๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๗ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วัฏฏสงสารของเราจะหยุดลงได้ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง เข้าใจที่ถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง
ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อครั้งพุทธกาลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกไปเผยแผ่ เพื่อให้ประชาชน เพื่อให้มหาชนได้รู้ได้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจแล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร เพราะเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นได้สร้างปัญหาให้กับตนเอง การสร้างปัญหาให้กับตนเองนั่นแหละคือการสร้างปัญหาให้กับผู้อื่น เมื่อเรารู้เมื่อเราเข้าใจแล้ว ปัญหานั่นแหละจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ปัญญานั่นแหละจะมีความสุขในการทำหน้าที่
พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ชาตินั้นได้แก่การทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ศาสน์นั้นได้แก่การทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน กษัตริย์นั้นได้แก่การทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัญญาที่รู้เหตุรู้ปัจจัย พร้อมทั้งทำหน้าที่ ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน การทำหน้าที่นั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ การทำหน้าที่นั้นถึงจะเป็นความสงบ
ความสงบนี้ไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ ความสงบนั้นคือความรู้ความเข้าใจ เพราะเหตุผลว่า เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก อยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามสภาวธรรมตามความเป็นจริง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องกรรมในเรื่องกฎแห่งกรรมและผลของกรรม
ขบวนการของวัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจ
ความรู้ความเข้าใจนี้แหละ เราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาทำหน้าที่
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราทุกคนมาเอาปัญหามาเป็นปัญญา มาเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
พระธรรมพระวินัยเป็นขบวนการจะมาหยุดกระแสปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม ภวังคจิตที่จิตของเราหลงอยู่ ตกอยู่ ภวังคจิตที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นความหลง ที่เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม
ธรรมะที่รู้ที่เข้าใจนั้นถึงเป็นสิ่งที่ทวนกระแส หยุดกระแส หยุดโซเชียล กระแสนี้คือโซเชียล โซเชียลนี้คือกระแส
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นกระแสนั้นเป็นโซเชียลนั้นเป็นโลกธรรม
ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นมันเป็นโลกธรรมหรือโรคภูมิแพ้ แพ้ภูมิของตัวความไม่รู้เอง
ความไม่รู้ไม่เข้าใจได้เป็นโรคภูมิแพ้ทางจิตใจหรือว่าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจิตทางปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจในเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีอยู่
ด้วยเหตุผลนี้ต้องเอาความรู้มาใช้คู่กับการประพฤติปฏิบัติในการทำหน้าที่ สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นถึงเป็นทางสายเอก
สติปัฏฐานทั้ง ๔ เป็นหลักการของการประพฤติปฏิบัติการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ วาระต่าง ๆ นั้นมันมีเพียงวาระเดียว วาระทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมีเพียงวาระเดียว
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ กายก็มีวาระเดียว วาจาก็วาระเดียว กิริยามายาทก็วาระเดียว ความคิดก็มีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้เน้นที่หน้าที่ สติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาทำหน้าที่
หน้าที่นั่นแหละจะหยุดวัฏฏสงสาร จะหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่พระธรรมพระวินัยอยู่ที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของที่สุด
ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้เราทุกคนอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ ความเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยในการทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติปฏิบัตินั้นถึงเป็นความสงบ ความสงบนั้นจะเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี เป็นปัจจุบันหน้าที่ หรือเป็นปัจจุบันธรรม เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่
สติปัฏฐาน ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ขยายความรู้ความเข้าใจให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ
รู้กายในกายอย่างไร ก็รู้กายว่าตัวเองกำลังยืนกำลังเดินกำลังนั่งกำลังนอน ดื่มทำคำพูดกิริยามารยาท รู้ว่ากายกำลังทำอะไร รู้ว่ากายทำดีหรือทำชั่ว ทำผิดหรือทำถูก
เพราะเหตุผลว่า วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้ายืนก็รู้ว่ายืน รู้ชัดเจน นั่งก็รู้ว่านั่งชัดเจน นั่งตัวคดตัวงอตัวโค้งรู้ชัดเจน รู้ว่าตัวเองคะนองมือคะนองเท้า หรือว่าตัวเองมีความสงบ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะถ้าเรามีตัวผู้รู้มันก็มีตัวผู้รู้ ตัวที่ไม่รู้มันก็ทำงานไม่ได้เพราะมันมีตัวผู้รู้อยู่ รู้ว่าตัวเองทำงานดีมั๊ย หรือว่ารู้ตัวเองทำงานสักแต่ว่าทำ
อย่างเช่นเรากำลังนั่งฟังธรรม รู้ตัวเองว่าตัวเองตั้งใจฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั๊ย หรือว่าเอาตั้งแต่นั่งหลับ คิดไปทางอื่น รู้ตัวเองอย่างเราทำงาน ใจของเราอยู่กับงานมั๊ย อยู่กับหน้าที่มั๊ย ว่าใจของเรามันลอยไปทางอื่นรึเปล่า
สติสัมปชัญญะที่เป็นสติปัฏฐานมันชัดเจนมั๊ย เพราะปัจจุบันมันมีเพียงวาระเดียว ถ้าปัจจุบันไม่ชัดเจน พื้นฐานก็ย่อมไม่ดี สติปัฏฐานเราก็ไม่ดี
รู้เวทนาในเวทนา เวทนามันก็เป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างนี้ มีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง เฉย ๆ บ้าง เวทนามันก็เวทนาอย่างนี้ ความรู้ความเข้าใจนั้นมันไปปรุงแต่งในเวทนา ไม่ไปกั้นกลางเวทนา ปล่อยให้เวทนาเค้าทำหน้าที่ของเวทนา การที่ไม่เข้าไปปรุงแต่งในเวทนาเป็นการรู้เวทนาในเวทนา เวทนานั้นได้ทำหน้าที่ของเวทนา เราไม่ต้องไปปรุงแต่งในเวทนานั้น
เพราะเราทุกคนเมื่อมีรูปมันก็ต้องมีนาม เมื่อมีรูปก็ต้องมีเวทนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราไม่อยากให้มีเวทนามันจะเป็นไปได้อย่างไร คนเป็นคนไม่ตายก็ต้องมีเวทนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าไม่มีเวทนาเราจะมีพระนิพพานได้อย่างไร เพราะว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
ถ้าไม่มีรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณพระนิพพานนั้นจะมีได้อย่างไร เพราะพระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจในวัฏฏสงสาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามารู้มาเข้าใจในวัฏฏสงสาร
ให้เรามารู้รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณที่เป็นสภาวธรรมของวัฏฏสงสาร ความยึดมั่นถือมั่นที่ทำให้เกิดอุปาทานจึงเป็นตัวการที่สำคัญ
พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วก็ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ความหมายของคำว่าพระ คือผู้รู้ผู้เข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร พระนั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจ พระนั้นคือเห็นภัยในวัฏฏสงสาร
พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อมายกเลิกวัฏฏสงสาร เพราะเหตุผลว่าพระนั้นคือผู้รู้เข้าใจ ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงตรัสบอกกับพระอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์สาวกให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่ด้วยการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือการยกเลิกวัฏฏสงสาร สัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นไม่ใช่ความสงบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมนั้นคือวัฏฏสงสาร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้ใจในเรื่องพระธรรมในเรื่องพระวินัยในเรื่องการทำหน้าที่
ท่านได้ตรัสกับพระภิกษุให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อจะมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังพระอรหันต์ขีณาสพก็มุ่งเป้าไปยังที่พระอรหันต์ขีณาสพ อย่างตัวเราก็ต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เน้นมาที่ตัวเรา
ให้ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั้นไม่มี ๒ ตำแหน่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้
ปัจจุบันนั้นมันคือปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันไม่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติก็เดินทางไม่ได้ทำหน้าที่ไม่ได้ ปัจจุบันเราไม่ปฏิบัติ เราจะเอาเวลาไหนปฏิบัติ ถ้าไม่มีการปฏิบัติความวิบัตินั้นก็ย่อมมาแทนการประพฤติมาแทนการปฏิบัติ
ถ้าเรามีการปฏิบัติ วิบัตินั้นถึงจะไม่มี เพราะเหตุผลว่ามันมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีความสงบแล้ว ความวุ่นวายมันก็ไม่มี ถ้าเราปฏิบัติแล้ววิบัติมันก็ไม่มี
เพราะว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะเป็นพื้นฐาน ตัวอวิชชาตัวความหลงก็มาอยู่ไม่ได้ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะเป็นพื้นฐาน ถ้าเรามีพระธรรมมีพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐานแล้ว อวิชชาความหลงก็ย่อมไม่ได้เกิดไม่ได้ เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว
เรารู้เราเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่ เมื่อเรารู้เข้าใจเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่ อวิชชาความหลงก็ทำงานไม่ได้ก็ทำหน้าที่ไม่ได้ ความรู้ความเข้าใจของเรานี้ มีความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือการผิดพลาดคือความเสียหายมันคือการพังทลาย
ความไม่ประมาทภัยในวัฏฏสงสาร จะทำงานติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำนี้เราต้องรู้เข้าใจ สายน้ำนี้หมายถึงน้ำมันไหล ไหลไม่ขาดขั้นขาดตอน สู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่แม่น้ำสู่ทะเลมหาสมุทร
คำว่าน้ำหยดให้รู้เข้าใจ น้ำหยดมันหยดทีละหยด ๆ ไม่ได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ความู้ความเข้าใจนี้จะเป็นหมือนดั่งสายน้ำ
ถ้าเป็นความจำไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นจะหลงลืมเพราะมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่รู้จริง
การปฏิบัตินั้นถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ ความประมาทคือความด่างความพร้อยความเศร้าหมอง
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากนี้ไปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นจิ๊กซอว์ที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เปรียบเสมือนพวงมาลาที่เป็นทานศีลสมาธิภาวนาที่สวยสดงดงาม ให้มีความงามในเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด เพื่อให้เป็นหลักการเป็นหน้าที่ของหน้าที่ของการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ถ้าภิกษุสงฆ์เห็นว่าสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ขัดกับความเป็นอยู่ เอาไว้เฉพาะสิกขาบทหลัก เช่น ปาราชิก ๔ สังฆฑิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสัคคีย์ปาจิตตีย์นี้เป็นสิกขาบทหลัก
พระภิกษุมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าพระธรรมพระวินัยเมื่อทุกคนยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ พระธรรมพระวินัยน้อยใหญ่ก็จะมีแต่ความสงบ เมื่อเราหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบแล้ว ไม่ปรุงแต่งในพระธรรมพระวินัย ถือเอาหลักพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความสงบ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นคือความสงบ ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เพราะพระธรรมพาะวินัยเป็นความดับไม่เหลือของสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่มีการเพิ่มหรือไม่มีการตัด เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความสงบ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่
เพราะพระธรรมพระวินัยมุ่งเป้าเพื่อหยุดวัฏฏสงสารเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นความสงบ เป็นความพอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า เธอทั้งหลายต้องเอาพระธรรมพระวินัยเอามาใช้มาทำหน้าที่ประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ เพื่อหยุดขั้วบวกขั้วลบ
หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ไปแล้ว ได้มีการสังคายนาครั้งที่ ๑ พระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูป ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็ได้ปรารภโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ยกเลิกสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นได้ถ้ามีความจำเป็น
พระอรหันต์ขีณาสพมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ทั้ง ๕๐๐ รูปว่าพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นบริสุทธิคุณ เป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นคือความสงบ นั้นคือความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้คือเหตุปัจจัยที่จะให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราจะเดินทางไกลต้องอาศัยยานในการเดินทาง เช่น ทางบกก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีเรืออย่างดี เพราะมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล ต้องอาศัยเรือใหญ่ในการเดินทาง การเดินทางนั้นถึงจะแคล้วคลาดปลอดภัย ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสวัสดิภาพ
พระธรรมพระวินัยนี้ พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหน้าที่ที่หยุดภพหยุดชาติ หยุดวัฏฏสงสาร หยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นความสงบและปัญญา
ความเคารพในพระธรรมพระวินัยนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพในพระธรรมพระวินัยความสงบนั้นเกิดไม่ได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุผลนี้เพื่อไม่ให้ใจของเราเป็นขั้วบวกขั้วลบ เพื่อให้ใจของเราสงบ ต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยในหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณของปัญญานั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
ความบริสุทธิคุณที่เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ที่เคารพในหน้าที่นั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
เรามีตัวมีตน เราจะมีความสงบมั๊ย มีคำตอบอยู่แล้วในตัว ถ้ามีตัวมีตนนั้นย่อมไม่มีความสงบ เพราะตำแหน่งตัวตำแหน่งตนมันปิดกั้นความสงบไว้แล้ว ถ้าเรามีความเคารพความสงบนั้นถึงจะมี
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้รู้ให้เข้าใจ ความเคราพความคารวะถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราไม่มีความเคารพไม่มีความคารวะความสงบถึงมีไม่ได้เป็นเด็ดขาด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความเคารพนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราไม่มีความเคารพนี้ความสงบย่อมมีไม่ได้ เพราะความไม่เคารพนั้นมันคือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราต้องอาศัยความเคารพ เพราะใจของเรานั้นเราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ใจของเรานั้นเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ความไม่เคารพนั้นจะเป็นผู้ที่ตรึกในกามตรึกในพยาบาท
ความเคารพจึงเป็นหน้าที่ของหน้าที่ของเราทุก ๆ เรารู้เข้าใจ สักกายทิฏฐิของเราจะหยุดได้ก็ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ด้วยสติปัฏฐานทั้ง ๔ ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเรื่องของความเคารพ เรื่องของคารวะ เพราะความเคารพความคารวะจะหยุดสัญชาตญาณยกเลิกสัญชาตญาณหยุดความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเราตัวคนอื่น ว่าตัวเราของเราตัวกูของกูตัวสูของสู เป็นการหยุดยกหูชูงวง จะหยุดความสำคัญมั่นหมายว่าเราดีกว่าเขา เราเก่งกว่าเขา ฉลาดกว่าเขา เรารวยกว่าเขา เรามีเพาเวอร์สูงเป็นเราเป็นเขาเป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ เพราะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เมื่อมีปัญญาสัมมาทิฏฐิว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ว่าพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่ของเหตุของปัจจัย
มีความรู้ความเข้าใจที่เอาเอไอทางวัตถุเอาเอไอทางจิตใจที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ
การที่ราชกุมารจะออกบรรพชาอุปสมบท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ท่านอุปาลีที่เป็นข้าทาสบริวารมาบรรพชาอุปสมบทก่อน ไม่ให้ราชกุมารที่เป็นเชื้อกษัตริย์เชื้อพระวงศ์บวชก่อน
สาเหตุก็เพื่อที่จะยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสคารวธรรม ๖ อย่างเพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีสัญชาตญาณมีตัวมีตนแล้วก็ย่อมไม่มีความสงบ เพราะตัวตนนั้นคือความไม่สงบ เพราะตัวตนมันคือปัญหาคือเจ้าปัญหา
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
ความเคารพคารวะนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความเคารพนั่นแหละคือความสงบ ความเคารพนั้นแหละคือความไม่ประมาท ที่ไหนไม่มีความเคารพที่นั้นแหละคือความไม่สงบ ที่ไหนไม่มีความเคารพนั้นแหละคือความประมาท
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนจะหยุดได้ พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก วัฏฏสงสารของเราจะหยุดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่
ถ้าเราคิดว่าการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเราค่อยเป็นค่อยไป เพราะมันเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะต้องรู้เข้าใจ ถ้าเรายกเลิกสัญชาตญาณมันก็คือทำได้ปฏิบัติได้ เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็ไปลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราไม่มองเห็นปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะปัจจุบันเราไม่มีพระนิพพาน เราไม่มีพื้นมีฐานอนาคตจะมีได้อย่างไร เพราะปัจจุบันมีเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อปัจจุบันไม่มีพระนิพพานอนาคตะมีได้อย่างไร
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าพระพุทธเจ้าก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณสพก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน น้อยมากที่พระอรหันต์ได้พระนิพพานตอนสิ้นอายุขัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราไม่รู้เข้าใจโอกาสจะผิดพลาดถึงมีได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาที่เป็นพระธรรมพระวินัยที่สำคัญมาก ๆ นี้เป็นการชิงแชมปแระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


