๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๐ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
ให้ทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปตัวโค้งตัวงอ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ทุกท่านทุกคนนั้นมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ปัจจุบันจึงเป็นวาระสำคัญ
ชาตินั้นได้แก่ความเกิด สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง พร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติให้ถูกต้อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ วัตถุกับจิตใจนั้นต้องไปพร้อม ๆ กัน
วัฏฏสงสารนั้นย่อมเป็นวัฏฏสงสาร นิพพานนั้นย่อมเป็นนิพพาน ถ้ามีวัฏฏสงสารแล้วก็จะไม่มีนิพพาน ถ้ามีนิพพานแล้วจะไม่มีวัฏฏสงสาร เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันได้แก่ปัจจุบัน อดีตได้แก่อดีต อนาคตก็ได้แก่อนาคต อดีตเป็นสิ่งที่เกษียณไปแล้ว ให้เราเข้าใจว่าอดีตเป็นสิ่งที่เกษียณไปแล้ว อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเราก็ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามาที่ปัจจุบัน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นคนอื่น รักความสุขไม่ต้องการความทุกข์มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต
ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องว่าวัฏฏสงสารเป็นสิ่งที่ไม่จบ เป็นวงกลมที่หมุนรอบตัวเอง เกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นวงกลม เป็น cycle of life
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าวัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จบ เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเองของอวิชชาของความหลง ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ควาเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง มีความรู้มีความเข้าใจ มีสติมีสัมปชัญญะ สติคือความสงบ สัมปชัญญะนั้นคือตัวปัญญา ปัญญาที่รู้ที่เข้าใจเรื่องวัฏฏสงสาร ปัญญานั้นที่รู้ที่เข้าใจเรื่องของพระนิพพาน พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน วักฏสงสารนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนันมีเพียง ๑ เดียว ถ้ามีวัฏฏสงสารแล้วก็จะไม่มีพระนิพพาน ถ้ามีพระนิพพานแล้วก็จะไม่มีวัฏฏสงสาร
พระนิพพานนั้นจึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นจึงมีอยู่เฉพาะเจาะจงอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่
ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ท่านถึงตรัสเรื่องทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ จะเอาทางวัตถุอย่างเดียวนั้นก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ทางมันไม่มีทาง เราจะเอาทางจิตใจอย่างเดียวนั้นก็ไม่ได้เพราะมันไม่มีทางไม่ใช่ทาง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เมื่อเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนก็ประพฤติก็ปฏิบัติไม่ได้ พระวินัยคือเป็นหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้นั้นก็ย่อมเป็นขั้วบวกก็ย่อมเป็นขั้วลบ ก็ย่อมเป็นความไม่สงบ ก็ย่อมเป็นสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามระหว่างครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปยังหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดปริมณฑลเมืองกรุงเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามคือความไม่สงบ สงครามนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ
การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ถึงไปพร้อมกันที่เรียกว่าธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นถึงได้แก่พระนิพพาน รัฐธรรมนูญนั้นถึงได้แก่พระนิพพาน เราทุกคนจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราที่เข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่ที่นอกตัวนอกตน พระนิพพานนั้นจึงหยุดขั้วบวกขั้วลบ พระนิพพานนั้นถึงเป็นความสงบอยู่ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
พระนิพพานนั้นถึงอยู่ทุกหนทุกแห่งอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงมีทุกข์กาลทุกเวลาทุกสถานที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้รู้ให้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ก็ต้องหยุดเหตุหยุดปัจจัย
ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ถึงต้องเดินทางควบคู่กันอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเราจะได้ก้าวไปทั้งทางวัตถุและทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีเลือกกาลเลือกเวลาเลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบันทุกกาลทุกเวลาทุกสถานที่อยู่ที่ปัจจุบัน มุ่งเป้ามายังตัวเราด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะเหตุผลว่าความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
มีคำถามว่าประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เช่นนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ
คำตอบก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเครียด
ความรู้ความเข้าใจที่มีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติสุขเอกัคคตามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานด้วยการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นความเครียดนั้นจะไม่มี เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่ไหนมีสติที่ไหนมีสัมปชัญญะที่นั้นจะไม่มีความเครียด ที่นั้นจะไม่มีความทุกข์ ความทุกข์นั้นจะไม่มีอยู่ในสติสัมปชัญญะ ความเครียดนั้นจะไม่มีอยู่ในสติสัมปชัญญะ เพราะการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นี้มันจะเป็นหน้าที่จะหยุดอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน เพราะปัจจุบันนี้มีสติมีแต่สัมปชัญญะ ความทุกข์นั้นจะไม่มีความเครียดนั้นจะไม่มี สติสัมปชัญญะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่จะเป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ จะเป็นการรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสภาวธรรมที่ไม่มีอะไรเข้าไปปรุงแต่งได้ เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความปรุงแต่งนั้นก็ย่อมไม่มี ความดับทุกข์หรือยกเลิกความทุกข์นั้นถึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่เราทุกคนทำหน้าที่อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ
ความรู้ความเข้าใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานถึงอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันเพราะพระนิพพานนั้นได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะ
ความรู้ความเข้าใจนั้นคือความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ความรู้จริง
ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานจึงอยู่ที่ทุกหนทุกแห่ง พระนิพพานนั้นเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ พระนิพพานนั้นไม่ใช่ความว่างจากสิ่งที่ไม่มี รูปก็มีอยู่อย่างนี้ เสียงก็มีอยู่อย่างนี้ กลิ่นก็มีอยู่อย่างนี้ รสก็มีอยู่อย่างนี้ โผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริญ มีลาภเสื่อมลาภก็เป็นสิ่งที่มีอยู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้ามันว่างจากสิ่งที่ไม่มีมันจะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายแล้วย่อมไม่มีประโยชน์ ผู้ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจ เราจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องกรรมเก่าและให้เข้าใจเรื่องกรรมใหม่ กรรมเก่าได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นั้นคือกรรมเก่า กรรมใหม่ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องกรรมเก่ากรรมใหม่ เพื่อเราจะได้ยกเลิกกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ ให้เรารู้เข้าใจเราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ กรรมเก่าและกรรมใหม่ก็จะหยุดลงได้ที่ปัจจุบัน หยุดได้ที่เราทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นความรู้ความเข้าใจจริงในสรรพสิ่งทั้งหลาย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามาที่หน้าที่มายังตัวเราที่ตัวเราเพื่อให้เอาทางสายกลาง ทางสายกลางก็คือปัจจุบันนั่นแหละอยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนั้นเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทั้งหลายรู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะเหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทุกคนต้องรู้เข้าใจต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเราที่เราทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างด้วยรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ทุกคนนั้นมุ่งเป้ามายังตัวเรา
ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนตั้งอยู่ในฐานะแห่งความประมาทนั้นไม่ได้ ต้องมีสติมีสัมปชัญญะตั้งอยู่ในฐานะแห่งความประมาทนั้นไม่ได้ ความประมาทกับความไม่เคารพนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามีความประมาทเราก็ไม่มีความเคารพ ถ้าเราไม่มีความเคารพเราก็เป็นผู้ที่ประมาท
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท มุ่งเป้ามายังตัวเรา ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท การปฏิบัติของเราถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่คือหน้าที่ ต้องไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ความรู้ความเข้าใจเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเราต้องเอามาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นี้คือพนักงาน พนักงานต้องทำงานต้องทำหน้าที่ การทำหน้าที่นั้นมันคือรายรับรายจ่าย ความสมดุลระหว่างรายรับรายจ่าย
เรามีครอบครัวมีอยู่ ๑๐ คน แต่เราทำงานเพียง ๒ คนนั้นเราจะพออยู่พอกินมั๊ย
มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว ย่อมไม่พออยู่พอกิน
การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันเราถึงเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเราทุกคนต้องเป็นผู้ที่ฉลาดและเป็นผู้ที่ทำงาน ถ้าเราเป็นคนเก่งคนฉลาดเราไม่ทำงานก็ย่อมเกิดความเสียหาย เพราะมีแต่ความรู้ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติไม่มีการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เป็นคนเก่งเป็นคนฉลาดก็ต้องเป็นผู้ที่ทำงาน ไปพร้อม ๆ กัน
คนเก่งคนฉลาดกับคนทำงานนี้ก็ต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะอันนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเป็นคนเก่งและเป็นคนทำงาน
มีคำถามว่าทำอย่างนี้เป็นมันจะไม่มีความทุกข์เหรอมันจะไม่มีความเครียดเหรอ
ทำอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด ทำอย่างนี้แหละจะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่
ความเก่งความฉลาดนั้นจะไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ความเก่งความฉลาดนั้นจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราเอาความเก่งความฉลาดมาเป็นตัวเป็นตนผู้ที่เป็นคนเก่งคนฉลาดก็ย่อมทำร้ายทำลายผู้ที่เก่งผู้ที่ฉลาดเอง
เราจะเป็นคนเก่งคนฉลาดได้อย่างไร พัฒนาประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่เพื่อทำร้ายทำลายตัวเอง เพื่อฆ่าตัวเอง ตัวไม่รู้ไม่เข้าใจนั่นแหละเป็นการฆ่าตัวเอง ผู้มีปัญญาก็ไม่ใช่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรมเพราะกรรมนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เพราะกรรมนั้นเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
เราเป็นคนเก่งคนฉลาดก็ต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องเคารพ ความเคารพนั้นคือการเสียสละตัวเสียสละตน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ต้องการที่จะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีนั่นแหละคือผู้ที่กำลังทำร้ายทำลายตัวเอง อย่างเราเรียนหนังสือเพื่อตัวเพื่อตน อย่างเราทำงานเพื่อตัวเพื่อตน เรารับราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชเพื่อตัวเพื่อตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าให้เราเป็นคนเก่งคนฉลาดพร้อมทั้งการยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้ามีตัวมีตนแล้วมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ทวีคูณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะแสวงหาความทุกข์ให้ตัวเองนั้นไม่ได้ ความทุกข์เก่าก็มีมากอยู่แล้ว ความทุกข์เก่าก็ย่อมเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เราจะยังไปสร้างความทุกข์ใหม่ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะยังไปเรียนเพื่อตัวเพื่อตน ไปทำงานเพื่อตัวเพื่อตน ไปทำงานเพื่อตัวเพื่อตน ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราอยู่ที่บ้านที่ครอบครัวที่สังคม มันไม่มีความสงบ ไม่มีความวิเวก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในสิ่งที่มีอยู่เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งที่มีอยู่นั้นก็จะมีเพียงเก้อ ๆ ของสิ่งที่มีอยู่
ความสงบจึงได้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่
อย่างเช่นเราต้องการความสุขไม่ต้องการความทุกข์ นี้คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไม่ต้องการความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าความทุกข์กับความสุขมันคืออันเดียวกัน เราต้องรู้จักความทุกข์กับความสุข ๒ อย่างมันคืออันเดียวกัน เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่
เราไม่รู้ไม่เข้าใจในอริยสัจ ๔ เราก็จะพากันไปแสวงหาสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่อย่างนี้แหละ สุขทุกข์นินทาสรรเสริญ แก่เจ็บตายพลัดพรากมันเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราจะไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าไม่มีทางไม่ใช่ทาง สิ่งเหล่านี้แหละถึงมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าโซเชียล ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีนินทาสรรเสริญ มันเป็นโซเชียลเป็นกระแสอย่างนี้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันเราทุกคนถึงประมาทไม่ได้
ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ปัญญานั้นเป็นนามธรรม ถ้าเราไม่เอาปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติใจการทำหน้าที่ของใจ เพราะตัวที่เวียนว่ายตายเกิดจริง ๆ มันเป็นวัฏฏสงสารมันอยู่ที่ใจ
การปฏิบัติใจนั้นต้องมุ่งเป้ามาที่กายวาจากิริยามารยาทมาที่อาชีพ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการปฏิบัติใจนั้นคือการปฏิบัติกาย การปฏิบัติใจนั้นคือปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ เพราะใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ใจนั้นคือเจ้านาย กายนั้นคือลูกน้อง คือบ่าว คือผู้ที่รับใช้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นหน้าที่อยู่ที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทเน้นที่อาชีพ ให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพทำหน้าที่เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนก็ย่อมไม่อยากทำงานไม่อยากทำหน้าที่ การหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นถึงเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ความเก่งจากการทำงานนี้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นกระแสดั่งสายน้ำ น้ำมันไหลสู่ลำห้วยสู่แม่น้ำสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไหลติดต่อต่อเนื่องอย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดได้แก่มันหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน อันนี้ไม่เรียกว่ากระแสน้ำ เรียกว่าน้ำหยด
การประพฤติการปฏิบัติที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจจริง ไม่ใช่เกิดจากความจำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นดั่งกระแสน้ำ สัญชาตญาณที่เป็นพระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจที่เป็นหน้าที่ของหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ว่าเราต้องเอาธรรมรัฐธรรมนูญ รู้เข้าใจมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะนี้คือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่หน้าที่
เราทุกคนจะเป็นนักบวช จะเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองพ่อค้าประชาชนก็ต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนที่เป็นวัฏฏสงสาร ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการทำหน้าที่
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่มุ่งเป้ามายังเรื่องจิตเรื่องใจเรื่องทำหน้าที่ ไม่ใช่วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดที่จะไปท่องเที่ยว เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราพากันเป็นนักท่องเที่ยวเป็นนักทัศนาจรท่องเที่ยวในวัฏฏสงสาร เพลิดเพลินในวัฏฏสงสาร
เราทุกคนเกิดมาไม่รู้ไม่เข้าใจ พากันเป็นนักท่องเที่ยวเป็นนักทัศนาจร เพลิดเพลินในอวิชชาความหลงที่หมุนรอบตัวเองที่เป็นวงกลม เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเอง
ที่มีคำถามว่าเราปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่มีคำว่าหยุดจะไม่มีคำว่าไป อันนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เราพากันคิดดี ๆ ด้วยปัญญาว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำไมทำพุทธกิจตั้งแต่ตรัสรู้จนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านทำไมไม่เสวยวิมุติสุขด้วยการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา
ความรู้ความเข้าใจได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นความดับไม่เหลือซึ่งขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ เพราะพระนิพพานนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ พระนิพพานนั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่การทำหน้าที่
ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ เพื่อเราจะได้มุ่งเป้าด้วยความรู้ความเข้าใจมายังที่ตัวเราที่ทำหน้าที่ ผู้ที่รู้เข้าใจย่อมไม่มีคำถามว่าเมื่อไหร่จะได้หยุด ความคิดว่าจะได้หยุดหรือว่าจะได้ไปนี้ยังเป็นความรู้ที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้ยังไม่ใช่ความสงบ ทุก ๆ คนมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา การปฏิบัติการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ถึงไม่มีคำว่าหยุดและไป เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่การทำหน้าที่
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีอยู่ โซเชียลต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าเรารู้เข้าใจ เราหยุดโซเชียลนั้นด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่า พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกสัญชาตญาณ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้ไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องพากันรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัยคือการทำหน้าที่ ที่ไหนรู้เข้าใจทำหน้าที่ ที่นั่นจะมีมรรคผลพระนิพพาน
ความเคารพในการทำหน้าที่ไม่มองข้ามปัจจุบันในหน้าที่นี้คือความไม่ประมาท
ด้วยเหตุผลนี้ต้องไม่มองข้ามหน้าที่ไม่มองข้ามปัจจุบัน มีความเคารพในหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อทำกิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจกิจที่ไม่ควรทำ
ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา