป็นสุปฏิปันโนได้ไหม ไม่ได้ เพราะคำตอบก็อยู่ในตัวอยู่แล้ว เราทุกคนมีตาก็เห็นอยู่ ว่าไม่ใช่สุปฏิปันโน

 

ทางวัดเค้าให้มีกติกาให้นอนจำวัด ๓ ทุ่ม ๓ ทุ่มก็ยังไม่นอนนี้เป็นสุปฏิปันโนได้ไหม ไม่ได้ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีกติกาให้ตื่นนอนเพื่อทำข้อวัตรกิจวัตร ตี ๓ ตื่นนอนจากจำวัด ไม่มาทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธินี้เป็นสุปฏิปันโนได้ไหม นี้ไม่ได้ เพราะเราก็เห็นอยู่ด้วยตาอยู่แล้ว จะไปพูดว่าไม่เป็นไรทุกอย่างอยู่ที่ใจ ทำไมว่าอยู่ที่ใจทำไมถึงทานอาหารอยู่ ทำไมถึงฉันภัตตาหารอยู่ ทำไมมันไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ อันนี้เป็นผู้ที่โอ้อวด ยกหูชูงวงอยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือพระธรรมอยู่เหนือพระวินัย 

 

บุคคลเช่นนั้นยังไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ปล่อยให้โลกธรรมที่เป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลครอบงำใจครอบงำสติครอบงำปัญญา

 

ไม่มีอันตรายใด ๆ ที่จะยิ่งกว่าสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่ทุกคนพากันนั่งอยู่ในความประมาท

 

กามคือความสุข กามนั้นคือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนที่มันเป็นกาม เราต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเพื่อทำหน้าที่

 

สติปัฏฐาน ๔ ที่เราทุกคนต้องมีสติปัฏฐานทั้ง ๔ สติปัฏฐานทั้ง ๔ ต้องตั้งอยู่ในความรู้ความเข้าใจ ต้องตั้งอยู่ในพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่ ที่ไหนมีสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

เราใช้มือถือเรามีโทรศัพท์มือถือ เราอยู่กับความหลงอยู่กับความฟุ้งซ่าน พระนิพพานนั้นจะมีมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว พระนิพพานนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ พระนิพพานนั้นคือสติคือสัมปชัญญะ โทรศัพท์มือถือนั้นที่กำลังเป็นโซเชียล ที่กำลังเป็นกรรมที่กำลังมาแรง เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เป็นแรงเหวี่ยงที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติ ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคนต้องมาเจริญสติปัฏฐานต้องมาเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อทำหน้าที่ให้ปฏิทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทต้องรู้เข้าใจ ผู้มาประพฤติผู้มาปฏิบัติธรรมต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่สมควรที่จะมาบวช เรามาบวชแล้วก็สมควรที่จะต้องลาสิกขาไป เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรมได้

 

การที่เราไม่เอื้อเฟื้อในพระธรรมเอาพระวินัย ไม่เคารพในพระธรรมพระวินัยนั้นถึงไม่ใช่สุปฏิปันโน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ส่วนใหญ่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ ส่วนใหญ่ก็เป็นสามัญชน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มุ่งเป้ามายังตัวเรา ให้ตัวของเรามันสงบ ให้ตัวของเราเย็นด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัย อาศัยการเจริญสติปัฏฐาน การเจริญสติปัฏฐานนั้นต้องอาศัยเวลาติดต่อต่อเนื่องหลายอาทิตย์หลายเดือนหลายปี

 

การปฏิบัตินั้นเน้นที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน

 

ปัจจุบันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ให้ถึงพร้อมด้วยความตั้งอกตั้งใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท อย่าให้สัญชาตญาณที่เป็นภพเป็นชาติเป็นอายตนะครอบงำจิตใจสติปัญญา

 

ให้เอาปัจจุบันเป็นไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ หลวงปู่ชา สุภัทโท ได้ตรัสกับพระภิกษุสามเณรว่าท่านมุ่งเป้ามาที่ตัวของท่านเองร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกสอนคนอื่นนั้นเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การปฏิบัตินั้นคือการมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเรามองคนอื่นก็มองเพื่อจะเป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่เสียสละ ไม่ใช่เพื่อจะเอาไปเปรียบเทียบ เอาไปตัดสิน

 

ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญของเราทุกคน เรามาบวชเก่าบวชใหม่ไม่สำคัญ สำคัญที่ปัจจุบัน สำคัญที่หน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสรุปใจความของพระธรรมพระวินัยด้วยความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยคือหน้าที่ มรรคผลนิพพานคือหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

อย่าไปมีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด ว่าการบำเพ็ญบารมีค่อยเป็นค่อยไป เพราะพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะเรายังไม่ได้เข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณพร้อมกับการทำหน้าที่พร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

พื้นฐานในปัจจุบันนั้นไม่มี เราไม่มีสติปัฏฐานในปัจจุบัน พระนิพพานนั้นจะมีได้อย่างไร เพราะไม่มีพื้นไม่มีฐาน

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าถึงตรัสปัจฉิมโอวาทพระธรรมพระวินัยที่สำคัญต้องตั้งอยู่ในความประมาท พระธรรมพระวินัยเราไม่ต้องไปมีความปรุงแต่ง ไม่ต้องคิดจะเพิ่มคิดที่จะตัด เพราะพระธรรมพระวินัยนี้อยู่นอกเหนือความปรุงแต่งของเรา ถ้าเรามีความปรุงแต่งมันก็เป็นขั้วบวกขั้วลบ พระนิพพานจะมีจากไหนเล่า

 

ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 120,082