๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๘ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้พุทธบริษัทพากันนั่งให้สบาย ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม นั่งตัวให้ตรง ๆ เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่หยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน เพื่อให้ทานรักษาศีลฟังธรรม บำเพ็ญสมาธิภาวนา
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานพร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติ เอา ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างรูปธรรมนามธรรม รูปก็ได้แก่วัตถุ นามนั้นได้แก่จิตใจ เอา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน
สัญชาตญาณที่อวิชชาเป็นพื้นฐานนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบเป็นวัฏฏสงสาร พุทธบริษัทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พุทธบริษัทจะได้หยุดวัฏฏสงสารด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่
ความไม่รู้ไม่เข้าใจได้เป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีดำสีสกปรก พุทธบริษัทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ
พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
วัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ การหยุดวัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ตำแหน่งวัฏฏสงสารนั้นก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งหยุดวัฏฏสงสารนั้นก็มีเพียงตำแหน่งเดียว
วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ชาตินั้นคือความเกิด ศาสน์นั้นได้แก่การทำหน้าที่ กษัตริย์นั้นคือปัญญาสัมมาทิฏฐิ ชาติศาสน์กษัตริย์ถึงเป็นตัวผู้รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่า วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ ความรู้ต้องใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติใช้กับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมีเพียง ๑ วาระอยู่ที่ปัจจุบันในการทำหน้าที่
ความรู้ต้องใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ กรรมได้แก่การเดินไปการก้าวไป หยุดกรรมได้แก่ไม่ได้เดินไปไม่ได้ก้าวไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พุทธบริษัททุกคนพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรมในเรื่องผลของกรรม
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นผู้รู้กรรม รู้กฎแห่งกรรม รู้ผลของกรรม ว่ากรรมนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย กรรมนั้นพุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ กรรมนั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ กรรมนั้นได้แก่กรรม กรรมเขาก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นคือกรรม
เรามารู้ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากว่าสิ่งเหล่านี้คือกรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราไม่ต้องการให้มีความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม อดีตนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ไม่มีใครแก้ไขเรื่องความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากได้
ความสงบกับความเคารพคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน เราไม่ต้องการให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพรากนี้คือความไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ นี้คือความไม่สงบ นี้คือความไม่เคารพ
สันติภาพคือความรู้ความเข้าใจว่าอดีตนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พุทธบริษัทพากันรู้พากันเข้าใจว่ากรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีจริง กฎแห่งกรรมนั้นเป็นสิ่งมีจริง ผลของกรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีจริง
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นคือโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรก สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นคือความไม่ถูกต้อง สัญชาตญาณที่เป็นตัวตนนั้นแหละคือการทุจริต ปัญหาต่าง ๆ ของเราทุก ๆ คนนั้นมาจากการทุจริต ผู้ที่ไม่อยากแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นคือผู้ที่กำลังทุจริต ผู้ที่เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เป็นเราเป็นของเรานั่นแหละคือผู้ที่กำลังทุจริต
ธรรมนูญนั้นคือทางสายกลางที่ได้หยุดเรื่องกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม
ด้วยเหตุผลนี้ พุทธบริษัทจะเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มาเป็นตัวเราเป็นของเรานั้นไม่ได้
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ คือผู้ที่ทำหน้าที่ ผู้ที่ตั้งมั่นในธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ คือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจผู้ที่มาเสียสละผู้ที่มาทำหน้าที่ มีความตั้งมั่นในการหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้สัญชาตญาณนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นมันเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จึงได้มีอยู่ที่ธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นกรุณาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ
พุทธบริษัทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพื่อเอาธรรมนูญนำชีวิตเอารัฐธรรมนูญนำชีวิต
ธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั่นแหละคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นได้แก่ธรรมนูญได้แก่รัฐธรรมนูญที่มุ่งมายังตัวเราที่ตัวเรา
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เน้นมาที่ตัวเรา จะได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะวาระต่าง ๆ นี้มีเพียงวาระเดียวอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ธรรมนูญนี้เอง อยู่ที่รัฐธรรมนูญนี้เอง
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องธรรมจักร ต้องเอาธรรมนูญเป็นเครื่องจักร เอาธรรมนูญเป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะข้อแม้นั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ มันยังเป็นสัญชาตญาณยังเป็นนิติบุคคลตัวตนอยู่
ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ เมื่อมีพระนิพพานก็ย่อมไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถึงเป็นความดับไม่เหลือแห่งการทำหน้าที่ เพราะความรู้ความเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีเพียง ๑ เดียว
เรามีความสุขในการทำหน้าที่ให้เราเข้าใจว่า เรามีความสุขมันก็เป็นความสุขไม่เป็นความทุกข์ เพราะปัจจุบันนี้มันมีเพียงวาระเดียว
ถ้าเราคิดว่าเราเรียนหนังสือก็เพราะมีความจำเป็นนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ นี้คือความปรุงแต่งนี้คือขั้วบวกขั้วลบ นี้คือความไม่สงบ
ถ้าเรารู้เข้าใจว่าพระนิพพานที่จะเกิดได้เราก็ต้องเสียสละ เราก็ต้องทำหน้าที่ เพราะว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เราไม่เสียสละ เราไม่ให้ทานมันก็เป็นขั้วบวกขั้วลบ เราไม่รักษาศีลประพฤติปฏิบัติธรรมมันก็เป็นขั้วบวกขั้วลบ
พุทธบริษัทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
เราทุกคนพากันคิดดูดี ๆ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุขในการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่กี่สัปดาห์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่เสียสละถึงเรียกว่าวิมุตติหลุดพ้น ถ้าไปเสวยวิมุตติสุขอยู่นั้นจะเรียกว่าวิมุตติความหลุดพ้นได้อย่างไร การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าทุกคนนั้นจะไม่ให้ทานไม่ได้ จะไม่รักษาศีลนั้นไม่ได้ จะไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นไม่ได้
ความดับไม่เหลือที่เป็นวิมุตติหลุดพ้นเราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ พากันมาให้ทานรักษาศีลมีความตั้งมั่น
เพราะความรู้ต้องเป็นคู่กับการให้ทานรักษาศีลเสียสละ เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานนั้นได้แก่ให้ทานรักษาศีล ตั้งมั่นในปัญญาบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ปัญญาบริสุทธิคุณจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ว่ามนุษย์เรานั้นก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ เทวดานั้นก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ พระพรหมก็แก้ปัญหาไม่ได้
มนุษย์เราก็ต้องเสียสละ เทวดาก็ต้องเสียสละ พระพรหมก็ต้องเสียสละ ความรู้ความเข้าใจเราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ เพราะความดับไม่เหลือของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่เสียสละ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมายกเลิกธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในจากความเป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
เพื่อก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเป็นพระนิพพานเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนี้อยู่ที่ปัจจุบันนะ เราอย่าพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อย่างมีผู้ไปทูลถามว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่านี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยนะ เหตุอย่างไรผลก็ย่อมอย่างนั้นเพราะทุกอย่างคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม มันจะไม่เป็นไปอย่างอื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแนะนำให้ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันอยู่แล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นแหละคือเงื่อนไข ปัจจุบันนั่นแหละคือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ต้องให้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราคิดว่าอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นก็ย่อมเกิดได้มีได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ
ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบันนะ ไม่ใช่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
ผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพพร้อมกับละสังขารวายชนม์นั้นมีน้อยมาก
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนรู้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ทำงานไปพร้อม ๆ กันเพื่อเราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา ไม่ไปแคร์อะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องแคร์เรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในไม่ต้องแคร์
เพราะธรรมชาตินั้นก็เป็นธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นไม่แคร์ใครทั้งนั้นนะ เราคิดอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้น เราพูดอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้น กิริยามารยาทแสดงออกมาอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้น ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราทำหน้าที่ที่ตัวเรา
การปฏิบัติใจ การพัฒนาใจจึงต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ใจมันเป็นนามธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจว่าใจนั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจถึงมุ่งเป้ามายังที่กายวาจากิริยามารยาท ถึงมุ่งเป้ามาที่อาชีพ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราลงรายละเอียดในเรื่องกายวาจากิริยามารยาทเรื่องอาชีพ
เพราะเหตุผลว่าสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ไม่ต้องการที่จะให้ทานรักษาศีล มีความตั้งมั่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเพียงบ่าวเป็นเพียงผู้รับใช้จิตใจเป็นกรรมกรเป็นอุปกรณ์ของใจ
การปฏิบัติใจถึงไปปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ มุ่งเป้าไปที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งหน้าที่ของหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่มีการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจพร้อมทั้งการทำหน้าที่ หยุดตัวหยุดตนหยุดยกหูชูงวง ความเคารพไม่ยกหูชูงวง ไม่กำเริบเสิบสาน ยกหูชูงวง
ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้คือการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยเป็นอุดมคติเป็นอุดมธรรม
นี้ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน นี้เป็นทางสายกลาง นี้เป็นธรรมจักร นี้เป็นธรรมนูญ นี้เป็นรัฐธรรมนูญ นี้คือความดับไม่เหลือ นี้คือหยุดข้อแม้ทั้งหลายทั้งปวง หยุดขั้วบวกขั้วลบทั้งหลายทั้งปวง อันนี้คือความสงบ อันนี้คือปัญญา
เอาทั้งวัตถุเอาทั้งจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ไม่ปล่อยวางพระธรรมไม่ปล่อยวางพระวินัย เป็นการปล่อยวางสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะเหตุผลว่า วาระนั้นมีเพียวาระเดียว มีเพียงตำแหน่งเดียว
เมื่อผ่านไปเป็นอดีตแล้วเกษียณแล้วก็ปล่อยก็วาง ไม่มีคำว่าขอบคุณ เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่
ทางสายกลางนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทางสายกลางนั้นถึงไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ ทางสายกลางนั้นจึงเป็นความดับไม่เหลือของหน้าที่
ความงามนั้นจึงได้แก่ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบที่สมบูรณ์ มันเป็นเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
ขั้วบวกขั้วลบที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมนั้นย่อมครอบงำทางสายกลางได้
การประพฤติการปฏิบัติธรรมถึงเป็นการยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เป็นการประพฤติการปฏิบัติที่ทันโลกทันสมัย ทันกาลทันเวลา
ด้วยปฏิปทาที่มีแต่ปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่ ความแก่ความเจ็บความตาย ลาภยศสรรเสริญไปครอบงำทางสายกลางด้วยความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ได้
ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจในโซเชียลต่าง ๆ โซเชียลกระแสโซเชียลเราจะได้รู้เข้าใจ โซเชียลนั้นคือโจทย์ของเรา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องขอบใจเรื่องโซเชียลต่าง ๆ การประพฤติการปฏิบัตินั้นคือการชิงแชมป์ระหว่างโซเชียลกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญ
เราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็ตกอยู่ในกระแสของโซเชียล โซเชียลต่าง ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ โซเชียลต่าง ๆ นั้นแหละมันคือข้อสอบ เราต้องรู้เข้าใจว่าโซเชียลต่าง ๆ นั้นมันคือข้อสอบ
โซเชียลนั้นมันคือกรรม เราต้องรู้จักกรรม รู้จักกฎแห่งกรรม รู้จักผลของกรรม กรรมนั้นคือโซเชียล โซเชียลนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะเหตุผลว่าปัญหานั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเกิดปัญญา วิกฤตหรือว่าข้อสอบนี้จะเป็นโอกาสของเราทุก ๆ คน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ ให้เรารู้ข้อสอบ มีข้อสอบเราไม่ตอบข้อสอบเราจะได้ก้าวไปได้อย่างไร เราจะได้ผ่านไปได้อย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ลาภยศสรรเสริญนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ของมันมีอยู่เราไม่ต้องการให้มันมี
สิ่งเหล่านี้แหละเป็นสิ่งที่มีอยู่ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากลาภยศสรรเสริฐ มีลาภเสื่อมลาภมียศเสื่อมยศมันมีอยู่อย่างนี้แหละ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ว่าสิ่งเหล่านี้แหละเป็นสิ่งที่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระนิพพานนั้นเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นไม่ใช่พระนิพพาน ไม่ใช่ธรรมนูญไม่ใช่รัฐธรรมนูญ
เราจะไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราจะไปแสวงหาในสิ่งที่ไม่มีจะให้มันมีนั้นมันเป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ข้อสอบให้เรารู้โจทย์
ว่าสิ่งที่มีอยู่ก็ให้เรารู้เข้าใจ สิ่งที่ไม่มีก็ให้เรารู้เข้าใจ เราจะไปปรุงแต่งสิ่งที่ไม่มีให้มันมีนั้นไม่ได้ อย่าไปปรุงแต่งสิ่งที่ไม่มีให้มีนั้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นมันคือความเสียหาย ความปรุงแต่งนั้นมันคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ ความปรุงแต่งมันคือสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามระหว่างภายนอกภายใน สงครามระหว่างครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัด สงครามในเมืองหลวง สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก
สงครามนั้นคือความไม่สงบ สงครามนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ
ความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราจะไม่ให้มันมีนั้นก็ย่อมมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา
คำว่าปล่อยคำว่าวางเราต้องรู้ต้องเข้าใจ คำว่าปล่อยว่าวางคือความรู้ความเข้าใจ เพราะสิ่งที่ไม่มีเราอยากจะให้มันมีนั้นแหละคือการไม่ปล่อยไม่วาง สิ่งที่มีอยู่เราอยากให้มันไม่มีนั่นแหละคือการไม่ปล่อยไม่วาง
ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันเราทุกคนต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ถึงมีคำตอบจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เพราะวิมุตติหลุดพ้นที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่
ที่มีคำถามว่าเราทำตามอริยมรรค ทำตามทางสายกลาง ความทุกข์จะไม่มีเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่มันจะมีความทุกข์ได้อย่างไร
เพราะใจของเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจของเราทำหน้าที่ ใจของเราไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ใจของเราก็จะมีแต่ความสงบเกิดขึ้น ความสงบตั้งอยู่ ความสงบใหม่เกิดขึ้นมาที่เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีความทุกข์แน่นอน นี้คือการทำที่สุดแห่ง นี้คือการทำหน้าที่ นี้คือการประพฤติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นี้จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ พรหมจรรย์นั้นจะไม่เป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก ความทุกข์นั้นจะไม่มีแน่นอน
มีคำถามว่าปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด คำว่าหยุดหรือว่าไปนั้นมันยังเป็นความปรุงแต่งอยู่ การประพฤติการปฏิบัติคือการทำหน้าที่ของหน้าที่ไม่มีคำว่าหยุด ไม่มีคำว่าไป มีเพียงหน้าที่
เพราะเหตุผลว่าวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ที่เป็นทานศีลสมาธิปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณ ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ จึงมีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว ว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่หน้าที่
พระนิพพานหรือว่าธรรมนูญรัฐธรรมนูญถึงอยู่ที่หน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ พระนิพพานถึงเป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ จะไม่ได้หลงงมงายพากันเวียนว่ายตายเกิด
ด้วยความรู้ความเข้าใจเรื่องโจทย์และคำตอบและทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสรุปคำสอนที่สั่งสอนเป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษาว่าต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่ทางสายกลาง ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระนิพพานนั้นคือความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

