๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

การปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่ของเราของตัวเราที่มุ่งเป้ามาที่เรา ใจของเราทุก ๆ คนนั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ ตัวของเราเองเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นเป็นผู้เข้าใจ

 

การปฏิบัติใจของเรานั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม

 

การปฏิบัติใจนั้นต้องมาปฏิบัติที่กาย เราปฏิบัติที่กายนั่นแหละปฏิบัติใจ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม

 

เหมือนกับเรารับประทานอาหาร การรับประทานอาหารนั้นต้องให้กายรับประทานอาหาร การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน การปฏิบัติธรรมนั้นถึงไปเน้นเรื่องภายนอก ทำหน้าที่ภายนอก เรื่องทานอาหารเรื่องทำงานเรื่องพักผ่อนเป็นเรื่องของภายนอกทั้งหมด

 

การปฏิบัติใจต้องไปปฏิบัติภายนอก เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือการปฏิบัติทางใจ

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราทุกคนก็ไม่อยากเสียสละ เพราะสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราทุกคนไม่อยากเสียสละ

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละนั้นไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนต้องเสียสละ

 

ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้ เป็นธรรมะที่ทวนกระแส ไม่ไปตามกระแส เราทุกคนต้องเสียสละ

 

คำว่าโซเชียลนี้หมายถึงไปตามกระแส น้ำมันไหลจากที่สูงลงไปสู่ที่ต่ำ

 

ความรู้ความเข้าใจเราทุกคนต้องเสียสละ เราทุกคนต้องทวนกระแส เราทุกคนจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นกระแสที่เป็นโซเชียลนั้นไม่ได้ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าเราไปตามโซเชียลตามกระแสนั้นไม่ได้

 

พุทธะคือผู้รู้ผู้เข้าใจ ภวังค์คือภพคือตัวคือตน ภวังค์คือภพคือกระแส สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันเป็นภาพมันเป็นภวังค์มันเป็นกระแส

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมาเสียสละ สมถะคือความสงบนั้นมันดีอยู่แล้ว สมถะต้องมีวิปัสสนาควบคู่กันไป เราจะไม่ได้ตกอยู่ในภวังค์ เราจะไม่ได้ตกอยู่ในภพ จะไม่ได้ไปตามกระแส

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจึงเป็นผู้งามไปด้วยการเสียสละ จะไม่ได้ตกในภวังค์ จะไม่ได้ไปตามกระแส

 

ทุกคนต้องมีความสงบ เอาความสงบนั้นมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ จะไม่ได้ตกอยู่ในภวังค์ จะไม่ได้ไปตามกระแส

 

ความสง่างามกับความสงบ ความสง่างามในปัญญา ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเจริญสติปัฏฐาน เน้นที่รู้กายให้เด่นรู้กายให้ชัดเจน เน้นให้รู้เวทนาให้เด่นรู้เวทนาให้ชัดเจน รู้จิตให้เด่นรู้จิตให้ชัดเจน รู้ธรรมให้เด่นรู้ธรรมให้ชัดเจน

 

ถ้าเรารู้กายให้เด่นรู้กายให้ชัดเจนเราจะได้รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

ความรู้นี้มันจะเด่น ความรู้นี้จะยกเลิกภพยกเลิกภวังค์ จะเป็นการยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ที่มันเป็นความหลงเป็นที่พัก ที่มันเป็นภวังค์ด้วยการเอาสมถะกับวิปัสสนามาทำงานควบคู่กันไป

 

อย่างเราเจริญสติปัฏฐาน เมื่อกายของเราเด่น เมื่อเรารู้กายในกาย ความรู้นี้เด่นชัด สติปัญญาของเราก็เด่นชัด

 

ถ้าเรารู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม โลกธรรมนั้นครอบงำเราไม่ได้

 

เราไม่รู้กายในกาย ไม่รู้เวทนาในเวทนา ไม่รู้จิตในจิต ไม่รู้ธรรมในธรรม โลกธรรมก็ย่อมครอบงำจิตใจของเรา

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา เราต้องพากันมาเน้นที่หน้าที่ เน้นที่สติเน้นที่สัมปชัญญะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เช่นเรารู้กายในกาย ธาตทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นจะครอบงำตัวผู้รู้นี้ไม่ได้ เพราะตัวผู้รู้นี้มันเด่นชัด ตัวผู้รู้นี้มันสง่างาม สง่างามด้วยศีล สง่างามด้วยสมาธิ สง่างาด้วยปัญญา ที่เป็นปฏิปทาที่สง่างาม

 

ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ไม่มีสิ่งใดที่จะครอบงำสติครอบงำสัมปชัญญะได้

 

เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งมันมีตำแหน่งเดียว เช่นเรานั่งอยู่นี้มันมีตำแหน่งเดียว มันมานั่งซ้อนกันไม่ได้ ถ้าเรารู้กายในกายอย่างนี้ตัวที่ไม่รู้ก็มาตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะมันมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าสติสัมปชัญญะนี้มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่อุปการคุณ การเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นถึงเป็นสิ่งที่มีคุณเป็นอุปการคุณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความนั้นก็จะหลงเพราะอันนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ความรู้จริง

 

ด้วยเหตุผลนี้ เพื่อให้ทานศีลสมาธิปัญญาได้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความตั้งใจตั้งเจตนาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อไม่ให้จิตตกอยู่ในภวังค์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเอาขณิกสมาธิมาใช้ เอาอุปจารสมาธิมาใช้ในวิถีชีวิตที่ให้ชีวิตนี้เป็นเชิงบวก เพื่อไม่ให้นิวรณ์ทั้ง ๕ มาครอบงำ เพื่อไม่ให้อคติทั้ง ๔ มาครอบงำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจพร้อมทั้งมีความตั้งมั่น เพื่อให้ปฏิปทานั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การปฏิบัติของเรานั้นจะขาดขั้นขาดตอนขาดการต่อเนื่องนั้นไม่ได้

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเอาขณิกสมาธิมาใช้ อุปจารสมาธิมาใช้ เพื่อสมถะกับวิปัสสนาจะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

คำว่าปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยให้ไปตามกระแสนะ คำว่าปล่อยวางนี้คือการทวนกระแส สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราทุกคนก็จะปล่อยตัวเองไปตามกระแส ปล่อยตัวเองไปตามภวังค์หรือจิตภวังค์ปล่อยตัวเองไปตามกระแส

 

ด้วยเหตุนี้การเสียสละของเราต้องเด่น การรักษาศีลการทำหน้าที่ของเรานั้นต้องเด่น สมาธิความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวของเราต้องเด่น ปัญญาความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องนั้นต้องเด่น

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นจะถูกครอบงำด้วยความไม่เด่นด้วยความเศร้าหมองด้วยความด่างพร้อย

 

ถ้าเรายกเลิกภวังค์ เรายกเลิกกระแสไม่ตามกระแสไม่ให้กระแสในปัจจุบันครอบงำจิตใจของเรา ทานศีลสมาธิปัญญานั้นถึงจะเด่น ธาตุขันธ์อายตนะที่แปลไปเป็นโลกธรรมหรือแปลเป็นตัวตนนี้จะครอบงำเราไม่ได้ สัญชาตญาณที่เป็นตัวตนเราไม่ได้ เพราะเรามีสติเป็นพื้นฐานมีปัญญาเป็นพื้นฐาน

 

อานาปานสติใช้ได้กับเราทุก ๆ คน ถ้าเราเจริญอานาปานสติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ พลังทางจิตหรือว่าพลังจิต พลังจิตหรือว่าอำนาจจิตที่อาศัยปัญญาสัมมาทิฏฐิด้วยการเจริญอานาปานสติจะเป็นธรรมจักร จะเป็นเครื่องจักรที่ตัดที่เป็นพลังงานในการเสียสละ พลังในการทำหน้าที่ พลังงานที่ตั้งมั่น พลังงานแห่งปัญญา จะเป็นพุทธะสภาวธรรม จะเป็นเครื่องจักร จะเป็นธรรมจักร จะเป็นทางสายกลาง เป็นสิ่งที่เป็นสภาวธรรมเป็นสิ่งที่ทวนกระแส ไม่ตกภวังค์ ไม่ไปตามกระแส

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ถึงมีแต่ความสง่างาม มีความเจริญงอกงาม ก้าวไปด้วยความสง่างาม ไม่มีการตกภวังค์ ไม่ไปตามกระแส ไม่มีอะไรที่จะครอบงำการเสียสละของเราได้ ไม่มีอะไรจะมาครอบงำศีลเราได้ ไม่มีอะไรจะครอบงำสมาธิเราได้ ไม่มีใครอะไรจะครอบงำปัญญาของเราได้

 

เพราะเรารู้เราเข้าใจ ไม่มีอำนาจใดจะอยู่เหนือธรรมจักร อัญญาโกณฑัญญะ ๑ ในปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ถึงได้เปล่งพระวาจาว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่ ญาฌกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความสง่างามของการให้ทาน ความสง่างามของศีล ความสง่างามของสมาธิ ความสง่างามของปัญญาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในจะครอบงำผู้เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นไม่ได้

 

เพราะสติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นคือความสง่างาม ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้กายในกาย รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เป็นผู้สง่างาม เพื่อใจของเราะจะได้ไม่ไปตามกระแส

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนนั้นถึงไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ เพราะการประพฤติการปฏิบัติต้องไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อแม้นั่นแหละคือภวังคจิต ที่จิตไปตามโซเชียลหรือจิตไปตามกระแส

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่ปัจจุบัน เน้นที่หน้าที่ เน้นที่ความตั้งใจมั่นชอบ

 

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อทุกคนจะไม่ได้ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะ รูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญ มาเป็นภวังคจิตครอบงำจิตใจที่ไปตามกระแส

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามุ่งเป้ามาที่ปัจจุบัน ให้เข้าใจว่าปัจจุบันคือปัจจุบัน ปัจจุบันต้องไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ด้วยเราต้องรู้เข้าใจเพื่อไม่ให้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

พระนิพพานนั้นถึงเน้นที่หน้าที่เน้นที่ปัจจุบัน ปัจจุบันต้องไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่ เพราะปัจจุบันนั้นมันคือชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การเจริญสติปัฏฐาน การยกเลิกสัญชาตญาณนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของความสำคัญมากที่สุด

 

อย่างเรามีสติเด่นเป็นหนึ่ง ถ้าเด่นเป็นหนึ่งไม่มีอะไรครอบงำใจของเราได้ เราจะมีสติอยู่กับกายในกายก็ได้ อยู่ในเวทนาในเวทนาก็ได้ อยู่ในจิตในจิตก็ได้ อยู่ในธรรมในธรรมก็ได้ เพราะความเป็นหนึ่งนั้นมันไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เพราะความเป็นหนึ่งนั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่รู้เข้าใจ เราเพียงแต่รู้เข้าใจ รู้ให้มันเด่นให้มันชัด เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ เพราะธรรมะนั้นมันคือธรรมะ ไม่ใช่เอามาเพิ่มได้ไม่ใช่ตัดออกได้ ความรู้กับการตรัสรู้มันอันเดียวกัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ที่เราอยากได้มากอยากได้น้อย แสดงว่ามันซ้ายไปแล้วมันขวาไปแล้ว ไม่ใช่ทางสายกลาง มันเอามาเพิ่มเอามาตัดแล้ว ธรรมะนั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เมื่อรู้เข้าใจแล้วให้มีสติรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 120,082