๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๒ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน ครั้งพุทธกาลได้เอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ เป็นวันหยุดทำงาน วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เป็นวันหยุดทำงาน เดือนหนึ่งหยุด ๘ วัน ปัจจุบันนี้ทุก ๆ ประเทศเอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พากันนั่งตัวให้ตรง ๆ ยืดตัวขึ้น อย่าไปตัวโค้งตัวงอ

 

ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมหายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย เราทุกคนพากันมารู้พากันมาเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นสาเหตุให้เราทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองไม่ถูกต้อง คำว่าถูกต้องในที่นี้หมายถึงเอาทางสายกลางของวัตถุและจิตใจ การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาทางวัตถุและทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาทางวัตถุพร้อมทั้งจิตใจทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านชี้ให้เราเห็นให้เราเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเอาวัตถุและจิตใจทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม ใจของเราเป็นผู้นำ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นอุปกรณ์เป็นกรรมกรของใจ

 

การปฏิบัติใจการทำหน้าที่ของใจนั้นไปทำหน้าที่ของทางกายทางวาจากิริยามารยาทางอาชีพ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง นี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้สั่งให้กาย สั่งให้วาจา สั่งให้กิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ที่ประพฤติเป็นผู้ที่ปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะอันนี้มันคือกรรม นี้คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม จะไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรมได้

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เราทุกคนต้องพากันมายกเลิก มาเอาทางสายกลางนำชีวิต เราเอาสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตนั้นไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ทาง นั้นมันเป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตน ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ต้องรู้ต้องเข้าใจนั้นไม่ใช่ทาง

 

อดีตได้แก่กรรมเก่า ปัจจุบันได้แก่กรรมใหม่ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าอดีตนั้นคือกรรมเก่า ปัจจุบันคือกรรมใหม่ เราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตนั้นคือกรรมเก่า ปัจจุบันถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจไม่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนกำลังจะสร้างกรรมใหม่ ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องกรรมเก่า และให้เรารู้เข้าใจเรื่องกรรมใหม่ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่านั้นมันคือกรรมเก่าแล้วมันจะสร้างกรรมใหม่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ต้องพากันมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เราทุกคนเอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มาเป็นเรา มีพื้นฐานอยู่ด้วยอวิชชาและความหลง ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจเพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้บอกทางสายกลางให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ยกเลิกสัญชาตญาณที่เราทุกคนได้เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะภายนอกภายในมาเป็นเรามาเป็นคนอื่น สัญชาตญาณนี้แหละคือวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารนี้แหละคือสัญชาตญาณ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสอริยมรรคที่เป็นหนทางอันประเสริฐ เพื่อดำเนินวิถีชีวิต เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม ในเรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม การประพฤติการปฏิบัตินั้นมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

มีความตั้งใจมีเจตนา ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ มีความตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะใดที่ใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำได้แก่ภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งมั่นเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คำว่าสายน้ำได้แก่น้ำที่ไหลไม่ขาดขั้นขาดตอนจากลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทรที่ไหลติดต่อต่อเนื่องนั้นเรียกว่าสายน้ำ คำว่าน้ำหยดได้แก่น้ำหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน อย่างนี้เรียกว่าน้ำหยด ไม่ใช่สายน้ำ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับความตั้งมั่นที่เป็นวิถีวิตในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่กับการทำหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำหน้าเพื่อหน้าที่นี้จะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบจะไม่มีความปรุงแต่ง จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นคนอื่น เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานนั้นอยู่ที่หน้าที่ของการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำอย่างนี้ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำอย่างนี้ ท่านเป็นผู้เข้าถึงความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อไม่ให้สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนหลงเหลืออยู่

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจึงได้เป็นยานที่หยุดสัญชาตญาณ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะพากันไปละเมิดพระธรรมพระวินัยนั้นไม่ได้ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อีก ๓ เดือนข้างหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เห็นว่าสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ต้นพรหมจรรย์จะยกเลิกสิกขาบทนั้น ๆ ก็ได้ เอาเหลือไว้แต่สิกขาบทต้นพรหมจรรย์ไว้เป็นหลัก

 

สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความเห็นว่า พระธรรมพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด นั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนมองเห็นความไม่ประมาทเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย

 

หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว สังคายนาครั้งที่ ๑ ที่มีตั้งแต่พระอรหันต์ขีณาสพได้ปรารภพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามีใครบ้างเห็นสมควรว่าจะต้องยกเลิก

 

พระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นความละเอียดอ่อน เพื่อให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการไม่มองข้ามความละเอียดอ่อน ไม่มองข้ามหน้าที่ เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อลงรายละเอียด เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณ ไม่ปล่อยโอกาส ไม่ปล่อยเวลาเพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานเพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัยทั้งสิกขาบทน้อยสิกขาบทใหญ่

 

พระธรรมพระวินัยต้องเป็นพื้นเป็นฐาน ต้องเป็นหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคนที่มันเป็นตัวตนให้ได้

 

เราเป็นคนมีปัญญา เราเป็นคนมีปัญญาถ้าเราไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติปัญญาของเรานั้นมันจะใช้ได้ไหม คำตอบก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ คนมีปัญญาก็ต้องทานอาหารเหมือนกัน ถ้าคนมีปัญญาไม่ทานอาหารคนมีปัญญาก็ต้องมีความทุกข์ คนมีปัญญาก็ต้องเสียสละ ผู้มีปัญญาก็ต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละนั้นก็เหมือนกับคนมีปัญญาไม่ทานอาหาร คนมีปัญญาก็ต้องมีความทุกข์เช่นเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังที่พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่ไม่กี่สัปดาห์ก็ออกเผยแผ่ความรู้ความเข้าใจเพื่อให้มหาชนรู้เข้าใจในการดำเนินชีวิต

 

เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือของวัฏฏสงสารที่เป็นความรู้ความเข้าใจ จึงได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์จึงอยู่ที่พระธรรมพระวินัย อยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ทำหน้าที่

 

การที่ไปเผยแผ่เป็นการทำหน้าที่คือทำพุทธกิจที่ยกเลิกตัวตน การเผยแผ่ของพระอรหันต์ขีณาสพถึงอยู่ที่ทำหน้าที่ทำศาสนกิจที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

วิมุตติความหลุดพ้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเป็นปัญญาที่ยกเลิกตัวตน สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนจะหยุดลงได้ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความดับไม่เหลือทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่ วิมุตติสุขความดับทุกข์อยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้าถึงทำพุทธกิจตลอด ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ทำศาสนกิจ เพราะหน้าที่นั้นได้หยุดขั้วบวกขั้วลบ หน้าที่นั้นคือความสงบ ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นคืออะไร นั้นคือความไม่สงบ นั้นคือสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามระหว่างครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามนั้นคือความไม่สงบ สงครามนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้แหละคือสงคราม ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้ทำพุทธกิจ พระอรหันต์ขีณาสพถึงได้ทำศาสนกิจ ทำหน้าที่

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นมีอยู่กับเราทุก ๆ คน เรารู้เราเข้าใจเราทำหน้าที่ ศาสนาพุทธคริสต์อิสลามพราหมณ์ฮินดูซิกส์ต่าง ๆ รู้เข้าใจ ทุก ๆ ศาสนาก็เป็นสมณะเป็นพระได้ ไม่มีใครยกเว้น จะยกเว้นเฉพาะคนตาย คนบ้า คนที่เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ แล้วก็มองมาที่เรา มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา สมณะนี้ต้องอยู่ที่เรา พระนั้นถึงได้แก่พระธรรมพระวินัยที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราอย่าไปหาพระภายนอก เพราะพระภายนอกนั้นสำหรับเราแล้ว เราดับทุกข์ไม่ได้

 

พระนั้นต้องอยู่ที่ตัวเรา ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราทุกคนต้องทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ความเคารพนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เราไม่ตรึกในกาม ที่เราไม่ตรึกในพยาบาท จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราตรึกนึกคิดอะไรเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเรานี้เป็นผู้รู้ผู้เห็นผู้เข้าใจ

 

ความเคารพในพระธรรมพระวินัยนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตรึกในกามไม่ให้เราตรึกในพยาบาท ไม่มองข้ามสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ

 

พระธรรมพระวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เราต้องรักษาให้ละเอียด ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าสัญชาตญาณเราทุกคนต้องยกเลิก

 

ทางสายกลางนั้นไม่ได้เอาสัญชาตญาณ ต้องยกเลิกสัญชาตญาณ ต้องยกเลิกโลกส่วนตัว

 

ชีวิตของผู้อบรมบ่มอินทรีย์ต้องยกเลิกโลกส่วนตัว เอาพระธรรมเอาพระวินัย มายกเลิกสัญชาตญาณ

 

พระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์ที่ยกเลิกสัญชาตญาณ ไม่ให้มีโลกส่วนตัว เพราะโลกส่วนตัวนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

โลกส่วนตัวนั้นมันสงบจริงแต่มันเป็นความสงบจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไร

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจในทางสายกลาง เรากำลังพากันแสวงหาความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นพระนิพพานมันจะมาจากไหน

 

ถ้าไม่มีปัญหาเราจะมีปัญญาได้อย่างไร ถ้าไม่มีวิกฤตก็ไม่มีโอกาส ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนมีโลกส่วนตัวจะเป็นแต่ผู้เอา ไม่เป็นผู้ให้ ไม่เป็นผู้ที่เสียสละ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เราจะได้พากันเสียสละ ทานศีลสมาธิปัญญาเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราเลยเป็นคนที่มีโลกส่วนตัว โลกส่วนตัวคือโรคตัวโรคตนนั่นแหละ

 

ความรู้ความเข้าใจ มีความเคารพในหน้าที่ไม่มองข้ามหน้าที่ ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องเสียสละ

 

เราไม่เสียสละคือเรามีโลกส่วนตัว ได้แก่โรคตัวกูของกู โรคตัวสูของสู จะเอาแต่ตัวเอาแต่ตน ตัวตนนั้นเป็นความสงบเป็นความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่

 

ตัวตนนั้นแหละคือผู้ที่ไม่มีปัญญา ถ้าผู้มีปัญญาแล้วจะมีตัวมีตนไปทำไม ถ้าผู้มีปัญญาแล้วต้องมีศีลมีสมาธิ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะแสวงหาความว่างหรือว่าแสวงหาปัญหา เป็นผู้หาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าตัวตนนี้แหละคือโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เป็นบุคคลที่แสวงหาความว่างจากสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้

 

มีที่ไหนไม่มีคนแก่คนเจ็บคนตายคนพลัดพราก ไม่มีที่ไหนมีแต่ความสุขทุกข์ไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจต้องหยุดด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

การปฏิบัติธรรมกับการทำงานนั้นจึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นทางสายกลาง

 

เพื่อเป็นการทำหน้าที่ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน

 

มีคำถามว่าเราทำหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เราไม่ได้ไปกินไปเที่ยวไปเล่นที่ไหน เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ

 

ทำอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความทุกข์ถึงจะไม่มีความเครียด ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่มันจะไม่มี ถ้าเราทำงานเพื่องานความเครียดจะไม่มี

 

ความเครียดที่จะมีได้ เพราะความคิดนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบคือความอยากความต้องการ ถ้าเรามีความอยากความต้องการเมื่อไหร่ ความทุกข์ความเครียดมีทันที

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นผู้ทำพุทธกิจเป็นผู้ทำหน้าที่ เพราะความทุกข์ความเครียดนั้นจะไม่มี

 

พระอรหันต์ขีณาสพถึงทำศาสนกิจที่ยกเลิกตัวตน ความทุกข์จะไม่มี ความเครียดจะไม่มี เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว คือตำแหน่งอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันถ้าเราเสียสละในการทำหน้าที่ความเครียดจะไม่มี ถ้าเราทำงานเพื่อความอยากความต้องการ ความเครียดนั้นก็ย่อมมีแน่นอน

 

การทำหน้าที่ในหน้าที่ก็ได้แก่การทำงานเพื่องาน ได้แก่สติปัฏฐานทั้ง ๔ ได้แก่รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ที่เราปฏิบัติธรรมเพื่อธรรม ที่ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ อันนี้เป็นความสงบ ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

                                                                       

 

 

 

Visitors: 120,080