๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อบำเพ็ญทานศีลสมาธิภาวนา เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ความดีและปัญญาให้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้รู้เพื่อให้เข้าใจในทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

เราทุกคนต้องเอาทางสายกลางนำชีวิต เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เอาความสงบและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เอาความรู้คู่กับการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ นั้นมันคือความไม่สงบ

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ที่ทำหน้าที่

 

ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ความรู้นั้นคือปัญญา ปัญญาที่รู้ที่เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เหตุปัจจัยนั้นเป็นความเกิด การหยุดเหตุหยุดปัจจัยนั้นคือการหยุดของความเกิด ปัญญาเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ปัญญาก็ต้องเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่า วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว หรือว่ามีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรายกเลิกก็คือความยกเลิก ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเราปฏิบัติก็คือการปฏิบัติ ไม่เป็นไปอย่างอื่น

 

เพราะเหตุผลว่า ปัญญากับการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นอย่างเดียวกัน เราจึงเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ กรรมนั้นได้แก่กรรม งานนั้นได้แก่งาน หน้าที่นั้นได้แก่หน้าที่ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ

 

เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยการทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงบริสุทธิคุณ เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

การทำงานการทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจถึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสงบเป็นความดับไม่เหลืออยู่ในตัวของผู้รู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติเองอยู่ในตัว

 

ความรู้ความเข้าใจว่าพระนิพพานอยู่ที่การทำงาน อยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานต้องอยู่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่

 

งานที่เราทำนั้นต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน การทำงานการทำหน้าที่ต้องไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราพากันทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่าไปหวังอะไรตอบแทน เพราะความหวังนั้นคือความไม่สงบ ถ้าเรามีความหวังเราก็ต้องผิดหวัง ความหวังกับความผิดหวัง ๒ อย่างนี้มันคืออย่างเดียวกัน มันคือขั้วบวกมันคือขั้วลบ มันคือความไม่สงบ

 

มีคำถามว่า เมื่อไม่มีความหวัง ไม่มีความต้องการ เราจะไปทำมันไปทำไม เพราะไม่มีความหวังไม่มีความต้องการ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้เราเข้าใจ ทางสายกลางเป็นความดับทุกข์ เป็นความไม่มีทุกข์ เป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์

 

เป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราไม่หวังเราไม่ต้องการ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะเป็นความสงบ เป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือหน้าที่ เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยเกิดจากหน้าที่ พระธรรมพระวินัยนั้นให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ถ้าเรามีความหวังมีความต้องการ ก็เท่ากับเราเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม ก็เป็นอันว่าเราเดินไปไม่ได้นะ เพราะเราเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมคือการเดินไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ ความหวังนั่นแหละคือความผิดหวัง

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์มีอยู่กับเราทุกคนอยู่แล้วอยู่ที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถ้าเรามีปัญญากับการปฏิบัติอยู่กับหน้าที่ เราทำความดีเพื่อความดี ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราจะไปเอาอะไรอีก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้มีปิติสุขเอกัคคตาสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เพราะความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์มันอยู่ที่นี่อยู่ที่ปัจจุบันนี้ อยู่ที่ทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา

 

ความเสียหายที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจนี้เป็นความเสียหายมาก นี้เป็นความเสียหายเท่ากับการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่

 

เราคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมท่านตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วท่านทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่ไม่กี่สัปดาห์ท่านก็ออกเผยแผ่พระศาสนา ท่านทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขให้มากกว่านี้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ วิมุตติสุขนั้นคือหน้าที่ในการทำหน้าที่ วิมุตติสุขคือดับไม่เหลือแห่งความเป็นนิติบุคคลตัวตน

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้เข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ แต่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

การยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ไม่หวังอะไรตอบแทน พุทธกิจนั้นคือการเสียสละ การเสียสละนั่นแหละเป็นวิมุตติสุข นั่นแหละคือดับไม่เหลือแห่งภพชาติ ด้วยเหตุนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ

 

อย่างเราทุกคนทำหน้าที่ก็เพื่อหน้าที่ไม่ต้องการอะไร ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นการใช้ธาตุใช้ขันธ์ใช้อายตนะเพื่อมาเสียสละเพื่อมาทำหน้าที่

 

เราทุกคนไม่เสียสละ การไม่เสียสละนั้นมันก็เป็นขั้วบวก มันก็เป็นขั้วลบ มันคือการเดินไปข้างหน้าก็ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม มันไปไหนไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจแล้วพากันมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะความดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าอยู่ที่พระพุทธเจ้า เพราะความดับทุกข์ของพระอรหันต์อยู่ที่พระอรหันต์ นั้นไม่ใช่เรา

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ไม่ให้ใครตั้งอยู่ในความประมาท

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อความร่ำรวยมั่งมีศรีสุข ถ้าปฏิบัติเพื่อความร่ำรวยมั่งมีศรีสุขนั้นก็ยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันก็ยังเป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมายังที่เก่าที่เดิม มันยังไปไหนไม่ได้

 

สัมมาทิฏฐิเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติถึงขนาดนั้นเราจะพากันประพฤติปฏิบัติกันได้เหรอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ถ้าเรายกเลิกตัวเรา ทุกคนนั้นก็ทำได้ปฏิบัติได้ เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้ามีเราอยู่ก็ปฏิบัติไม่ได้

 

ถ้ามีเราก็ต้องมีคนอื่น ถ้ามีคนอื่นก็ต้องมีเรา การประพฤติการปฏิบัตินี้ต้องมายกเลิกเขามายกเลิกเรา ไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้มันง่ายอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้ไปแก้ไขคนอื่น เรามาแก้ไขที่ตัวเราเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านไม่ได้ไปแก้ไขคนอื่นเลย ท่านทำพุทธกิจของท่าน พระอรหันต์ขีณาสพท่านไม่ได้ไปแก้คนอื่นเลย ท่านทำศาสนกิจของท่าน

 

การที่เราจะไปแก้คนอื่นนั้นเราทุกคนก็ย่อมไปแก้เขาไม่ได้อยู่แล้ว เพราะตัวเขาก็คือตัวเขา เพราะตัวเราคือตัวเรา

 

หน้าที่ของเรานั้นก็มีมากอยู่แล้ว เราทำไมไม่รู้ไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของเรามีมากอยู่แล้ว เราทำไมถึงจะไปแก้แต่คนอื่น ทุกข์ของเรานั้นก็มีมากอยู่แล้ว ทุกข์ของเรานั้นไม่เพียงพอเหรอ เราจะเอาทุกข์ของคนอื่นมาเพิ่มอีก

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำพุทธกิจคือกิจของพระพุทธเจ้า คือหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ที่พระอรหันต์ขีณาสพท่านทำศาสนกิจนั่นคือกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งไปที่หน้าที่ การทำประโยชน์ตน การทำหน้าที่ของตนนั่นแหละคือประโยชน์ของผู้อื่น

 

เราลองพากันคิดดูดี ๆ ว่าทุกคนต้องการความรวย มันรวยมั๊ย ความคิดอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความคิดอย่างนี้มันเป็นความไม่สงบ

 

เราพากันคิดหรือว่าเรานั่งสมาธินี้ต้องการความสงบ ความต้องการนั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าความต้องการนั้นคือความไม่สงบ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ไม่หวังอะไรตอบแทนนั่นแหละคือความสงบ

 

ตัวตนนั่นแหละคือความเสื่อม พระพุทธเจ้าผู้ยกเลิกตัวยกเลิกตน พระอรหันต์ขีณาสพผู้ยกเลิกตัวยกเลิกตนท่านถึงยกเลิกความเสื่อมความเสียหาย

 

อย่างพระพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพ พื้นฐานที่รู้ที่เข้าใจ จิตใจนั้นถึงหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ใจของท่านถึงตั้งอยู่ในขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิเป็นพื้นเป็นฐาน เพราะท่านยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ใจของท่านถึงมีขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ มีความสงบและปัญญา เพื่อทำพุทธกิจเพื่อทำศาสนกิจเพื่อทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจได้ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ สติกับปัญญาสำหรับเสขบุคคล บุคคลพึงประพฤติพึงปฏิบัติพากันทำหน้าที่ต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งของการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเราทุกคน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานด้วยการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ คนที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ก็คือผู้ที่ตายไปแล้ว ผู้ที่เป็นคนบ้าคนที่เสียจริต เอาความหลงเป็นที่ตั้ง เอาตัวตนเป็นที่ตั้งจนเป็นคนบ้าเป็นคนเสียจริต เอาตัวตนเป็นที่ตั้งอย่างน้อยก็ต้องมีเชื้อบ้า

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เอาตัวตนเป็นที่ตั้งนั้นไม่ใช่สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พุทธบริษัท แต่เป็นบริษัทของพระเทวทัต

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เอาทางสายกลางเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนเอาสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ทุกคนก็มีความยึดมั่นถือมั่นตั้งอยู่ในฐานะสาวกของพระเทวทัต พระเทวทัตนั้นเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำการประพฤตินำการปฏิบัติ

 

ความสุขความดับทุกข์นั้นมีอยู่ในตัวอยู่แล้วสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นความสุขเป็นความดับทุกข์อยู่ในตัวอยู่แล้ว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าไปว่างจากสิ่งที่ไม่มีนั้น ความว่างอย่างนั้นไม่ใช่พระนิพพานมันคือความยังไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องของความว่าง

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เมื่อเรามีตามันก็ย่อมมีรูป มีหูก็ย่อมมีเสียง มีจมูกก็ย่อมมีกลิ่น มีลิ้นก็ย่อมมีรส มีกายก็ย่อมมีสัมผัส มีใจก็ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด

 

สัมมาทิฏฐิเราต้องรู้ต้องเข้าใจจะได้รู้จะได้เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงอาคันตุกะชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น

 

เป็นขบวนการเป็นโซเชียลของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มันเป็นโซเชียล เราต้องรู้จักโซเชียล

 

โซเชียลนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเราไม่รู้จักโซเชียลเราก็ไปกับโซเชียล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักโซเชียลต่าง ๆ

 

จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราคิดดูดี ๆ สิ สิ่งที่เป็นอดีต อดีตนั้นมันมีจริง ปัจจุบันนั้นมีจริง อนาคตมีจริง อดีตอนาคตข้างหน้านั้นก็เป็นอาคันตุกะสัญจรไปมาเท่านั้น หาใช่สัตว์บุคคลตัวตนไม่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย เราทุกคนน่าจะขอบใจในสิ่งต่าง ๆ เพื่อเราจะได้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพื่อความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พากันมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีความทุกข์ของเราทุกคน มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา จะไม่ได้เดินไปข้างหน้าจะไม่ได้ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ปัจจุบันปัญญากับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานคือหน้าที่นี้อยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่อยู่ที่ปัจจุบัน ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากจึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ที่ไหนมีความแก่ที่ไหนมีความเจ็บที่ไหนมีความไหนที่ไหนมีความพลัดพราก ที่นั่นแหละคือมีพระนิพพาน

 

พระนิพพานนั้นจึงเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายเราได้สัมผัส ใจของเราได้ตรึกนึกคิด

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นปัจจุบันเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

เราทุกคนนั้นมุ่งเป้ามายังตัวเรา มีความตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่ใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

การปฏิบัติใจ การพัฒนาใจ เราทุกท่านทุกคนต้องพากันรู้นะ เพราะใจนั้นมันเป็นนามธรรม ใจนั้นปฏิบัติไม่ได้ ต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงไปตรึกในกามไม่ได้ ถึงไปตรึกในพยาบาทไม่ได้ เราทุกคนถึงไปทิ้งพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ไม่ได้ เราทุกคนถึงมีความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทคือผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เราต้องเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

เพราะเหตุผลว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรม

 

ใจของเรานั้นได้แก่เจ้านาย กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นคือบ่าวรับใช้

 

ด้วยเหตุผลนี้ใจของเราทุกคนต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อจะได้ยกเลิกสัญชาตญาณ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ต้องปฏิบัติให้ได้สมบูรณ์เป๊ะ ๆ เลย ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกการหลอกลวงไม่มีการหลอกลวง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ถ้าปฏิบัติเพื่อความอยากความต้องการ การทำหน้าที่ของเรายังเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก การประพฤติการปฏิบัตินั้นยังเป็นการหลอกลวง

 

การหลอกลวงรู้มั๊ยว่าใครหลงก่อนเค้า เรานี้หลงคนเค้า เช่นเราหล่อสวยงามอย่างนี้ ใครเป็นคนหลงก่อนเขา ตัวเรานี้เป็นคนหลงก่อนเค้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรากระชับในการประพฤติการปฏิบัติ ใจของเรานั้น เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ เราตรึกคิดดีชั่วไม่ดีไม่ชั่วไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวเราเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความละอายต่อบาปความเกรงกลัวต่อบาปเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ เป็นบริสุทธิคุณที่ไม่มีการหลอกลวง ไม่อาศัยแบรนด์เนม ไม่อาศัยเครื่องแบบหลอกลวง เป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่

 

เราทำหน้าที่ทุกอย่างอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทคือการทำหน้าที่เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ที่ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่ที่มุ่งมาที่ตัวเราด้วยความเคารพ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความเคารพ มีใครบ้างไม่มีความเคารพผู้นั้นจะสงบ ความเคารพนั้นเท่านั้นถึงจะเกิดความสงบ ถ้าไม่มีความเคารพความสงบนั้นย่อมไม่มี

 

ถ้าไม่มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปความเคารพก็ย่อมไม่มี ถ้าไม่เกรงกลัวต่อบาปละอายต่อบาปนั้นคือผู้ที่หลอกลวง คือผู้ที่แสดงอุตริที่ไม่มีในตัว จัดเป็นผู้หลอกลวง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับพระโมคคัลลานะเพื่อให้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสวิธีทำตนเมื่อเข้าสู่บ้าน
ตรัสสอนว่า
"โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่ชูงวง (มีมานะถือตัวว่าเป็นคนสำคัญ) เข้าไปสู่ตระกูล เพราะถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล หากในตระกูลมีกรณียกิจอยู่หลายอย่างก็จะเป็นเหตุให้พวกเขาไม่ใส่ใจภิกษุผู้เข้ามาแล้ว ภิกษุย่อมมีความคิดว่า อาจจะมีใครยุยงให้สกุลนี้แตกกับเรา พวกเขาดูอิดหนาระอาใจ เมื่อบิณฑบาตไม่ได้อะไร ภิกษุนั้นก็ย่อมเก้อเขิน คิดฟุ้งซ่าน ไม่สำรวมจิต จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ"

"โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่พูดถ้อยคำที่จะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน เมื่อต้องพูดต้องเถียงกัน มีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ"


"โมคคัลลานะ เราไม่ได้สนับสนุนให้คลุกคลี แต่เราก็ไม่ได้ตำหนิความคลุกคลีเสียทั้งหมด คือ เราไม่สนับสนุนให้คลุกคลีกับชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต แต่ว่าเราสนับสนุนให้คลุกคลีกับเสนาสนะที่เงียบสงบไม่อื้ออึง ไร้คนสัญจร เป็นที่ๆ ควรประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด" (อรรถกถาว่า พุทธประสงค์คือ จะให้พ้นจากบาปมิตร)

พระโมคคัลลานะทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วนประเสริฐกว่าเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย"
ตรัสตอบว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ฟังว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้ฟังแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา (วิปัสสนา)
เมื่อเสวยเวทนาอย่างใด ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ ย่อมไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น (อนิจจานุปัสสี) ก็จะคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี) ย่อมพิจารณาเห็นความดับ (นิโรธานุปัสสี) เห็นความสละคืน (ปฏินิสสัคคานุปัสสี)
เมื่อเธอพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นๆ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
โมคคัลลานะ ข้อปฏิบัติโดยย่อมีเพียงเท่านี้แล
อรรถกถาอธิบายว่า ธรรมทั้งปวงที่ไม่ควรยึดมั่น ได้แก่ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 เป็นธรรมที่ไม่ควรยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ เพราะธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แม้อยากจะยึดถือก็ไม่สำเร็จ เพราะความที่มีความแปรปรวนเป็นอื่น ดังนี้เป็นต้น ท่านว่า ท่านทูลถามโดยย่อ พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบโดยย่อ พระโมคคัลลานะฟังแล้ว เจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

 

ความเคารพนั้นถึงเป็นความสงบ เราไม่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่จะชื่อว่าเราเป็นผู้ที่เคารพมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่เป็นผู้ที่มีความเคารพ

 

เราเอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายใน เอาโลกธรรมนำชีวิตนี้ชื่อว่าเป็นผู้เคารพมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความเคารพ

 

พระธรรมพระวินัยตลอดถึงข้อวัตรกิจวัตร เราทุกคนต้องเคารพ เราต้องประพฤติปฏิบัติเราต้องทำหน้าที่

 

ถ้าเราคิดว่าเราเคารพอยู่แล้ว เราต้องมาย้อนดูตัวเองว่าพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ตลอดข้อวัตรกิจวัตรของเรานั้นบกพร่องมั๊ย

 

เพราะการประพฤติการปฏิบัติมุ่งเป้าไปยังหน้าที่ มุ่งเป้าไปยังวาจากิริยามารยาทมุ่งเป้าไปยังอาชีพ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้บรรพชิตพึงพิจารณาอยู่เนือง ๆ เพื่อไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสถามว่าขณะนี้เวลานี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่

วันคืนล่วงไปๆ พึงพิจารณา เนืองๆ ว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่..."

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆเป็นไฉน
๑) ว่า เราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์
๒) ว่า การเลี้ยงชีพ ของเราเนื่องด้วยผู้อื่น
๓) ว่า อากัปกิริยาอย่างอื่น อันเราควรทำมีอยู่
๔) ว่า เราย่อมติเตียนตนเองได้ โดยศีลหรือไม่
๕) ว่า เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย พิจารณาแล้ว ติเตียนเราได้โดยศีลหรือไม่
๖) ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๗) ว่า เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักทำกรรมใด
ดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
๘) ว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
๙) ว่า เราย่อมยินดีในเรือนว่างเปล่าหรือไม่
๑๐) ว่า ญาณทัสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสธรรม อันเราได้บรรลุแล้วมีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เราผู้อัน เพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อเขินในกาลภายหลัง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการ นี้แล อันบรรพชิตพึงพิจารณาเนือง (อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร)

 

บรรพชิตนั้นไม่ได้หมายเอาเฉพาะนักบวชนะ บรรพชิตนั้นได้แก่พุทธบริษัทที่เป็นเสขบุคคล บุคคลพึงประพฤติพึงปฏิบัติพึงทำหน้าที่ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินี้มันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบัน ไม่ให้มองข้ามหน้าที่ ทุกคนต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเราด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดมารวมอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจแล้วให้ทำหน้าที่ของหน้าที่ เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ ด้วยความตั้งใจไม่มีความประมาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 120,080