๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๔ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับเป็นวันปฏิบัติธรรม เอา ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานมาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว

 

ความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยเกิดจากหน้าที่

 

อริยมรรคได้แก่ทางเดินของจิตใจ ใจนั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจต้องอาศัยกาย อาศัยวาจา อาศัยกิริยา อาศัยมารยาท อาศัยอาชีพ เน้นบริสุทธิคุณ เน้นใจบริสุทธิคุณ มุ่งเป้าไปยังหน้าที่ หน้าที่นั้นจะเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นหน้าที่ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่หน้าที่ สมณะนั้นได้แก่ความสงบ ความสงบได้แก่สมณะ เรามีความรู้ความเข้าใจ เราพากันทำหน้าที่ความสงบนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรมหจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นได้แก่หน้าที่ การปฏิบัติต้องอาศัยกายกับอาศัยใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา สัญชาตญาณที่เป็นตัวตนเป็นความหลงของเรา ทุกคนจะไม่มุ่งเป้ามาที่ตัวเรามายังตัวเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะเหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพ

 

เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนของเราให้ได้

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง การนอนการพักผ่อนของเรา ให้นอนให้พักผ่อนให้ได้วันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นการทำงานเป็นเวลา ๑๗,๑๘ ชั่วโมง การนอนการพักผ่อนการทำงานคือการทำหน้าที่คือการประพฤติคือการปฏิบัติธรรม

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่ หน้าที่นี้ถึงเป็นพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นี้หมายถึงเรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นสิ่งเหล่านี้เรียกว่าพรหมจรรย์

 

การนึกคิดเราต้องรู้เข้าใจ ความตรึกนึกคิดของเราเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน การทำหน้าที่ของเราเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน พระธรรมพระวินัยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติที่เราทำหน้าที่ จุดมุ่งหมายเพื่อบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนี้จะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ บริสุทธิคุณนี้จะเป็นความสงบ ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ

 

อริยมรรคเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่ตั้งอยู่ในความประมาท มีความรู้ความเข้าใจไม่มองข้ามหน้าที่ ไม่มองข้ามปัจจุบัน เน้นที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน มีความเคารพในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มองข้ามความคิดกายวาจากิริยามารยาท ไม่มองข้ามอาชีพที่เป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นผู้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เป็นผู้ที่มีความสงบจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่สงบจากสิ่งที่ไม่มี

 

สงบจากสิ่งที่ไม่มีนั้นใช้ไม่ได้ สงบจากสิ่งที่ไม่มีนั้นเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ สงบจากสิ่งไม่มีนั้นมันยังใช้ไม่ได้

 

สมถะกับวิปัสสนานั้นเป็นความสงบจากสิ่งที่มีอยู่ คำว่าอินทรีย์สังวรได้แก่ความสงบจากสิ่งที่มีอยู่ คำว่าปาฏิโมกข์สังวรนั้นคือความสงบจากสิ่งที่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะได้เอาสมถะและวิปัสสนามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อเราจะได้เข้าถึงความสงบจากสิ่งที่มีอยู่

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่สมณะอยู่ที่วิปัสสนา เพื่อเราจะเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นถึงประมาทไม่ได้ ตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้

 

เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้สมถะกับวิปัสสนาต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะเอาแต่ความสงบจากสิ่งที่ไม่มี ผู้ปฏิบัตินั้นยังไม่รู้ไม่เข้าใจ จะไปเอาแต่ความสงบ ความสงบนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ ความสงบนั้นเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีทั้งความสงบมีทั้งปัญญา เพื่อให้ ๒ อย่างนี้ก้าวไปพร้อมกันเพื่อให้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เราต้องเข้าใจเรื่องกรรมเก่า เราต้องเข้าใจเรื่องกรรมใหม่

 

การทำความเพียรการทำหน้าที่ของเรานั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ ปัจจุบันเราไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติ ไม่เอาทั้งสมถะทั้งวิปัสสนามาใช้พร้อม ๆ กัน เราเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้นจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะภายนอกภายในครอบงำจิตใจของเรา ท่านให้เราเอาสมถะเอาวิปัสสนามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

อดีตที่มันเป็นสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตนเราทั้งหลายต้องยกเลิกทั้งหมด เพื่อปัจจุบันเราจะได้เข้าถึงความว่างจากนิติบุคคลตัวตน พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ อยู่ที่อินทรีย์สังวร อยู่ที่ปาฏิโมกข์สังวร

 

อินทรีย์สังวร ปาฏิโมกข์สังวรที่มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานอยู่ที่เรารู้เข้าใจ ที่เราเอาปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ อินทรีย์สังวรนี้ถึงเป็นส่วนที่สำคัญ ปาฏิโมกข์สังวรนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราต้องพากันนอนพักผ่อนให้ได้วันละอย่างน้อย ๕ ชั่วโมง อย่างมากไม่เกิน ๖ ชั่วโมง เรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่เพื่อยกเลิกตัวตนที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การยกเลิกตัวตน การทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราให้ดับไม่เหลือด้วยการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่หน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราสำรวมอินทรีย์ได้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ปาฏิโมกข์สังวรได้แก่พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เอาความสงบและปัญญาเดินทางไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้สมถะและวิปัสสนาเดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ในการสำรวมอินทรีย์ คำว่าสำรวมนี้ก็ได้แก่ความสงบและปัญญา เรามีตาเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจพร้อมกับมีปัญญา เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจถ้าเราไม่มีปัญญาชีวิตนี้ก็ย่อมเสียหายชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความเคารพได้แก่การยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าที่ไหนเรามีความเคารพ ที่นั่นแหละคือการยกเลิกตัวยกเลิกตน เราไม่มีความเคารพเราจะยกเลิกตนได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีอินทรีย์สังวร ไม่มีศีลสังวร ไม่มีปาฏิโมกข์สังวรเราจะชื่อว่าเราเป็นผู้ที่เคารพได้อย่างไร เพราะความเคารพนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราต้องเคารพในการสำรวมระวังอินทรีย์ ถ้าเราปล่อยให้จิตใจของเราเอาสัญชาตญาณเอานิติบุคคลเป็นตัวนำ เราก็เป็นผู้ไม่เคารพในการสำรวมระวังในอินทรีย์สังวร พระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ นั้นเป็นความละเอียดอ่อนของจิตของใจ เราจะไปมองข้ามพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นไม่ได้ พระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นคือความละเอียดอ่อน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ เราทำไม่ได้ เราจะไปยกเลิกการตรึกในกามได้อย่างไร เราจะไปยกเลิกการตรึกในเรื่องของพยาบาทได้อย่างไร

 

เพราะความละเอียดอ่อนในการสำรวมในอินทรีย์สังวร ปาฏิโมกข์สังวร ศีลสังวรของเรานั้นมันไม่ได้เข้าถึงความละเอียดอ่อน ไม่ได้เข้าถึงความปราณีต

 

การปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เข้าใจ บารมีเบื้องต้น บารมีเบื้องกลาง บารมีสูงสุด เป็นความละเอียดอ่อน เป็นความปราณีต รูเข็มเล็ก ๆ ที่สำหรับร้อยเส้นด้ายนั้นถือว่ายังเป็นรูอยู่ การยกเลิกตัวยกเลิกตน เข้าถึงความละเอียดอ่อน เข้าถึงบริสุทธิคุณนั้นเป็นของละเอียดอ่อนมากกว่านั้นยิ่งไปกว่านั้น

 

สติสัมปชัญญะรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม นี้คือความละเอียดอ่อน

 

นี้คืออินทรีย์สังวร นี้คือปาฏิโมกข์สังวร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ การยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยอินทรีย์สังวร ปาฏิโมกข์สังวร เราทุกคนมามุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงมีอยู่ที่อินทรีย์สังร อยู่ที่ปาฏิโมกข์สังวร ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นถึงอยู่ที่การทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

มีคำถามว่า การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ การกระทำอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด เพราะอินทรีย์สังวรไม่มีความเครียด ปาฏิโมกข์สังวรไม่มีความเครียด

 

เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความสุขในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว ไม่มี ๒ ตำแหน่ง ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะที่นั้นจะไม่มีความทุกข์ อย่างเรามีสติสัมปชัญญะ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ความทุกข์นั้นมีไม่ได้ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นความสงบจะเป็นความเคารพ ไม่มีความปรุงแต่ง ถ้าเราไม่มีความปรุงแต่ง หน้าที่นั้นก็จะเป็นความสงบ

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ ถึงเป็นทางสายเอก อินทรีย์สังวรคือทางสายเอกที่เป็นสมณะกับวิปัสสนาเดินทางไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายเอก ปาฏิโมกข์สังวรเป็นความรู้ความเข้าใจนั่นแหละเป็นทางสายกลาง สายเอกก็หมายถึงการทำหน้าที่ของหน้าที่

 

มีความรู้ความเข้าใจว่าการสำรวมอินทรีย์นั้นเป็นทางสายเอก เป็นความรู้ความใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นเป็นมรรคผลเป็นพระนิพพานอยู่ในตัว

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หน้าที่นั่นแหละคือผล ผลนั่นแหละมาจากหน้าที่

 

มรรคนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติ ผลนั้นได้แก่ปฏิเวธ เรามีหน้าที่ทำหน้าที่เพื่อดับไม่เหลือด้วยสมถะและวิปัสสนา ด้วยความดับไม่เหลือด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุนี้ การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพื่อจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

พระนิพพานอยู่ที่ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ พรหมจรรย์นั้นถึงอยู่ที่ปฏิบัติอยู่ที่ทำหน้าที่

 

คำว่าพรหมจรรย์ได้แก่ทางสายกลางที่เป็นวัตถุกับเป็นจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นสมถะกับเป็นวิปัสสนาที่ทำงาน ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

 

พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ ที่ไหนมีความรู้ความเข้าใจพร้อมกับทำหน้าที่ พระนิพพานอยู่ที่นั่นแหละ เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานอยู่ที่รู้เข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เป็นสมถะกับวิปัสสนาอยู่ที่สติปัฏฐานทั้ง ๔

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ปัจจุบันนั้นต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ มามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ พากันมามีอินทรีย์สังวร มามีปาฏิโมกข์สังวร เพราะการสำรวมอินทรีย์นี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสำรวมในพระปาฏิโมกข์ สำรวมในศีลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ถ้าเราไม่สำรวมในอินทรีย์ไม่สำรวมในปาฏิโมกข์ เราพากันไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรม เราไปมองข้ามปัจจุบันไปมองข้ามหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราไม่ทำหน้าที่นี้มันคือความเสียหาย

 

เราอยู่ที่ครอบครัว เราอยู่กับโซเชียลต่าง ๆ เราก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะวิกฤตนั่นแหละคือโอกาส ปัญหานั้นคือปัญญา

 

เราต้องรู้จักวิกฤตนั่นหละคือโอกาส เราต้องรู้จักปัญหานั่นแหละคือปัญญา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้เรารู้วิกฤต ให้เรารู้ปัญหา เราควรจะขอบอกขอบใจวิกฤต เราควรจะขอบใจปัญหา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก พระนิพพานนั้นจะมีมาจากไหน เพราะพระนิพพานอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ

 

อยู่ที่เราสำรวมระวังอินทรีย์สังวร อยู่ที่เราสำรวมในพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นปาฏิโมกข์สังวร

 

ความสงบมีอยู่ทุกหนทุกแห่งอยู่แล้ว ที่ไหนมีอินทรีย์สังวร เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ความสงบนั้นก็ย่อมมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นความว่างจากความรู้ความเข้าใจที่จะเป็นปฏิปทาของเราให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

โลกส่วนตัวโลกที่เป็นตัวเป็นตน โลกที่มีข้อแม้ต่าง ๆ เราต้องยกเลิก ไม่ต้องลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่

 

ธาตุขันธ์อายตนะ รูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญเราต้องรู้เข้าใจ เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือโซเชียล โซเชียลภายนอกก็มีมาก โซเชียลภายในจากความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ก็มีมาก มันมาแรง

 

อินทรีย์สังวร ปาฏิโมกข์สังวรนี้เราต้องรู้เข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนี้ ที่เป็นอวิชชาเป็นความหลง

 

เราจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้ก็ด้วยการสำรวมอินทรีย์ สำรวมในอาชีพ อาชีพที่เป็นตัวเป็นตนเป็นอวิชชาเป็นความหลง

 

เราเอาความสุขจากความหลงนั้นมันเป็นกับดักอยู่ในตัว มันเป็นความแก่เจ็บตายพลัดพรากอยู่ในตัว เราต้องรู้เข้าใจ

 

เราทุกคนพากันมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้ให้ได้ เราทุกคนสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่นไม่ได้ เพราะนิติบุคคลตัวตนมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นสงครามในตัวความไม่รู้ มันเป็นขั้วบวกขั้วลบทำให้เกิดปัญหาในตัวของปัญหาเอง

 

ปัจจุบันเราต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยการทำหน้าที่ด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อให้สมถะวิปัสสนาได้ทำงานได้ทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา มีความสุขในการสำรวมอินทรีย์ มีความสุขในสัมมาอาชีวะ ยกเลิกสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ให้อาหารที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

อาหารของพระนิพพานได้แก่การสำรวมอินทรีย์ตาหูจมูกลิ้นกายใจ สำรวมในอาชีวะในการเลี้ยงชีวิตชอบ ด้วยไม่เอาอวิชชาเอาความหลง สำรวมในพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อไม่มองข้ามสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราพักผ่อนให้เพียงพอ เรามีอินทรีย์สังวร ทำหน้าที่ให้เพียงพอ เราเลี้ยงชีวิตที่ชอบให้เพียงพอ

 

การรักษาศีลการประพฤติการปฏิบัติของเรามุ่งบริสุทธิคุณเพื่อสติสัมปชัญญะหรือว่าสมถะและวิปัสสนาจะได้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่สำรวมอินทรีย์สังวร ปาฏิโมกข์สังวร ปาริสุทธิสังวร ที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ อยู่ในท่ามกลางวิกฤต วิกฤตนั่นแหละคือโอกาส ปัญหานั้นคือปัญญา พระนิพพานนั้นคือความรู้ความเข้าใจอยู่ที่หน้าที่ ที่ไหนมีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่นั้นก็ย่อมมีมรรคผลพระนิพพาน พระนิพานนั้นคือความดับทุกข์

 

พระนิพพานนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่เราทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

เมื่อวันคืนสุดท้ายในการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานให้พระอานนท์และภิกษุสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือที่หน้าที่ ท่านถึงตรัสให้เข้าใจว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

อินทรีย์สังวร อาชีวปาริสุทธิสังวร ปาฏิโมกข์สังวร จึงได้แก่พระรัตนตรัย พระรัตนตรัยนั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุนี้เราถึงพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระนิพพานคือความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณนั้นต้องอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่การทำหน้าที่

 

หน้าที่ของเราถึงต้องสำรวมอินทรีย์ ได้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ หน้าที่ของเราถึงเป็นการสำรวมในอาชีวะปาริสุทธิ หน้าที่ของเราเป็นการสำรวมในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

การยกเลิกตัวยกเลิกตนที่ยกเลิกสัญชาตญาณนั่นแหละจะเป็นอินทรีย์สังวร ปาริสุทธิสังวร ปาฏิโมกข์สังวร ที่จะได้ตั้งอยู่ในสติปัฏฐานที่เป็นสมถะและวิปัสสนาด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้าย เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นต้องเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่เพราะพระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน จึงได้ประทานปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 120,080