๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๓ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานพร้อมกับประพฤติปฏิบัติธรรม
ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน ยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นเรื่องของเราและเรื่องของคนอื่น เอาการทำงานกับการปฏิบัติธรรมทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน
เราเป็นนักบวชเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราทุกคนต้องรู้ว่าใจของเรานั้นเป็นนามธรรม
การปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ต้องมุ่งเป้าไปที่กาย เอาปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญารู้เหตุรู้ปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นไปจากเหตุไปจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
การปฏิบัตินั้นได้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งนั้น
ความเคารพนั้นคือการไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพื่อเอามาใช้เป็นข้อวัตรกิจวัตร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นจะมีความสงบ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นไม่มีความประมาท
ธรรมวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นี้จะหยุดวัฏฏสงสาร ถ้าเรายังเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้คือความไม่เคารพนี้คือวัฏฏสงสาร สติสัมปชัญญะรู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก รู้ไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ด้วยความเคารพ
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติย่อมไม่ตรึกในกามย่อมไม่ตรึกในพยาบาท เพราะมีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจึงต้องมายกเลิกในเรื่องตรึกนึกคิดในกาม ในเรื่องตรึกนึกคิดในพยาบาท เพราะต้องมุ่งเป้ามายังเรื่องจิตเรื่องใจ
การประพฤติการปฏิบัติหลักการที่มุ่งเป้าไปยังการละสักกายทิฏฐิ ยกเลิกสักกายทิฏฐิ เพราะเหตุผลว่า ตัวสักกายทิฏฐินี้เป็นตัวความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาเพราะสักกายทิฏฐิ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนก็เป็นผู้มีสักกายทิฏฐิ ผู้ที่ถือเนื้อถือตัวถือตน ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าตัวตนนั่นแหละเป็นวัฏฏสงสาร
พระธรรมพระวินัยเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยเราจะเอามาใช้เอามาหยุดวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ในพระธรรมอยู่ในพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนได้ละสักกายทิฏฐิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่นั่นแหละคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นอยู่ที่พระธรรมอยู่ที่พระวินัยอยู่ที่เราทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นคือพระธรรมพระวินัยคือการที่ทำหน้าที่ พระธรรมพระวินัยนั่นแหละจะเป็นสาเหตุให้ละสักกายทิฏฐิละตัวละตน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา มุ่งเป้ามาที่ทำหน้าที่ มีสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งมั่นในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เอาปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ปัจจุบันนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับพวกเราทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจ เธอทั้งหลายอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด นั้นคือการเสียหาย นั้นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพตั้งอยู่บนรากฐานของพระธรรมพระวินัย เพื่อให้เอไอทางกายวาจากิริยามารยาททางอาชีพ เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงจะเกิดขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นแต่ความสงบ เราทุกคนจะได้เข้าถึงพระนิพพานดวยหน้าที่อยุ่ที่ปัจจุบัน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อย่าพากันคิดว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อเข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดเห็นอย่างนี้คือความผิดพลาดนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ใช่เข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้ย่อมมีความผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ปัจจุบันไม่เข้าถึงพระนิพพาน อนาคตจะเข้าถึงได้อย่างไรเพราะไม่มีพื้นไม่มีฐาน
การประพฤติการปฏิบัติถ้าเราคิดว่าค่อยเป็นค่อยไปเพื่ออนาคตเข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อันนี้คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามุ่งเป้าอยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั้นไม่มี ๒ ตำแหน่งนะ ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว หมายถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันถ้าเรายกเลิกสัญชาตญาณเราก็มีพระนิพพาน ถ้าเราไม่ยกเลิกสัญชาตญาณเราก็ไม่มีพระนิพพานเพราะมันมีเพียงตำแหน่งเดียว
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นต้องเข้าถึงความดับไม่เหลือด้วยการทำหน้าที่
การอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อเอาความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ จึงมุ่งเป้ามาที่ปัจจุบันอยูที่ปัจจุบัน
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงจะไม่เป็นสักกายทิฏฐิถึงจะไม่มีสักกายทิฏฐิ ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทานศีลสมาธิปัญญาต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา
เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ว่าเราทุกคนทำไมไม่มีปัญญา ถ้าเราเอาสักกายทิฏฐินำชีวิต เราจะเป็นคนมีปัญญาได้อย่างไร เพราะสัญชาตญาณที่เป็นสักกายทิฏฐินั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน ปัญญานั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะตำแหน่งสักกายทิฏฐิ ถือเนื้อถือตัวที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนมันปิดกั้นไว้แล้ว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยเพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะเป็นพื้นเป็นฐาน อย่าเอาสักกายทิฏฐิถือเนื้อถือตัวเป็นพื้นเป็นฐาน
อริยสัจ ๔ ที่เป็นสัจจะเป็นความจริงว่าสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นต้องไปจากเหตุไปจากปัจจัย ถ้าเรามีสักกายทิฏฐิถือเนื้อถือตัว ทานศีลสมาธิปัญญานั้นจะเกิดได้อย่างไร เพราะตำแหน่งสักกายทิฏฐิมันมาปิดกั้นไว้แล้ว มันมาขวางกั้นไว้แล้ว
ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยของเราต้องทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ธรรมะนั้นคือหน้าที่ เมื่อเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาหน้าที่ สักกายทิฏฐิที่ถือเนื้อถือตัวตนนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
ความเข้าใจ ความรับผิดชอบในหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ด้วยความตั้งมั่นด้วยความเคารพ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นย่อมไม่มีความประมาท ย่อมไม่มีความผิดพลาดไม่มีความเสียหาย
ใจของเราต้องมีปัญญา ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราทุกคนต้องมาละสักกายทิฏฐิ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนมีตัวมีตนนั้นไม่ได้ มีตัวมีตนแล้วมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป เพราะตัวตนนั้นมันคือความทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เอาความหลงนำชีวิต ความหลงนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความหลงนั้นมันมีโลกส่วนตัว
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ยกเลิกโลกส่วนตัว ไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีโลกส่วนตัว ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นการหยุดวัฏฏสงสาร เป็นพระนิพพาน
เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนจะมีโลกส่วนตัวนั้นไปไม่ได้ การประพฤติการปฏิบัติการให้ทานรักษาศีลมีความตั้งมั่นก็เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกส่วนตัว
พระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เป็นธรรมวินัยที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ ยกเลิกโลกส่วนตัว
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่ปัจจุบัน เน้นที่หน้าที่เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกโลกส่วนตัว
โลกส่วนตัวนั้นเป็นความยังไม่รู้ไม่เข้าใจ จะไปเอาความสงบจากที่มันจะเป็นไปไม่ได้ เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากย่อมมีอยู่เป็นอยู่โดยธรรมชาติ
ความอยากความไม่อยากให้เราเข้าใจ ความอยากความไม่อยากนั้นมันคือโลกส่วนตัว มันเป็นโลกตัวกูของกู ตัวสูของสู มันเป็นการตัดสินความได้ความเสีย มันเป็นโลกธรรมนำชีวิต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าโลกส่วนตัวนั่นแหละเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ ขวางกั้นปิดกั้นคุณธรรมคุณงามความดี เป็นอคติทั้ง ๔ เป็นสิ่งที่ปิดกั้นขวางกั้นคุณธรรมความดี
ชีวิตของเราทุกคน ถ้าไม่มีสักกายทิฏฐิจะว่าเย็นกว่าแอร์คอนดิชั่นก็เย็นกว่าแอร์คอนดิชั่น จะว่าอบอุ่นก็อบอุ่นกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ทำหน้าที่ ชีวิตนี้จะได้เย็นยิ่งกว่าแอร์คอนดิชั่น จะได้สงบอบอุ่นยิ่งกว่าความสงบอบอุ่นใด ๆ ทั้งสิ้น
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ผู้ที่มีสักกายทิฏฐิถือเนื้อถือตัวบุคคลนั้นมีความเย็นเหมือนแอร์คอนดิชั่นมั๊ย ผู้นั้นมีความสงบอบอุ่นยิ่งกว่าความสงบอุ่นใด ๆ มั๊ย มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มี
ความทุกข์ใดก็ไม่ยิ่งไปกว่าสักกายทิฏฐิที่ถือเนื้อถือตัว ความเครียดใดก็ไม่เท่ากับสักกายทิฏฐิที่ถือเนื้อถือตัว
การที่เรายกเลิกตัวตนถึงมีความสุขอย่างยิ่ง เราทุกคนจะมีความรู้สึกว่า แหม...ทำไมมันมีความสุขอย่างนี้ มีความสุขจริง ๆ เพราะตำแหน่งที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกสักกายทิฏฐินั้นมันมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราจะมีความรู้สึกว่าทำไมเรามีความสุขอย่างนี้ เพราะการยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นมีแต่ความสุข เพราะการยกเลิกตัวยกเลิกตนไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะมีแต่ความสงบจะมีแต่ปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ เพราะเหตุผลว่าพระพุทธเจ้านั้นก็ดับทุกข์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพสากวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดับทุกข์ที่พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ภายนอกนั้นดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา พระอรหันต์ขีณาสพที่อยู่ภายนอกนั้นดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเคารพในการประพฤติการปฏิบัติ เคารพในหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวันคืนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์ตรัสกับสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจในหน้าที่นั้นคือพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นคือการประพฤติการปฏิบัติคือการทำหน้าที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละเราย่อมไม่มีสักกายทิฏฐิ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั่นต้องมีพระธรรมมีพระวินัยในการทำหน้าที่
เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่ ความเคารพในหน้าที่ ไม่มองข้ามปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าความเจริญเจริญได้ก็เพราะความเคารพ เพราะความเคารพนั้นคือความสงบ ท่านถึงตรัสในเรื่องละสักกายทิฏฐิเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ท่านถึงตรัสธรรมะเรื่องให้เกิดความเจริญเรื่องคารวธรรม
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
หลวงปู่ชา ท่านให้คติธรรมกับภิกษุสามเณรว่าท่านเคารพในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่ มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ มุ่งเป้าไปยังตัวท่านร้อยเปอร์เซ็นต์ สั่งสอนพระภิกษุสามเณรประชาชนนั้นเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
นี้คือหน้าที่ของท่าน การทำหน้าที่ของตนเองนี้แหละคือการทำหน้าที่ของผู้อื่น การทำหน้าที่ของผู้อื่นด้วยการยกเลิกตัวยกเลิกตนนั่นแหละคือการทำหน้าที่ของตน
เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่การทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าหน้าที่ของหน้าที่นั่นแหละคือพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาท่านจึงได้ตรัสโอวาทสุดท้ายที่เป็นโอวาททั้งของพระพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาทเน้นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ท่านถึงได้ตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา