๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้รู้ให้เข้าใจ พากันนั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปตัวโค้งตัวงอ ปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน ไม่ให้พูดคุยกัน ไม่ให้เดินไปเดินมา

 

เพื่อความเคารพ เมื่อเรามีความเคารพใจของเราถึงมีความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพใจของเราจะไม่มีความสงบ

 

สาระสำคัญในการดำเนินชีวิตคือความรู้ความเข้าใจ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

ความรู้ความเข้าใจที่เราจะเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติเอาไปทำหน้าที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยเกิดจากหน้าที่ เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้รู้ท่านเป็นผู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจท่านได้ทำพุทธกิจท่านได้ทำหน้าที่ พระอรหันต์ขีณาสพสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจ ท่านทำศาสนกิจท่านทำหน้าที่ของพระอรหันต์ขีณาสพ

 

เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติทดแทนกันได้ เราต้องเป็นผู้รู้พร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ ทำหน้าที่ของเราเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องทางสายกลาง เพื่อให้เอาใจเอาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ได้ทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กันที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ทำ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

 

ท่านถึงได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ถ้าเราจะไปเอาตั้งแต่ใจก็ไม่ได้ เพราะเราต้องบริโภคปัจจัย ๔ เราต้องทานข้าวทานอาหาร มีบ้านมีรถมีสิ่งอำนวยความสะดวกความสบายให้กับสรีระร่างกาย จนกว่าร่างกายจะหมดอายุขัย

 

ถ้าเราจะไปเอาตั้งแต่วัตถุก็ไม่ได้เพราะเหตุผลว่า สรีระร่างกายของเรานั้นเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม มันเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก อายุขัยของสรีระร่างกายของเราทุกคนปัจจุบันนี้อยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีเท่านั้น หรือจะมากกว่านี้ก็เพียงเล็กน้อย ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาทางสายกลาง ให้เอาทางวัตถุกับจิตใจ ให้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน ทำหน้าที่ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน เพื่อทำหน้าที่ทางวัตถุ เพื่อทำหน้าที่ทางจิตใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินี้ต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการทำหน้าที่ของการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องมีปัญญาคือความรู้ความเข้าใจของเรื่องเหตุของเรื่องปัจจัย ใจของเรานี้ต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าใจไม่รู้ไม่เข้าใจเรามีความเห็นยังไม่ถูกต้อง เราก็ย่อมปฏิบัติไม่ถูกต้อง

 

ตัวปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ มนุษย์เรามีความสำคัญกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้คือความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืมเลือน เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าทำไมมนุษย์เราเกิดมาถึงต้องมีการเรียนการศึกษา เพราะการเรียนการศึกษาเพื่อความรู้ความเข้าใจ

 

การเรียนการศึกษานั้นถึงเป็นเอไอของมนุษย์ เอไอนั้นเป็นปัญญาประดิษฐ์ เรามีตาเนื้อตามังสจักษุนั้นยังไม่พอยังไม่เพียงพอ เราทุกคนต้องมีตาปัญญาที่เกิดจากการเรียนการศึกษา

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นไม่ได้ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องมารู้มาเข้าใจด้วยตนเอง เราจะได้อาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติพากันมาทำหน้าที่

 

เรามีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเราจะได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้ามายังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพท่านก็มุ่งเป้ามายังพระอรหันต์ขีณาสพ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจพร้อมกับทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันมีสติ มีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพราะปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติของการทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังตัวเรา รู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย

 

พัฒนาวัตถุกับการพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้วัตถุกับจิตใจมีความสมดุลไปพร้อม ๆ กัน เพราะเหตุผลว่าเราต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้ทดแทนเราได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ปัญหานั่นแหละจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเกิดปัญญา วิกฤตนั่นแหละจะเป็นเหตุให้เกิดโอกาส

 

ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นเหตุให้เกิดมีพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าไม่มีปัญหาปัญญานั้นก็ย่อมไม่มี ถ้าไม่มีวิกฤตก็ย่อมไม่มีโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันมีเพียงขณะเดียว หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว อย่างตำแหน่งที่เรานั่งอยู่นี้ก็มีเพียงตำแหน่งเดียว หรือว่าตำแหน่งที่เราลุกขึ้นยืนก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเราเดินไปก็มีตำแหน่งเดียว ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความคิดนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ คำพูดนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ กิริยามารยาทนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ อาชีพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นปัจจุบันขณะ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เรื่องกรรม ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เรื่องกรรม รู้เรื่องกฎแห่งกรรม รู้เรื่องผลของกรรมเพื่อเราทุกคนจะได้ทำหน้าที่ของหน้าที่ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็มองข้ามเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่ เพื่อเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับเรื่องจิตเรื่องใจไปพร้อม ๆ กัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังเราที่ตัวเรา เราคิดดูดี ๆ นะ เราจะไปช่วยลูกเราหายใจได้มั๊ย เราจะไปช่วยพ่อช่วยแม่เราหายใจได้มั๊ย เราจะไปกินข้าวแทนพ่อแทนแม่แทนลูกแทนหลานได้มั๊ย เราจะไปเจ็บไปป่วยแทนลูกแทนหลานแทนพ่อแทนแม่ของเราได้มั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนมุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเอง มาทำหน้าที่ของตัวของเราเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องเป็นผู้รู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงไม่มีผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติ

 

ชาติศาสน์กษัตริย์เราต้องรู้เข้าใจ ชาตินี้คือความเกิด เราคิดอย่างไร เราพูดอย่างไร กิริยามารยาทอย่างไรเราก็ต้องเกิดอย่างนั้น เพราะอันนี้มันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม

 

ศาสน์นี้ได้แก่พระศาสนา เป็นความรู้ความเข้าใจและทำหน้าที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ศาสน์หรือว่าศาสนาคือการประพฤติการปฏิบัติคือการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนนั้นไม่มีใครอยู่เหนือกรรมอยู่เหนือกฎแห่งกรรมอยู่เหนือผลของกรรม ไม่มีใครใหญ่เกินความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก

 

ผู้นำก็คือตัวของเรานี้แหละ ผู้ปฏิบัติก็คือตัวของเรานี้แหละ เราต้องมุ่งเป้ามาที่เราว่าผู้นำคือตัวเรา ผู้ปฏิบัติคือตัวเราไม่ใช่คนอื่น

 

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ในเรื่องของกรรมเรื่องกฎแห่งกรรมในเรื่องผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ พากันมามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้นจะเรียกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่

 

สัญชาตญาณที่เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจว่าทุกอย่างนั้นคือหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราต้องทำหน้าที่ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่มีความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นสัญชาตญาณ นั้นเป็นนิติบุคคลนั้นเป็นตัวเป็นตน สัญชาตญาณนั้นเป็นอวิชชาเป็นความหลง หลงว่าเป็นตัวเป็นตน ไม่เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ นี้เป็นของชั่วครู่ชั่วยาม เกิดจากกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม

 

สัญชาตญาณนั้นหลงอยู่ในความสุข สัญชาตญาณนั้นหลงอยู่ในความทุกข์ เมื่อเราหลงในความสุขมันก็ต้องมีความทุกข์ ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าสุขหรือทุกข์นั้นเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม มันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป

 

ใจของเราจะได้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญหาในเรื่องสุขเรื่องทุกข์นี้จะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยปัญญา จะได้เอาปัญหานั่นแหละมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั่นแหละมาเป็นโอกาส

 

จะได้ข้ามสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เราทุกคนเอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มาเป็นเรามาเป็นคนอื่น สัญชาตญาณนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ สัญชาตญาณนั้นเป็นความไม่สงบ สัญชาตญาณนั้นมันคือความไม่พอเพียงเพียงพอ

 

สัญชาตญาณนั้นถึงเป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนั่นแหละคือสงคราม สงครามในตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกสงครามภายใน สงครามในครอบครัวขยายวงกว้างออกไปสู่ตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก สงครามที่เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนมุ่งเป้ามาที่ตัวเราเองทำหน้าที่ของตัวเราเอง

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรายกเลิกตัวของเราด้วยความรู้ด้วยความเข้าใจ การทำงานของวัฏฏสงสารก็ทำงานไม่ได้ เพราะเรายกเลิกตัวตน การทำงานของวัฏฏสงสารนั้นก็ทำงานไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องมาเสียสละ เพื่อเจ้าหน้าที่ของการทำหน้าที่ เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ปัญญาสัมมาทิฏฐิทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การให้ทานนี้คือการเสียสละ การรักษาศีลนี้คือการเสียสละ การทำสมาธินี้คือการเสียสละ การเจริญปัญญานี้คือการเสียสละ การเสียสละนั้นคือการยกเลิกวัฏฏสงสาร เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ ให้พวกเราพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วจะเกิดความเสียหาย จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญา เราคิดดูเพื่อความรู้ความเข้าใจว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพระองค์ท่านทรงเสวยวิมุตติสุขด้วยการตรัสรู้ไม่กี่สัปดาห์ แล้วท่านก็ออกเผยแผ่พระศาสนาให้กับประชาชนให้กับมหาชน

 

เพราะเหตุผลว่าการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่การตรัสรู้เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ หากเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์นั้นต้องเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ความรู้ความเข้าใจที่ได้หยุดขั้วบวกขั้วลบ เพราะถ้ามีขั้วบวกก็ต้องมีขั้วลบ การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

วิมุตติความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ การดับไม่เหลือแห่งภพชาติในวัฏฏสงสารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้จบลงอย่างสมบูรณ์

 

ที่มีคำถามที่ต่อเนื่องว่า การปฏิบัติหรือว่าการทำหน้าที่นี้เราทำไปเมื่อไหร่จะได้หยุด คำว่าหยุดและไปนี้มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่มีคำว่าหยุด หรือไม่มีคำว่าไป

 

จะเป็นความรู้ความเข้าใจว่า ความดับไม่เหลือแห่งภพชาติอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงทำพุทธกิจ พระอรหันต์ขีณาสพนั้นถึงทำศาสนกิจ เพราะชีวิตของท่านได้หยุดลงจากขั้วบวกขั้วลบ นี้คือความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้คือความดับไม่เหลือของพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจต้องเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ทำหน้าที่

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดับทุกข์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านทำพุทธกิจที่ท่านทำหน้าที่

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพท่านทำหน้าที่ท่านทำศาสนกิจนั้นเป็นความดับทุกข์ของท่าน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เราไม่เสียสละ เราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราจะดับทุกข์ได้อย่างไร เพราะไม่มีเหตุมีปัจจัยที่จะดับทุกข์ได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีข้อแม้ ไม่มีเหตุผลที่จะมาต่อรองได้ทั้งนั้น ความเคารพในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม คือความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงไปลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่นั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เรื่องกรรมเพื่อมันเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลกรรม ไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท

 

ความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้เราทุกคนไม่มีความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

วัฏฏสงสารของเราจะจบได้ก็มาจากความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

เราทุกคนต้องเคารพ ถ้าเราไม่เคารพเราจะสงบได้อย่างไร เพราะความไม่เคารพนั้นมันคือสงคราม เพราะความไม่ความเคารพนั้นมันคือความไม่สงบ

 

ถ้าเรามองเห็นความสำคัญในความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ เรามีความเคารพ ไม่มีความประมาท ความสงบนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

ความคิดถึงจะไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร คิดเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก คนอื่นไม่รู้ก็จริงอยู่ แต่ตัวของเราเป็นตัวผู้รู้

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาทแห่งความคิด ด้วยเหตุผลนี้จึงได้มุ่งเป้ามายังความคิด ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ ตัวที่เวียนว่ายตายเกิดคือใจของเราทุกคนนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่ากายวาจากิริยามารยาทนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ทางจิตใจเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ การปฏิบัติใจปฏิบัติที่ความคิดต้องมุ่งเป้ามายังร่างกาย ทางวาจากิริยามารยาท มุ่งเป้ามาที่อาชีพ

 

เพราะเหตุผลว่าการปฏิบัติใจต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ การปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน นั่นแหละคือการปฏิบัติทางจิตทางใจ

 

เพราะการปฏิบัตินั้นต้องเป็นทางสายกลางเพื่อให้ทางวัตถุกับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจเรื่องการปล่อยวาง การปล่อยวางให้เรารู้ให้เข้าใจ การปล่อยวางนี้คือการให้ทานการรักษาศีลการเสียสละ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจเรื่องการปล่อยวาง การปล่อยวางนี้คือการยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

การปล่อยวางนั้นถึงเป็นการเสียสละ ถึงเป็นการรักษาศีล ถึงเป็นความตั้งมั่น ถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราไปปล่อยวางเหตุไปปล่อยวางปัจจัย ไปปล่อยวางพระธรรมพระวินัยไปปล่อยวางหน้าที่

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ เราพากันคิดว่าทุกอย่างนั้นมันอยู่ที่ใจ เราคิดดูดี ๆ สิ ว่าทำไมเราถึงกินข้าวอยู่ เราทำไมถึงฉันภัตตาหารอยู่ เราทำไมไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

มีคำถามว่าทำอย่างนี้มันจะไม่ทุกข์เหรอมันจะไม่เครียดเหรอ ทำอย่างนี้แหละถึงจะไม่ทุกข์ถึงจะไม่เครียด

 

เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ ความทุกข์นี้มันจะไม่มีความเครียดนี้มันจะไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่ง เดียว เราคิดดีมันก็ดีอยู่แล้วชั่วไม่มี เราพูดดีมันก็ดีอยู่แล้วชั่วไม่มี เรากิริยามารยาทดีมันก็ดีอยู่แล้วชั่วไม่มี เราอาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวตนมันก็ดีอยู่แล้วชั่วไม่มี

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์มันจะมีมาจากไหนเพราะมันมีตำแหน่งเดีย

 

ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราหยุดวัฏฏสงสา เราหยุดวัฏฏสงสารแล้วมันก็จะเป็นพระนิพพานเพราะมันมีตำแหน่งเดียว เพราะตำแหน่งนั้นมันไม่มีขั้วบวกขั้วลบมันเป็นความสงบมันเป็นพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจอย่าไปมีความคิดอย่าไปมีความหวังว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้โอกาสที่จะผิดพลาดมีได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าถึงพระนิพพานเข้าถึงหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันเพื่อไม่ให้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ปัจจุบันเราต้องมีพระนิพพาน เราคิดดูดี ๆ สิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจุบัน ตามประวัติศาสตร์ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานเมื่อสรีระร่างกายลาละสังขารมีน้อยมากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เลย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมุ่งเป้ามาที่ปัจจุบัน เราต้องรู้เข้าใจเรื่องความหวัง ถ้าเรามีความหวังมันก็ต้องผิดหวัง เพราะความหวังมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความหวังมันเป็นความอยากความต้องการ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามีความสุขในการทำหน้าที่มันก็เป็นออกซิเจนมันก็เป็นการยกเลิกความทุกข์ยกเลิกสิ่งปฏิกูลเป็นการถ่ายเทของเสียถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงเป็นการยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เป็นการหยุดโซเชียล โซเชียลที่น้ำมันไหลเชี่ยว เป็นความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ อย่างเราทำหน้าที่มีความสุขในการทำหน้าที่มันก็ดีมากดีจริง ๆ สุขภาพกายเราก็ดี สุขภาพใจของเราก็ดีมันดีอยู่แล้ว เพราะความดีที่ประกอบด้วยปัญญามันจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ มันจะเป็นความสงบเป็นบริสุทธิคุณที่รู้เข้าใจที่เราทำหน้าที่

 

พระนิพพานถึงอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรารวยที่สุด ถ้าเรายังมีตัวมีตนมันจะดับทุกข์ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ถ้าเรามีอำนาจควบคุมโลกควบคุมประเทศควบคุมครอบครัว ถ้าเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจ ชีวิตของเรามันก็เป็นขั้วบวกขั้วลบมันก็เป็นความไม่สงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ ผู้มีปัญญามากก็ย่อมมีปัญหามาก ผู้ที่ร่ำรวยมั่งมีศรีสุขนั้นก็ย่อมเป็นผู้มีปัญหามาก ผู้มีอำนาจวาสนานั้นก็ย่อมเป็นผู้มีปัญหามาก

 

ปัญหานั้นคือความไม่รู้ความไม่เข้าใจ ปัญหานั้นมันเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจถึงเป็นโปรแกรมเมอร์ชีวิตสีเทาสีดำสีสกปรก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราทุกคนจะได้มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ให้เรารู้เข้าใจ เพราะทรัพยากรที่เราได้รับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทรงคุณค่า เราต้องเอาทรัพยากรนั้นมาใช้มาทำประโยชน์มาทำหน้าที่

 

ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

สติสัมปชัญญะ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่ เป็นการหยุดวัฏฏสงสาร

 

ทางสายเอก ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัยพร้อมทั้งการทำหน้าที่ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสเรื่องสติปัฏฐานทั้ง ๔ สติปัฏฐานนี้จะหยุดวัฏฏสงสาร เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีพระธรรมพระวินัยก็ย่อมไม่มีวัฏฏสงสาร

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ เราต้องรู้เข้าใจเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่า วัฏฏสงสารนั้นจะตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ นั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อทำหน้าที่ในสติสัมปชัญญะ ความยึดมั่นในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่คือความตั้งมั่น นั่นคือปัญญาสัมมาทิฏฐิ นั้นคือยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

เราจะเดินทางไกลต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดี เพราะทะเลมหาสมุทรมันกว้างใหญ่ไพศาลถึงจะเดินทางไปได้โดยสวัสดิภาพ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ให้รู้ให้เข้าใจ  ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์ได้แก่โกณฑัญญะจึงได้เปล่งอุทานออกมาว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าพระธรรมพระวินัยนี้คือหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พากันรู้พากันเข้าใจ เอาเหตุเอาปัจจัยเอาพระธรรมพระวินัยนั้นไปทำหน้าที่ ไม่กี่วันก็พากันได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ พระนิพพานนั้นอยู่ที่หน้าที่

 

พระนิพพานนั้นจึงอยู่ทุกหนทุกแห่งที่เรารู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ เราอยู่ที่ไหนที่นั่นแหละเป็นปัจจุบันอยู่ที่เราทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความรู้ความเข้าใจและเป็นการทำหน้าที่ รู้เข้าใจว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธกิจเป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ประมวลความรู้ความเข้าใจว่าต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นพระรัตนตรัย เป็นไตรสิกขา ได้แก่ศีลสมาธิปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆ์นั้นเป็นพระรัตนตรัย จึงได้ตรัสว่าสรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกให้รู้ให้เข้าใจว่า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

พร้อมทั้งประมวลพระธรรมพระวินัยว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นความดับไม่เหลือของสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร

 

ให้สงฆ์สาวกรู้เข้าใจอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 120,082