๑๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑๕ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พุทธบริษัทเอาทางสายกลางนำชีวิต เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

ถ้าเราเอาตั้งแต่ทางวัตถุก็ไปไม่ได้ ถ้าเราจะเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจก็ไปไม่ได้ ต้องเอาทางวัตถุกับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงได้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา สติสัมปชัญญะที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องมีสติต้องมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเป็นการขับเคลื่อนของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

ขณิกสมาธิกับอุปจารสมาธินั้นได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธินั้นจะยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ จะยกเลิกอคติทั้ง ๔

 

สติสัมปชัญญะรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องมุ่งเป้ามายังสติสัมปชัญญะ

 

สติสัมปชัญญะนี้จะหยุดความฟุ้งซ่าน จะหยุดเรื่องอดีต จะหยุดเรื่องอนาคต สติสัมปชัญญะนี้จะยกเลิกตัวยกเลิกตนไปด้วยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ

 

เพราะเหตุผลว่า สติสัมปชัญญะนั้นได้แก่สมถะวิปัสสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นความฟุ้งซ่าน

 

เราจะหยุดความฟุ้งซ่านได้ด้วยเราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราทุกคนนั้นย่อมหยุดความฟุ้งซ่านนั้นไม่ได้

 

อานาปานสติได้แก่ลมหายใจ เราทุกคนเกิดมามีลมหายใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ลมหายใจจะอยู่คู่กับเราจนวาระสุดท้ายในการละโลกนี้ไป

 

ลมหายใจนี้เราทุกคนต้องเอามาใช้เพื่อเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพ ท่านมีเครื่องอยู่ด้วยอานาปานสติทุก ๆ อิริยาบถเลย

 

ยืนเดินนั่งนอนทำงานท่านจะมีเครื่องอยู่ด้วยอานาปานสติ ได้แก่การหายใจเข้า ได้แก่การหายใจออก

 

เราทุกคนมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีตั้งหลายอย่าง ที่พระโปฐิละผู้มีปัญญามากก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ จนกระทั่งสามเณรน้อย ๆ เพียง ๗ ขวบ ได้บอกให้รู้ให้เข้าใจว่าให้ตัดอายตนะภายนอกออกหมด ให้อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ เพื่อสติเพื่อปชัญญะนั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำเราต้องพากันรู้ไม่ต้องอธิบายมาก น้ำมันไหลติดต่อต่อเนื่องกันไม่ขาดขั้นขาดตอนนั้นเรียกว่าสายน้ำ

 

คำว่าน้ำหยดเราต้องพากันรู้ น้ำหยดนั้นมันหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน นั้นเรียกว่าน้ำหยด ไม่ใช่สายน้ำ

 

อานาปานสติ หายใจเข้าหายใจออกเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราทุกคนต้องหายใจเข้าให้สบาย เพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกให้สบายเพื่อเอาของเสียของปฏิกูลเอาคาร์บอนออกไซด์ออกไป

 

อานาปานสติเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะยกเลิกสัญชาตญาณ จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะได้เป็นอย่างดีมาก ๆ

 

อานาปานสติจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยไม่ให้เราไปตามผัสสะ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกเรื่องอดีต เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะเราทุกคนนั้นก็จะว่างจากตัวจากตน

 

การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเน้นมาที่ตัวเรา เน้นมาที่การทำหน้าที่ที่ตัวเรา เราต้องตัดอดีตออกไปให้หมด เราต้องยกเลิกอนาคตออกไปหมด ปัจจุบันเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ

 

การประพฤติการปฏิบัติเรามุ่งเป้าไปที่สติสัมปชัญญะ เน้นที่สติเน้นที่สัมปชัญญะ

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่มีสติสัมปชัญญะนั้นเราจะดับทุกข์ได้ไหม มีตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่า ไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเน้นเรื่องสติเรื่องสัมปชัญญะ เน้นความรู้ตัวทั่วพร้อม

 

สิ่งภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะสิ่งภายนอกนั้นไม่สามารถทำให้เราฟุ้งซ่านได้ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ

 

ถ้าเราอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะอยู่กับลมหายใจเข้าก็ให้มีความสุข อยู่กับลมหายใจออกก็มีความสุข

 

คำว่าอยู่นั้นหมายถึงสติสัมปชัญญะ เราอยู่กับความสุขที่หายใจเข้าสบาย เรามีความสุขอยู่กับหายใจออกสบาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนั้นคือหนึ่งเดียว ถ้าเป็นปัจจุบันแล้วจะไม่มีความปรุงแต่ง จะไม่มีความฟุ้งซ่าน

 

ถ้าเราอยู่กับลมหายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย เราทุกคนก็จะไม่มีความฟุ้งซ่าน เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว เมื่อเรามีการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราก็จะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจพร้อมกับทำหน้าที่ มีความสุขกับการทำหน้าที่ เราปฏิบัติอย่างนี้ก็เพียงพอ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราอย่าไปอยาก เราอย่าไปไม่อยาก เพราะความอยากกับความไม่อยากมันคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นมันคือความไม่สงบ

 

มีคำถามว่าไม่อยากไม่ต้องการจะไปทำทำไม จะไปทำเพื่อดับไม่เหลือจากความอยากความไม่อยาก เพราะความอยากความไม่อยากมันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทำไมเสวยวิมุตติสุขจากความหลุดพ้นไม่กี่อาทิตย์ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านี้

 

เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมันคือความดับไม่เหลือของอวิชชาของความหลง มันเป็นความดับไม่เหลือ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหยุดสัญชาตญาณ หยุดขั้วบวกขั้วลบ ความรู้ความเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องเสียสละ ต้องทำหน้าที่ของหน้าที่ เพราะการตรัสรู้ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ หากเป็นความดับไม่เหลือของวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจคำว่าพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นั้นหมายถึงบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตน การให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาวิปัสสนา ความุ่งหมายที่เราปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นบริสุทธิคุณ เป็นความรู้ความเข้าใจเรื่องพระนิพพาน เป็นความรู้ความเข้าใจเรื่องวัฏฏสงสาร

 

พรหมจรรย์นั้นถึงมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา ว่าเราทุกคนต้องให้ทาน ต้องปฏิบัติศีล ต้องตั้งมั่นในทาน ต้องตั้งมั่นในศีล ต้องเสียสละยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อความดับไม่เหลือแห่งนิติบุคคลตัวตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเลย มุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา ลงรายละเอียดมายังที่ตัวเรา การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มองข้ามในเรื่องความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาท ไม่มองข้ามอาชีพ เพื่อมุ่งเป้ามายังตัวเรา

 

การประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์นั้นถึงไม่มีการหลอกลวง ตัวเองรู้ตัวเองเห็นตัวเองว่าตัวเองนี้ไม่มีคำว่าหลอกลวง เราผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องยกเลิกโลกธรรมออกให้หมด โลกธรรมนี้ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะว่าเรายกเลิกโลกธรรมแล้ว

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เน้นยกเลิกการตรึกในกาม การตรึกในพยาบาท

 

เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ ไม่มีใคร ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราไม่สามารถปกปิดตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นบริสุทธิคุณ ต้องยกเลิกตรึกในกาม ต้องยกเลิกตรึกในพยาบาทเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้ เราทำทุกสิ่งทุกอย่างต้องให้สะอาดทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพ ต้องสะอาดมาจากใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ายังใจ

 

พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ การฝึกใจปฏิบัติใจต้องอาศัยกาย อาศัยวาจา อาศัยกิริยามารยาทอาศัยอาชีพเป็นเครื่องฝึกเครื่องปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจว่าเราต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าภายนอกกับภายในมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน สิ่งภายนอกนั่นแหละคือสิ่งภายใน เพราะสิ่งภายนอกนั้นกายทำก็จริงวาจาทำก็จริง หน้าที่การงานนั้นก็จริง คนที่สั่งงานไม่ใช่ใครที่ไหน คนที่สั่งงานนั้นคือใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน การปฏิบัตินี้ถึงเน้นเรื่องภายนอก

 

อย่างเราทุกคนต้องมีบ้านมีรถมีเครื่องบิน มีสิ่งอำนวยความสะดวกความสบาย มีคอมพิวเตอร์ที่เป็นเอไอที่เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

เราจะไปคิดว่าทุกอย่างความไม่มีทุกข์ความดับทุกข์มันอยู่ที่ไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การปฏิบัติต้องเป็นทางสายกลาง เพื่อเอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

เราพากันคิดดูดี ๆ สิ ถ้าเราคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจทำไมเราทานข้าวทานอาหาร ทำไมไม่บอกตัวเองว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ

 

การปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่ภายนอก เราทุกคนต้องรู้เข้าใจต้องเสียสละ เพราะการเสียสละนั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพราะการให้ทานนั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพราะการที่เราเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เอามาทำหน้าที่นั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเน้นที่หน้าที่เน้นภายนอก เพื่อให้เราได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้น ตัวตนที่เป็นสัญชาตญาณนั้นเราทุกคนไม่ต้องการเสียสละ ตัวตนนั้นคือความคิดเห็นผิดความเข้าใจผิด เพราะตัวตนนั้นมีแต่ข้อแม้ต่าง ๆ นานา ตัวตนนั้นจะเป็นแต่ผู้เอา ไม่เป็นผู้เสียสละ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงทำหน้าที่ทำพุทธกิจ มุ่งเป้ายังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราพากันมาให้ทานมาเสียสละ มาตั้งมั่นในหน้าที่

 

เรามารู้มาเข้าใจ เรามามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้เรียนได้ศึกษาเพื่อยกเลิกตัวตน เราจะได้ทำงานเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เราจะเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจ ว่าเราจะเดินทางไกลเราต้องมียานในการเดินทาง ทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็อาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางได้ปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ

 

ความยึดมั่นถือมั่นในการให้ทานในการเสียสละ ในการปฏิบัติศีลที่มีความตั้งมั่นในสมาธินั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

พุทธบริษัทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะปัจจุบันมันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ความยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์อุดมธรรมอุดมคติ มีความสุขในการทำหน้าที่ที่เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะนั้นถึงไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน แต่เป็นความยึดมั่นถือมั่นด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เป็นความดับไม่เหลือด้วยการทำหน้าที่ของหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

 

 

พระธรรมพระวินัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การเจริญอานาปานสติทุก ๆ อิริยาบถนั้นความหมายเพื่อรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าตัวของเราต้องรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรมด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

โลกนี้ถึงจะสะท้านสะเทือนสนั่นหวั่นไหว ถ้าเรามีสติรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

โลกภายนอกก็ย่อมทำอะไรให้กับผู้มีสติมีสัมปชัญญะนั้นไม่ได้ การปฏิบัติการทำความเพียรของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเน้นให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ ที่เป็นสัญชาตญาณที่ครอบงำสติครอบงำสัมปชัญญะของเรา

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจพากันมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราทุกคนต้องพากันเสียสละให้มีความสุข พากันทำงานให้มีความสุข พากันมีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวตามสิ่งต่าง ๆ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พากันเอาวิกฤตมาเป็นโอกา เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาปัญญามาเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนไม่ต้องไปแคร์นิวรณ์ทั้ง ๕ ไม่ต้องไปแคร์อคติทั้ง ๔ ไม่ต้องหวั่นไหวตามสิ่งแวดล้อมด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ ที่เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องอยู่ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม รู้แล้วไม่เข้าไปปรุงไปแต่ง เพราะความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

อย่างตาเราเห็นรูปเราก็รู้ว่าอันนี้รูป อย่างหูได้ยินเสียงก็รู้ว่า เอ้อ...อันนี้เสียง อย่างจมูกเราได้กลิ่นเราก็รู้ว่า เอ้อ...อันนี้มันกลิ่น เมื่อลิ้นเราก็ลิ้มรสก็รู้ว่า เอ้อ...อันนี้มันเป็นรส เมื่อเรากายได้สัมผัสก็รู้ว่า เอ้อ...กายเราได้สัมผัส

 

รู้แล้วก็แล้วไปมันไม่มีอะไรหรอกเราจะไปเอาอะไร เพราะเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เพื่อวิกฤตนั้นจะได้เป็นปัญญา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

อย่างเรานั่งสมาธิอย่างนี้เราก็รู้ว่า เอ้อ...ใจกำลังคิดกำลังปรุง เราก็ไม่ต้องทำอะไร ถ้าเราไปคิดว่าเราจะทำให้มันสงบ นั่นแหละมันจะมีเรื่องมากขึ้นกว่าเก่า

 

เช่นเรามองดูเห็นคนนั้นทำผิดทำถูก เราก็มองดู ถ้าเราไปตรึกนึกคิดว่าทำไมเค้าถึงเป็นอย่างโน้นอย่างนี้

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปคิดอย่างนั้นคิดอย่างนี้ ตัวผู้รู้ผู้เข้าใจเพื่อให้วิกฤตนั้นเป็นโอกาส

 

เช่นเรานั่งอยู่ด้วยกันคนโน้นก็เป็นอย่างโน้น คนนี้ก็เป็นอย่างนี้ เป็นอะไรก็ช่างหัวเขา เรื่องของเขาก็ให้เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา

 

ของหนักมันมีอยู่ ถ้าเราไม่ไปยกไปแบกไปหามของหนักนั้นก็ย่อมอยู่อย่างนั้นแหละ มันจะไม่มีความหนัก

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าความปรุงแต่งมันคือความไม่สงบ ความปรุงแต่งมันเป็นสงคราม สงครามในตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปยังหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งภายนอกก็ให้เป็นสิ่งภายนอกไป ตัวผู้รู้ของเราต้องรู้เข้าใจ

 

ความเคารพที่มองเห็นด้วยปัญญา อย่างความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากร้อนหนาวสุขทุกข์เป็นหน้าที่ของหน้าที่ เราจะเข้าไปปรุงไปแต่งให้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้มุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา เราจะไม่หลงงมงายในความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากร้อนหนาวสุขทุกข์ให้มันเป็นโลกธรรมครอบงำสติปัญญาของเรา

 

พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ รู้เข้าใจและก็ต้องให้ทานรักษาศีลมีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งต่าง ๆ

 

รู้เข้าใจเพื่อมาเสียสละ เพื่อมาทำงานทำหน้าที่ เพื่อให้ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

พระนิพพานกับธรรมนูญที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นบริสุทธิคุณที่เป็นพรหมจรรย์ที่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นั้นถึงอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเราอย่าไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เราต้องทำความดีสร้างบารมี เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นี้เป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ความผิดในการความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ถึงมีความผิดพลาดถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอรหันต์ขีณาสพท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ อันนี้ขึ้นอยู่เงื่อนไขขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้รู้ให้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันเป็นหน้าที่ของหน้าที่ อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติ เพราะพระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เน้นที่บริสุทธิที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราต้องให้เข้าถึงเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เราทุกคนต้องรู้จักโซเชียล โซเชียลกับวัฏฏสงสารมันคืออันเดียวกัน

 

ถ้าไม่มีโซเชียลก็ย่อมไม่มีพระนิพพาน พระนิพพานนั้นถึงอยู่กับโซเชียลต่าง ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้หยุดโซเชียลได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้โซเชียลได้ด้วยรู้เข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

ปัจจุบันเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องเข้าถึงหน้าที่หรือว่าเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราจะได้ไม่มีความหลงเป็นเครื่องอยู่ ความหลงเป็นเครื่องอยู่ได้แก่ความหวัง ความหวังกับความผิดหวังมันคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความหวังมันก็คือความผิดหวัง เพราะความหวังนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ หวังว่าจะดีในโอกาสต่อไป นี้คือผู้ที่อยู่ด้วยความหวังแล้วจะเป็นผู้ที่ผิดหวัง

 

ถ้าเราอยู่กับความหวังก็ย่อมไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ความหวังนั้นคือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนที่พากันเรียนก็เพื่อความหวัง พากันทำงานก็เพื่อความหวัง ความหวังนั้นถึงเป็นความผิดหวัง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความพอเพียงเพียงพอเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยเพราะสภาวธรรมตามความเป็นจริงมันมีอย่างนั้น

 

ความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ความพอเพียงเพียงพอนั้นเป็นความสงบเป็นความเคารพ

 

พระนิพพานอยู่ที่เรารู้เข้าใจ เรามีความสุขในการยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะว่าขั้วบวกขั้วลบหรือความไม่สงบต้องให้จบลงที่ปัจจุบันจบที่หน้าที่

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 120,080