๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒๐ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
การประพฤติการปฏิบัติคือการทำหน้าที่ ให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาพก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพ
พรหมจรรย์หมายถึงหน้าที่ หมายถึงเจ้าหน้าที่ พรหมจรรย์นั้นให้เรารู้ให้เราเข้าใจ พรหมจรรย์นั้นเป็นทางสายกลาง พรหมจรรย์นั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นก็หมายถึงเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย คือหน้าที่ของการทำหน้าที่
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมทั้งภิกษุทั้งหลายก่อนวันที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเพื่อให้รู้เพื่อให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยพร้อมทั้งการทำหน้าที่นั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านได้ตรัสว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
พรหมจรรย์นั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย ได้แก่การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ถ้ามีตัวเราพระนิพพานก็ไม่มี ถ้ามีตัวเราศีลก็ไม่มีสมาธิก็ไม่มีปัญญาก็ไม่มี
พระธรรมพระวินัยพร้อมทั้งการทำหน้าที่ สิ่งเหล่านั้นถึงเรียกนิพพาน เพราะเราอยากเลิกตัวตน มีแต่พระธรรมมีแต่พระวินัยที่ทำหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ถึงเรียกว่านิพพาน
นิพพานอยู่ที่พระธรรมอยู่ที่พระวินัยอยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานนี้อยู่ไม่ใกล้อยู่ไม่ไกล ถ้าเรายกเลิกตัวตนพระนิพพานก็อยู่ที่นั่น ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตนนรกก็อยู่ที่นั่น พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่การทำหน้าที่ของเราทุก ๆ คน ไม่มีใครยกเว้น เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนั้นมันเป็นสากล นรกนั้นก็เป็นสากล
นิพพานนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ นรกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเราทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ที่ตัวเรา
ความเคารพกับความไม่ประมาทมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามีความเคารพ ความประมาทก็ย่อมไม่มี ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะเหตุผลว่าใจของเราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องมีความเคารพในพระธรรมในพระวินัยพร้อมทั้งการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราควรต้องมีความเคารพ ด้วยเหตุผลนี้เราจะไปตรึกในกามไม่ได้ เราจะไปตรึกในพยาบาทไม่ได้ เราต้องเคารพ ถ้าไม่มีความเคารพใจของเรามันก็ไม่สงบ
รถดี ๆ ก็ต้องมีเบรก เครื่องบินดี ๆ ก็ต้องมีเบรก เรือดี ๆ ก็ต้องมีเบรก ความเคารพได้แก่เบรก
ความรู้จึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
เพราะเหตุนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไปไม่ได้ การก้าวไปนั้นคือการเสียสละ ถ้าเรายังมีตัวมีตนอยู่เราก็ไปไม่ได้ เราก็ทำหน้าที่ไม่ได้เพราะตัวตนคือไปไม่ได้ทำหน้าที่นั้นไม่ได้
เราพากันคิดดูดี ๆ สิ ถ้าเรามีตัวมีตนอยู่เราเป็นข้าราชการได้ไหม เราเป็นข้าราชการไม่ได้ ถ้าเรามีตัวมีตนอยู่นั้นเป็นนักการเมืองได้ไหม ไม่ได้ ถ้าเรามีตัวมีตนนั้นเป็นสมณะได้ไหม ไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นคือโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัติ การที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ถึงมุ่งเป้ามาที่หน้าที่ มีปิติมีสุขมีเอกัคคตา มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนั้นคือปัจจุบัน เพราะปัจจุบันไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ปัจจุบันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ปัจจุบันคือการทำหน้าที่ของความเป็นหน้าที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันทำหน้าที่ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์เถิด
เพราะเหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมุ่งเป้าทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ อย่างพระเจ้าสุทโธทนะได้ส่งฑูตไปอาราธนาทูลเสด็จองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะส่งฑูตเพื่อไปอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์
ในระยะเริ่มประกาศพระศาสนานั้น ส่วนใหญ่พระบรมศาสดา ประทับประจำอยู่ในแคว้นมคธ เนื่องจากมีเวฬุวันเป็นที่ประทับ จะเสด็จไปยังแคว้นใดก็ตาม เมื่อเสร็จพุทธกิจโปรดเวไนยสัตว์แล้ว จะเสด็จกลับแคว้นมคธ เสมอ แม้แต่เหล่าสาวกที่ออกไปประกาศพระศาสนา เสร็จแล้วก็จะพากันกลับมา กรุงราชคฤห์ของแคว้นมคธ นี้ทำนองเดียวกัน
.....เมื่อมีการประกาศพระศาสนาไปแพร่หลาย ข่าวคราวกระจายไปถึงนครกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงรอคอยพระราชโอรสมาถึง ๖ ปี ทรงทราบว่าตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็ทรงดีพระทัย รีบส่งคณะอำมาตย์ไปทูลเชิญเสด็จกลับมาเยี่ยมพระนคร
.....ปรากฏว่าส่งไปคณะใด อำมาตย์เหล่านั้นได้ฟังพระธรรมเทศนา ปฏิบัติตามคำสอนพากันบรรลุเป็นพระอรหันต์หมด เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ภิกษุเหล่านั้นย่อมหมดความยินดี ยินร้ายในอารมณ์ทางโลกทั้งปวง ไม่มีความกังวลด้วยภาระอันใดของชาวโลก จึงไม่มีใครสนใจทูลให้ พระบรมศาสดาทรงทราบเรื่อง ที่พระบิดาทูลเชิญ หรือมิฉะนั้นก็เห็นว่าเป็นเรื่อง ที่พระบรมศาสดาทรงพิจารณา เองว่าเวลาใดสมควรเสด็จ ไม่ควรรบกวนพระทัย
.....จนถึงทูตคณะที่ ๑๐ มีอำมาตย์ชื่อกาฬุทายี อันเป็นสหชาติกับพระบรมศาสดาเป็นหัวหน้าคณะ อำมาตย์ผู้นี้ทราบล่วงหน้าจึงทูลลาบวชต่อพระเจ้าสุทโธทนะก่อนออกเดินทาง เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ฟังธรรมแล้ว ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งคณะทำนองเดียวกัน
.....แต่ภิกษุกาฬุทายีไม่ลืม เรื่องพระราชาสุทโธทนะรับสั่งไว้ จึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดา พระองค์ทรงรับนิมนต์ และเสด็จด้วยพระบาทพร้อมเหล่าภิกษุ สิ้นเวลาเดินทางสองเดือน จึงถึงพระนครกบิลพัสดุ์ ประทับในอุทยานของพระญาติผู้หนึ่งพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๒ หมื่นรูป เรียกที่นั้นว่า นิโครธาราม
คณะฑูตเมื่อไปถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพากันรู้พากันเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ได้บรรลุพระอรหันต์ขีณาสพกันหมด
เพราะเหตุผลว่ามีความสุขในการทำหน้าที่ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีปิติมีสุขมีเอกัคคตารู้ตื่นสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความสุขจะไม่มี เพราะหน้าที่นั้นเป็นนิพพานเป็นพระนิพพาน เป็นความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อมีพระนิพพานความทุกข์นั้นถึงไม่มี
อย่างเราเรียนหนังสือ เรามีความสุขในการเรียนหนังสือ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นจะมีไหม ความทุกข์นั้นไม่มี เพราะเรามีความสุขในการเรียนหนังสือ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว มี ๒ ตำแหน่งไม่ได้
อย่างเราทำงาน เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำงาน ความทุกข์ของเราจะมีมั๊ย ความทุกข์ไม่มีเพราะว่ามันมีตำแหน่งเดียว
อย่างเรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เรารู้เราเข้าใจของความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เรามองเห็นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันเป็นเรื่องธรรม มันเป็นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากของสรีระร่างกาย
เรารู้เราเข้าใจว่าสรีระร่างกายก็ต้องทำหน้าที่ของสรีระร่างกาย ต้องมีการแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เพราะนี้คือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม กรรมเค้าจะเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่น
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจในอริยสัจ ๔ ของธรรมชาติ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ตัวผู้รู้ผู้ที่เข้าใจว่ากรรมนั้นมันเป็นอย่างนี้แหละ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจนี้จะหยุดขั้วบวกขั้วลบ
ประวัติของพระโมคคัลลานะเป็นผู้เลิศทางอิทธิปาฏิหารย์กว่าสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์
ในสมัยพุทธกาล ลาภสักการะได้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก พวกนอกศาสนาพุทธมีความเสื่อมลาภ ประชาชนเค้าไม่เคารพสักการะ เค้าไม่ให้ทาน ไม่ให้ความเคารพนับถือ จึงเกิดความริษยา จึงคิดกันว่า เพราะอาศัยพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์มากทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอของพวกเราถึงได้เสื่อมไป ควรที่จะฆ่าพระเถระโมคคัลลานะเสีย
จึงได้จ้างวานโจร มหาโจร พวกโจรพวกมหาโจรทั้งหลายจึงได้ไปล้อมกุฏิพระเถระ พระโมคคัลลานะก็หนีไปด้วยอิทธิปาฏิหารย์ของอิทธิฤทธิ์ ทางรูกุญแจเล็กนิดเดียวก้หนีไปได้ หนีไปทางช่อฟ้าหลังคากุฏิก็หนีไปได้ จนสุดท้าย ท่านพิจารณาด้วยปัญญาว่านี้คือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรมที่ท่านได้ก่อไว้ทำไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน ท่านได้ระลึกชาติผลบาปอดีตที่ผ่านมา ที่ท่านเคยทุบตีบิดามารดาถึงแก่ความตาย เพราะไปหลงภรรยา ภรรยาบอกให้ฆ่าบิดามารดา เราเอาตัวเอาตนนำชีวิต เรามีตาก็มีแต่ตาเนื้อตาหนังไม่มีตาปัญญา หลงตัวลืมตาย หลงกายลืมแก่ หลงผัวหลงเมียลืมพ่อลืมแม่ หลงตัวหลงตนทำให้เกิดวัฏฏสงสาร ทำให้เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม ในชาตินี้ท่านโมคัลลานะท่านถึงได้ถูกทุบตี จากพวกโจรจากพวกมหาโจรทั้งหลาย ท่านปล่อยวางให้โจรทั้งหลาย ให้ทุบตีกระดูกแหลกละเอียด เพราะเราทุกคนเกิดมาจะเหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรมไปไม่ได้
พระมหาโมคคัลลานะเมื่อถูกโจรมหาโจรทุบละเอียด ท่านถึงใช้อภิญญาประสานกระดูกด้วยการเข้าฌาน เพื่อไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลลาปรินิพพานและปรินิพพาน พวกโจรพวกมหาโจรถูกพระเจ้าอชาติศัตรูจับได้ และจับนักนอกพระพุทธศาสนา เพราะตัวตนนั้นคือบุคคลไม่มีพระศาสนา เพราะว่าพระศาสนานั้นคือธรรมะ ธรรมะคือพระศาสนา พระศาสนานั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน
พระราชาให้ฆ่าอย่างทรมานกับพวกชนเหล่านั้น พระภิกษุประชุมกันว่า กรรม คือการถูกฆ่าของพระมหาโมคคัลลานะไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทราบ ทรงตรัสว่า กรรมที่โมคคัลลานะ สมควรแล้ว ทรงตรัสเล่าเรื่องในอดีตกาลว่า สมัยหนึ่ง มีกุลบุตรเลี้ยงมารดาบิดาอยู่ผู้เดียว มารดาบิดาผู้ตาบอด สงสารบุตร จึงนำภรรยามาให้ แต่เพราะภรรยาเป็นคนพาล เพียงอยู่ด้วยกัน ๒-๓ วันก็ไม่อยากให้บิดา มารดาของกุลบุตรผู้นั้นอยู่ จึงกล่าวว่า บอกกับสามีว่า บิดามารดาของท่านทำไม่ดี สามีไม่เชื่อ จึงใส่ร้ายโดยการทำพื้นสกปรก และกล่าวหาว่าบิดามารดาทำ สามีที่เป็นอดีตชาติของพระมหาโมคคัลลานะเชื่อ จึงหาอุบาย โดยการกล่าวกับบิดามารดาผู้ตาบอดว่า จะพาไปเยี่ยมญาติ ระหว่างทาง แกล้งทำเป็นเสียงโจร เพราะความรักลูก ของบิดามารดา จึงไล่ให้ลูกชายหนีไป ส่วนกุลบุตรนั้นก็ทุบตีบิดามารดาจนถึงแก่ความตาย ด้วยกรรมนั้นทำให้ท่านตกนรกอเวจีเป็นเวลานานถึงแสนชาติแสนปี และถูกทุบตีตายเวลาเป็นเวลายาวนานถึง ๑๐๐ ชาติ
มารดาบิดาได้ยินเสียงนั้น ด้วยสำคัญว่า "พวกโจรซุ่มอยู่" จึงกล่าวว่า "ลูกเอ๋ยแม่และพ่อแก่แล้ว เจ้าจงรักษาเฉพาะตัวเจ้า (ให้พ้นภัย) เถิด" เขาทำเสียงดุจโจรทุบตีมารดาบิดา แม้ผู้ร้องอยู่อย่างนั้นให้ตายแล้ว ทิ้งไว้ในดง แล้วกลับไป
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของพระมหาโมคคัลลานะนั้นแล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะ ทำกรรมประมาณเท่านี้ ไหม้ในนรกหลายแสนปี ด้วยวิบากที่ยังเหลือ จึงถูกทุบตีอย่างนั้นนั่นแลละเอียดหมด ถึงมรณะ สิ้น ๑๐๐ อัตภาพ ..
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าอดีตนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นเรื่องกรรมของอดีต เป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักกรรมเก่า ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะต่าง ๆ นี้มันคือกรรมเก่า กรรมนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม กรรมนั้นมันแก้ไม่ได้
เมื่อเรามีกรรมเราก็ต้องแก่เจ็บตายพลัดพราก ความเคารพในกรรมในกฎแห่งกรรมผลของกรรม พระโมคคัลลานะถึงจะมีอิทธิปาฏิหารย์มาก จะหนีกรรมนั้นถึงหนีไปไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังหนีกรรมไม่ได้ ก็ยังแก่ยังเจ็บยังเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานยังพลัดพราก
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถามพระอานนท์ว่า
พระอานนท์ระลึกนึกถึงความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้วันละกี่ครั้ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง ?" พระอานนท์ทูลตอบว่า "ประมาณ ๗ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า" นั่นพระโสดาบันนะ นึกถึงความตายวันละประมาณ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า"อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ ยังห่างมากไป ตถาคตระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก"
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อย่างนั้นไม่ได้นะพระอานนท์ เธอยังตั้งอยู่ในความประมาท
การที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตน เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ มีความเคารพในหน้าที่เพื่อความไม่ประมาท เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อไม่ให้ขาดขั้นขาดตอน
ด้วยเหตุผลนี้ คำว่าพรหมจรรย์ถึงเป็นหน้าที่ของหน้าที่ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องทำหน้าที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขื้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้น ๆ ถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งฝ่ายวิทยาศาตร์และฝ่ายจิตใจ ปฏิบัติ ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล เพราะการประพฤติการปฏิบัติมันจะเป็นชิฟที่ฝังอยู่ในสัญญาขันธ์ยิ่งกว่าเมมโมรี่ในคอมพิวเตอร์ที่ฝังอยู่
สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่น สัมมาสมาธินี้ถึงเป็นปัญญากับความตั้งใจมั่น การประพฤติการปฏิบัติของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มีอุดมการณ์อุดมธรรมที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เน้นลงไปที่ใจที่เจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ไม่ล้มไม่คว่ำ ถึงเป็นภาชนะที่ใช้ได้
ผู้ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงต้องมุ่งเป้าไปยังพระธรรมไปยังพระวินัยด้วยเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐานเป็นกรรมฐาน พระธรรมพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐานเป็นกรรมฐานต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่ เอาพระธรรมพระวินัยมาเป็นอุปกรณ์ในการทำหน้าที่
เพื่อความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องใช้เวลา ๕ ปี ๕ พรรษา ถ้ายังมีความประมาทเลินเล่ออยู่ ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็ต้องทำหน้าที่ให้ติดต่อต่อเนื่องไปอีก
ด้วยเหตุผลนี้ ความเคารพถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความเคารพนี้คือความไม่ประมาท
ด้วยเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้าจึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย พระอรหันต์ขีณาสพนั้นถึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ ความเคารพต้องชัดเจน ความเคารพชัดเจนเท่าไหร่หน้าที่ของเราก็ชัดเจนเท่าที่เรามีความเคารพนั้น เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับสงฆ์สาวกทั้งหลายว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานแล้ว พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย
หน้าที่นั้นจึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นการทำหน้าที่ สงฆ์สาวกได้พากันรู้พากันเข้าใจ
สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ขัดกับการประพฤติพรหมจรรย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ตัดสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ให้เอาสิกขาบทใหญ่ ๆ หลัก ๆ ไว้
เช่น ปาราชิก ๔ สังฆาฑิเสส ๑๓ อนิยต ๒ ปาจิตตีย์ ๓๐ นิสัคคีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยวัตร ๗๕ ในท่ามกลางหมู่สงฆ์ทุกท่านเห็นด้วยมั๊ย ไม่เพิ่มไม่ตัด เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ยกเลิกวัฏฏสงสาร
เมื่อหลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วมีการทำสังคายนาครั้งที่ ๑
สังคายนาครั้งแรกที่สมบูรณ์เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ 3 เดือน โดยพระอรหันต์สาวก 500 รูป อันมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ณ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นองค์อุปถัมภ์
รายละเอียดดังต่อไปนี้
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยานของเหล่ามัลลกษัตริย์ แห่งเมืองกุสินารานั้น พระมหากัสสปะอยู่ต่างเมืองทราบข่าวพระประชวรของพระพุทธองค์ จึงเดินทางพร้อมภิกษุบริวารประมาณ 500 รูป เพื่อเฝ้าพระพุทธองค์ก่อนเข้าไปยังเมืองกุสินารา ได้พักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง
ขณะนั้นอาชีวกนักบวชนอกพุทธศาสนาคนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพเดินออกนอกเมืองมา พระมหากัสสปะจึงเอ่ยถามถึงพระพุทธเจ้า อาชีวกคนนั้นกล่าวว่า ศาสดาของพวกท่านปรินิพพานได้ตั้ง 7 วันแล้ว พวกท่านยังไม่ทราบอีกหรือ
ได้ยินดังนั้น ภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็นั่งนิ่งปลงธรรมสังเวช พิจารณาความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร
ฝ่ายภิกษุที่ยังเป็นเสขบุคคลและปุถุชนอยู่จำนวนมากก็พากันร่ำไห้อาลัยอาวรณ์ในพระพุทธองค์
มีขรัวตารูปหนึ่งนามสุภัททะ ได้เห็นภิกษุทั้งหลายร่ำไห้อยู่ จึงปลอบโยนว่านิ่งเสียเถอะ อย่าร้องไห้เลย พระศาสดาปรินิพพานไปก็ดีแล้ว สมัยยังทรงพระชนม์อยู่ทรงจู้จี้สารพัด ห้ามโน่นห้ามนี่ จะทำอะไรก็ดูผิดไปหมด ไม่มีอิสระเสรีภาพเลย บัดนี้เราเป็นอิสระแล้ว ปรารถนาจะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้
พระมหากัสสปะได้ยินดังนั้นก็สลดใจ “โอหนอพระบรมศาสดาสิ้นไปยังไม่ข้าม 7 วันเลย สาวกของพระองค์พูดได้ถึงขนาดนี้ ต่อไปนานเข้าจะขนาดไหน”
ท่านรำพึงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะทรงพระชนม์อยู่ทรงมีพระมหากรุณาแก่ท่านเป็นกรณีพิเศษ ได้ประทานบาตรและจีวรแก่ท่าน และทรงรับเอาบาตรจีวรของท่านไปทรงใช้เอง นับว่าทรงไว้วางพระทัยต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ถูกดูหมิ่นจ้วงจาบเช่นนี้จะนิ่งดูดายหาควรไม่
ท่านจึงตัดสินใจทำสังคายนาโดยคัดเลือกพระอรหันต์สาวกผู้ทรงอภิญญาได้จำนวน 499 รูป เว้นไว้ 1 รูป เพื่อพระอานนท์
ขณะนั้นพระอานนท์ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล จะเลือกท่านด้วยก็ไม่ได้ เพราะคุณสมบัติยังไม่ครบ ครั้นจะไม่เลือกก็ไม่ได้ เพราะการทำสังคายนาครั้งนี้ขาดพระอานนท์ไม่ได้ เนื่องจากพระอานนท์เป็นผู้ใกล้ชิดพระพุทธองค์มากที่สุด ได้ทรงจำพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์มากกว่าใคร
พระมหากัสสปะจึงให้โอกาสพระอานนท์เพื่อเร่งทำความเพียร เพื่อทำที่สุดทุกข์ให้ได้ทันกำหนดสังคายนา อันจะมีขึ้นใน 3 เดือนข้างหน้า
พระอานนท์จึงเร่งบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างหนัก แต่ยิ่งเพียรมากเท่าไร ก็ดูเสมือนว่าจุดหมายปลายทางห่างไกลออกไปทุกที
จึงรำพึงว่าพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่า เราจะทำที่สุดทุกข์ได้ไม่นานหลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คำพยากรณ์ของพระพุทธองค์คงไม่มีทางเป็นอื่นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราจะต้องเพียรให้มากขึ้นกว่าเดิม
วันหนึ่งหลังจากเพียรภาวนาอย่างหนักรู้สึกเหนื่อยจึงกำหนดว่าจะพักผ่อนสักครู่แล้วจะเริ่มใหม่ จึงนั่งลงเอนกายนอนพัก เท้าไม่ทันพ้นพื้น ศีรษะไม่ทันถึงหมอน ท่านก็ “สว่างโพลงภายใน” บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ขีณาสพทรงอภิญญาในบัดดล
ขณะนั้นพระสงฆ์ 499 รูป กำลังนั่งประชุมกันตามลำดับพรรษา เว้นอาสนะว่างไว้หนึ่งที่สำหรับพระอานนท์ พระอานนท์ต้องประกาศว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงเข้าฌานบันดาลฤทธิ์ดำดินไปโผล่ขึ้นนั่งบนอาสนะ ท่ามกลางสังฆสันนิบาต ทันเวลาพอดี
เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว พระมหากัสสปะประมุขสงฆ์ได้ประกาศให้พระอุบาลีผู้เชี่ยวชาญพระวินัยทำหน้าที่วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์ผู้เป็นพหูสูตทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม โดยตัวท่านเองทำหน้าที่เป็นผู้ซักถามประเด็นต่างๆ มีพระสงฆ์ทั้งปวงช่วยกันสอบทาน
ลักษณะของการสังคายนาคงเป็นทำนองนี้คือ
1. พระสงฆ์ทั้ง 500 รูป คงต่างก็เสนอพระธรรมเทศนาที่ตนได้ยินมาจากพระพุทธเจ้า มากบ้างน้อยบ้าง ข้อมูลส่วนใหญ่ก็ได้มาจากพระอุบาลีและพระอานนท์
2. พระธรรมเทศนานั้นๆ พระพุทธองค์คงทรงแสดงโดย “ภาษา” ถิ่นต่างๆ พระสงฆ์ในที่ประชุมคงตกลงกันว่าจะต้องใช้ภาษาใดภาษาหนึ่ง “ร้อยกรอง” เป็นภาษา “มาคธี” (หรือภาษามคธ) เมื่อซักถามและตอบให้อรรถาธิบายจนเป็นที่ตกลงกันแล้ว ก็ “ร้อยกรอง” เป็นภาษามาคธี
3. เมื่อร้อยกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์ทั้งปวงก็ “สวดสังวัธยายร่วมกัน” คือท่องพร้อมๆ กัน เพื่อให้จำได้คล่องปาก เพราะฉะนั้น จึงเรียกกิจกรรมครั้งนี้ว่า “สังคายนา” (แปลว่าสวดร่วมกัน, สวดพร้อมกัน) ด้วยประการนี้
สังคายนาครั้งนี้กระทำ ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหาข้างเขาภารบรรพตนอกเมืองราชคฤห์เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ มีพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ครองนครขณะนั้นทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ กระทำกันอยู่เป็นเวลา 7 เดือนจึงสำเร็จ
การทำสังคายนาครั้งแรกนี้เรียกว่า “สังคายนาพระธรรมวินัย” เนื่องจากยังไม่มีพระไตรปิฎกและได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาโดยระบบ “มุขปาฐะ” (คือการท่องจำ)
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
เรามาคิดดูในแง่มุมที่ให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ อย่างเช่น พระสารีบุตรอาพาธ ได้สนทนาเรื่องอาพาธกับพระโมคคัลลานะ
เราดูตัวอย่างแบบอย่าง พระอรหันต์ทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งหลาย เราดูตัวอย่างอย่าง เช่น ท่านพระสารีบุตรท่านอาพาธ ท่านพูดคุยสนทนากันกับพระโมคคัลลา เมื่อพระสารีบุตรอาพาธ พระโมคคัลลาถามพระสารีบุตรว่า เมื่อท่านอาพาธที่ผ่านมาอาพาธของท่านหาย ท่านใช้วิธีอย่างไร พระสารีบุตรท่านก็ตรัสว่า เมื่อยังไม่ได้บรรพชาอุปสมบท มารดาของท่านทำข้าวมธุปายาสให้บริโภค ธาตุขันธ์สรีระร่างกายได้รับอาหารครบถ้วน ท่านก็จะหายอาพาธ พระเถระเจ้าสนทนากันอย่างนี้ เทวดาทั้งหลายอยู่ในชมพูทวีปนั้นได้ยินได้ฟัง ถึงไปบอกให้ประชาชนว่าขณะนี้เวลานี้ พระสารีบุตรพระอัครสาวกฝ่ายขวาผู้มีปัญญากำลังอาพาธ พรุ่งนี้พระโมคคัลได้มาบิณฑบาตให้ฝากอาหารบิณฑบาตไปให้พระสารีบุตรฉัน พระโมคคัลลาไปบิณฑบาตก็ได้อาหารทุกอย่างเหมือนบทสนทนาพูดคุยกันเมื่อค่ำวานนี้ พระสารีบุตรผู้มีปัญญาถึงพิจารณาด้วยปัญญาเห็นว่าเราจะบริโภคอาหารที่เราพูดเราสนทนากันให้รุกขเทวดานี้ได้ยินไปบอกประชาชนให้ถวายอาหารนั้นมันจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมแก่มหาชน ท่านคิดอย่างนั้น ท่านจึงได้เอาอาหารข้าวมัธุปายาสที่ได้มาไปเทลงสู่พื้นดิน ทันใดนั้นโรคภัยไข้เจ็บอาพาธต่าง ๆ นั้นได้หายไปหมดสิ้นเชิง ด้วยบริสุทธิคุณเป็นธรรมะโอสถ เป็นความสงบและปัญญา
พระอรหันต์ขีณาสพสาวกผู้ที่มีปัญญาบริสุทธิคุณท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน ท่านถึงเข้าถึงวิมุตติหลุดพ้นด้วยไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ
ท่านเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ท่านไม่ได้ทิ้งหน้าที่ ท่านไม่ได้ทิ้งพระธรรมพระวินัยไม่ได้ทิ้งหน้าที่
พระศาสนานั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ พระศาสนานั้นถึงเป็นการยกเลิกตัวตน พระศาสนาถึงเอาทางสายกลางระหว่างนิติศาสตร์กับธรรมศาสตร์ เพื่อมาทำหน้าที่ให้เป็นทางสายกลาง ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เพื่อหยุดโซเชียลกระบวนการของวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยในเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรมผลของกรรมถึงเป็นสิ่งทันยุคทันสมัย ทันกาลทันสมัยด้วยการเอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยการทำหน้าที่
พระนิพพานกับธรรมนูญถึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน พระนิพพานนั้นถึงเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม เป็นหน้าที่ของหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เป็นความสมดุลเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการทำหน้าที่
ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นถึงเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องปัญหา จะได้หยุดปัญหาด้วยการยกเลิกปัญหา เพียงแต่เรายกเลิกปัญหานั้นก็ไม่มี เราทำหน้าที่นั้นคือหน้าที่ เราไม่ทำหน้าที่นั้นคือเราไม่ทำหน้าที่
หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ หน้าที่นั้นจึงเป็นพระนิพพานที่หยุดวัฏฏสงสารที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะหน้าที่นั้นคือหน้าที่ของหน้าที่ ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเราอยู่กับอดีตก็ไม่มีปัจจุบันไม่มีอนาคตแล้ว ถ้าเราอยู่กับอนาคตก็ไม่มีอดีตไม่มีปัจจุบันแล้ว ปัจจุบันนั้นเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญหรือพระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะเหตุอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการชิงแชมป์ในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทสรุปพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหมดว่ายังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด เพราะหน้าที่นั้นคือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นแหละจะเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ลูบคลำในศีลในหน้าที่การประพฤติการปฏิบัติ พระองค์จึงทรงตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

