๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
คนเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ
ถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้ว
ความปรุงแต่งจะเกิดไม่ได้
เช่น…รู้กายในกายอย่างนี้นะ
ความปรุงแต่งจะเกิดขึ้นไม่ได้
เช่น…รู้จิตในจิตอย่างนี้
ตัวรู้มันตัวเดียว
ความปรุงแต่งจะเกิดขึ้นไม่ได้
รู้จิตในจิต ก็หมายถึงว่า
จิตอันไหนมันไม่ดี
เราก็ไม่ไปคิดมัน
อันไหนดี เราก็คิดน่ะ
รู้ธรรมในธรรมอันนี้
มันไม่ใช่ธรรม มันเป็นตัวตนน่ะ
การปฎิบัติของเรา มันจะง่ายขึ้นนะ
ความสงบกับปัญญา
มันจะทำงาน ทำหน้าที่
อย่างเราคอยหลวงพ่ออย่างนี้
เราไปคิดว่า . . .
ทำไมหลวงพ่อไม่มาอย่างนี้
อันนี้เป็นขั้วบวกขั้วลบแล้ว
อย่างเราคิดว่า . . .
คนโน้นทำไมเป็นอย่างนี้
คนนี้เป็นอย่างนี้
อันนั้นมันเรื่องของเขาน่ะ อย่างนี้น่ะ
เราคิดอย่างนี้
เป็นขั้วบวกขั้วลบแล้ว
เราต้องรู้เวทนาในเวทนา
ถ้าไม่รู้เวทนาในเวทนา
เดี๋ยวเป็นเหมือนพระ…
นี่ก็ควบคุมของหวานไม่ได้
ของหวานเอาถุงหนึ่งยังไม่พอ
จะเอาสองถุงน่ะ
นี่ไม่รู้เวทนาในเวทนาแล้ว…
เดี๋ยวเบาหวานขึ้น
เราต้องรู้เข้าใจ
อันไหนไม่ดี เราก็ไม่คิดอย่างนี้นะ
เรียกว่า รู้จิตในจิตน่ะ
รู้เวทนาในเวทนา
เวทนามันก็ทำหน้าที่ของเขา
เราก็รู้ . . .
เราไม่เข้าไปปรุงแต่งน่ะ
เดี๋ยวพรุ่งนี้มหาอนุชนจะเทศน์ไปอย่างนี้แหละ
โอเคนะ ๆ
นั่น ๆ เห็นมั้ยนั้น
ต้องรู้กายในกายนะ
อย่าให้นั่งตัวโค้งตัวงอนะ
เราต้องรู้จิตในจิต
ไม่รู้ . . . เดี๋ยวมันจะไม่มาทำวัตรเช้านะ
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#ธรรมะ@ศาลา
วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙