๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๑ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟังการบรรยายธรรมะ ธรรมะนี้คือเหตุคือปัจจัย เหตุเป็นอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ความสำคัญนั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจแล้วจะได้เอาความรู้ความเข้าใจนั้นไปใช้อยู่ทุกหนทุกแห่ง เอาความรู้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เอาไปทำหน้าที่

 

ความสำคัญของเราทุก ๆ คนอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ ปัญหาทั้งหมดของเราทุกคนอยู่ที่ความไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

เราทุกคนได้เอาความไม่รู้ได้เอาความไม่เข้าใจนำชีวิต เอาความหลงนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ท่านรู้ผู้ที่ท่านเข้าใจ ผู้ที่ท่านทำพุทธกิจทำหน้าที่ ท่านบำเพ็ญพุทธบารมีได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นกรุณาบริสุทธิคุณ

 

ท่านเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้เพียงไม่กี่สัปดาห์ อาศัยพระกรุณาบริสุทธิคุณจากการตรัสรู้ ออกเผยแผ่เพื่อให้ประชาชนรู้ประชาชนเข้าใจในการดำเนินชีวิตที่เอาทางสายกลางนำชีวิต เอาการพัฒนาวัตถุเอาการพัฒนาจิตใจ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นทางสายกลาง

 

เพื่อการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ ให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความสงบ หยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ให้มีความสงบ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้มันเป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะอันนี้มันเป็นเพียงสัญญาขันธ์

 

สัญญาขันธ์นั้นตั้งอยู่ในพระไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่มีหลงลืม ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นเอไอทางจิตใจ ที่เป็นเอไอทางวัตถุ ๒ อย่างนี้ก็ต้องควบคู่กันไป

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการหยุดขั้วบวกขั้วลบ ถึงเป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้เอามาเพิ่มไม่ได้เอามาตัด เป็นความรู้ความเข้าใจในธรรมในสภาวธรรมตามความเป็นจริง

 

เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ธาตุก็มีอยู่ ขันธ์ก็มีอยู่ อายตนะก็มีอยู่ สิ่งภายนอกก็มีอยู่ สิ่งภายในก็มีอยู่ เป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งทำหน้าที่ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่

 

เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้รู้อดีต เป็นผู้รู้ปัจจุบัน เป็นผู้รู้อนาคต เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ปัจจุบันเราทุกคน ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจ ยังมีความจำเป็นต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยเพื่อทำหน้าที่ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงเป็นเจ้าหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราไม่ทำงานจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ ไม่ได้ มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าไม่ได้ สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ความยึดมั่นถือมั่นในการไม่เสียสละ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละก็ย่อมทำไม่ได้ สักกายทิฏฐิที่เป็นตัวเป็นตนเราทุกคนต้องมารู้จัก ความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนนั้นต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัตเอามาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกสอนให้เราทุกคนรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านได้บอกสอนให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนย่อมตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือการผิดพลาดคือความเสียหายนั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ถ้าเราไม่มีความเคารพในพระธรรมพระวินัยความสงบนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าความสงบจะกิดได้เราต้องมีความเคารพในพระธรมพระวินัยในการทำหน้าที่

 

ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรเรารู้ได้เฉพาะตน ไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนคกคิดอะไร เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก

 

ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมในพระวินัย จะหยุดวัฏฏสงสารได้อย่างไร เพราะเราไม่มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นเบรกของเราอย่างดี พระธรรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นเซฟตี้ในตัวของเราอย่างดี

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย สัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้อง เป็นผู้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นสิ่งที่หยุดในเรื่องกามในเรื่องของพยาบาท อาศัยพระธรรมพระวินัยนี้เป็นเบรก อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นเซฟตี้ อาศัยพระธรรมพระวินัยเพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันด้วยการไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่ เราอย่าไปคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนี้มีความผิดพลาดได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะเรายังไม่มุ่งเป้าที่ความเคารพ เราไม่มุ่งเป้าที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเข้าถึงความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระอรหันต์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าลงที่ปัจจุบัน ไม่ใช่มีความคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป

 

พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนะ

 

ผู้ที่บรรลุธรรมเมื่ออายุสังขารที่หมดลมปราณนั้นมีน้อยมาก ปกติแล้วเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันกันทั้งนั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เพื่อให้ปฏิปทาของเราเป็นพระนิพพาน หรือว่าเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ชีวิตของฆราวาส เกษตรกร อุตสาหกรรม พ่อค้าประชาชน ข้าราชการนักการเมือง กับชีวิตของนักบวชก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ นักบวชกับฆราวาสก็เอาธรรมนูญนำชีวิต

 

เอาวัตถุเอาจิตใจเดินทางพร้อม ๆ กัน ดำรงชีพด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย วัตถุกับจิตใจนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วการดำเนินชีวิตของเรานั้นก็ย่อมเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรก

 

โปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เพราะเราทุกคนนั้นไปแก้คนอื่นนั้นไม่ได้ ไม่มีใครไปแก้ไขคนอื่น ไม่มีใครหายใจให้คนอื่นได้ ไม่มีใครทานข้าวทานอาหารแทนคนอื่นได้ ไม่มีใครแก่เจ็บตายพลัดพรากแทนคนอื่นได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราไปช่วยเหลือพ่อเหลือแม่ ช่วยเหลือญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลหรือว่าต่างชาติ นั้นเราช่วยเหลือไม่ได้หรอก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การช่วยเหลือคนอื่นคือการทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างองค์ศมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำหน้าที่ขององค์ศมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านทำหน้าที่ของท่านนั่นแหละคือประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนไปช่วยเหลือคนอื่นนั้นไม่ได้นะ เราต้องรู้เข้าใจว่านี้เป็นการทำหน้าที่ของเรา

 

อย่างเราเลี้ยงดูบุตรธิดาหรือดูแลประเทศชาติบ้านเมืองนี้เป็นการทำหน้าที่ของเรา เป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนของเรา

 

เพราะมีตัวตนแล้วคือผู้ที่ไม่กตัญญูกตเวที ผู้ที่ไม่ดูแลพ่อญาติวงศ์ตระกูล ผู้ที่ไม่ดูแลชาติบ้านเมืองเพราะความเห็นแก่ตัวตน การที่เราไม่ให้ของคนอื่น การที่เราไม่ช่วยเหลือคนอื่นคือเราเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองนะ

 

อย่างการแสดงธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ไปช่วยเหลือคนอื่น อันนี้เป็นการทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคิดดูดี ๆ ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่ไม่กี่สัปดาห์ ก็เพราะเหตุผลว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้าไปติดสุขติดสบายนี้จะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ถ้าไปติดสุขติดสบายจะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพได้อย่างไร

 

การทำหน้าที่ด้วยรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ข้อวัตรกิจวัตร เป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นนะ นี้คือเรื่องของเรา

 

ที่เราคิดดี ๆ อย่างนี้แหละ นี้เป็นหน้าที่ของเราที่คิดดี ๆ ที่เราพูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพดี ๆ อย่างนี้เป็นหน้าที่ของเรา เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่เราไม่ทำหน้าที่เราจะชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร

 

การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นถึงยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

เรามีตัวมีตนเราจะมีพระนิพพานได้อย่างไร เพราะวาระนั้นมันคือวาระเดียว ถ้ามีตัวมีตนแล้วจะไม่มีพระนิพพาน

 

อย่างเรามีพระธรรมมีพระวินัยวัฏฏสงสารมันก็ไม่มี เพราะว่าตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั้นไม่มี ๒

 

เรายกเลิกตัวยกเลิกตนไม่มีตัวมีตนมันถึงจะเป็นนิพพาน ถ้าเรามีตัวมีตนแล้วมันจะเป็นนิพพานได้อย่างไร ถ้าเรามีตัวมีตนมีพ่อมีแม่มีอดีตมีอนาคต นิพพานนั้นจะมีได้อย่างไร เราต้องรู้เข้าใจ ถ้ามีความมีแล้ว ความไม่มีนั้นจะมีไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะความปรุงแต่งนั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ การทำงานมันก็เป็นงานอยู่แล้ว ถ้าการทำงานนั้นเรามีความอยากความไม่อยากมันก็ย่อมเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันก็เป็นความไม่สงบอยู่ในตัวของตัวผู้ไม่รู้เอง

 

ความไม่สงบกับสงครามมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน สงครามจากตัวผู้ไม่รู้ สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างไปสู่ตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามระหว่างประเทศสงครามโลก

 

อย่างเราทำงานทำหน้าที่อย่างนี้นั้นก็เป็นงานเป็นหน้าที่ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันก็เป็นการทำหน้าที่ มรรคผลพระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่นั้น ๆ

 

ความรู้ความเข้าใจทำหน้าที่ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย พระธรรมพระวินัยนั้นจะยกเลิกสัญชาตญาณ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ

 

มีคำถามว่า เมื่อหยุดสัญชาตญาณเราจะเอาความอร่อยความแซบความนัวความลำความรอยมาจากไหน เพราะเราหยุดสัญชาตญาณหยุดตัวหยุดตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่นั้นมันไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ มันเป็นความสงบ มันเป็นวิมุตติความหลุดพ้นด้วยปัญญาพร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจว่าหน้าที่ในปัจจุบันนี้ว่าเราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราคิดดูดี ๆ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์มันจะมาจากไหนเพราะเรามีความสุขในการทำหน้าที่

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นจะไม่มี จะมีความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาที่เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

นี้คือมุ่งเป้ามายังตัวเรา เน้นมาที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา เป็นสง่างามด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้สง่างามด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่

 

ผู้ที่มีความสง่างามด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความปรุงแต่งนั้นย่อมครอบงำไม่ได้ โลกธรรมนั้นย่อมครอบงำไม่ได้ เพราะเรารู้เราเข้าใจ เรามีความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

อย่างในศาลานี้มีภิกษุภิกษุณี มีอุบาสกอุบาสิกา มีมหาชนเต็มศาลา ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตน ตัวเราก็ไม่มี ภายนอกก็ไม่มี เพราะปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นความรู้ความเข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ใจของเราจะได้สง่างามด้วยสัมมาทิฏฐิ ใจของเราจะได้งามด้วยหน้าที่ด้วยการเสียสละ ด้วยศีลสมาธิปัญญา นี้คือวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐินี้จะเป็นความวิเวกที่เกิดความวิเวกทั้งภายนอกภายใน จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ จะได้พากันเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เพราะมรรคผลนิพพานนี้อยู่ทุกหนทุกแห่งที่เรารู้เข้าใจที่เรายกเลิกอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจจุบันเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

การประพฤติการปฏิบัติปัญญากับวัตถุต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นลูกหลานของพราหมณ์ พราหมณ์หรือว่าพรหมเป็นสมาธิเป็นสมาบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านต่อยอดจากสมาบัติให้เข้าสู่ปัญญาบริสุทธิคุณ เพื่อเอาวิทยาศาสตร์และจิตใจมาใช้พร้อม ๆ กัน เพื่อเสียสละ ที่ไหนยกเลิกตัวยกเลิกตน ที่ไหนเสียสละที่นั้นจะเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

ความปรุงแต่งนี้เป็นเรา ความปรุงแต่งนี้เป็นคนอื่น ความปรุงแต่งนี้เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ ที่มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากอยู่ที่ไหนที่นั้นถึงมีนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทุกพระองค์มีพระธรรมมีพระวินัยเป็นเครื่องอยู่เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนเป็นเครื่องอยู่ ด้วยเหตุผลนี้เมื่อพระโมฆราชเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดให้พระโมฆราชให้รู้ให้เข้าใจ

 

“ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ ด้วยอุบายนี้ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักแลไม่เห็น”

 

พระโมฆราชรู้เข้าใจ บำเพ็ญภาวนาอบรมบ่มอินทรีย์ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญ เพื่อเอาความเคารพมาใช้มาทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบ เพื่อเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เอาปัญหามาเป็นปัญญา

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมทั้งบริวารพันคนให้เข้าใจ เพื่อเอาปัจจุบันมาใช้มาปฏิบัติเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เพื่อปฏิปทานั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นหลักการที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ท่านตรัสเรื่องไฟ เราต้องรู้จักไฟ เราต้องรู้จักอันตราย ไฟนั้นมีประโยชน์ แต่เราต้องรู้จักไฟนั้นให้ถูกต้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้ให้เข้าใจ ว่าตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจในหน้าที่ของการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้มองทุกอย่างเข้าสู่ความว่างเปล่าเหมือนตรัสสอนพระโมฆราช

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเราทุกคนมีความหลงในความอร่อยในความแซบความลำความนัวความหรอย สิ่งเหล่านี้แหละจะว่าเสพติดก็ยิ่งกว่าเสพติด เพราะเป็นการเสพติดระยะยาวหรือว่าเสพติดที่ถาวร

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติให้พิจารณาร่างกายแยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบกันเข้าใหม่ เพราะฐานทัพใหญ่ที่เป็นดินน้ำลมไฟ ที่รวมกันเป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะ มันอยู่ที่สรีระร่างกาย

 

ผู้ที่เป็นพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนาทุกคนต้องพิจารณาแยกแยะร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบกันเข้า

 

พิจารณาความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก พิจารณาอาหารเก่าอาหารใหม่เพื่อให้รู้เพื่อให้เข้าใจในวงจรของธาตุขันธ์อายตนะ เพื่อความรู้ความเข้าใจในพระธรรมในพระวินัย ถ้าตาเห็นรูปหูฟังเสียงจมูกได้กลิ่นลิ้นได้รสกายได้สัมผัสถ้าเราไม่พิจารณาสู่พระไตรลักษณ์เราก็ย่อมมีความหลงเราก็ย่อมมีโมหะ

 

สติสัมปชัญญะเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจจะได้เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เพื่อปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณจะได้ติดต่อต่อเนื่อง เมื่อมีปัญญาแล้วโมหะก็ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันเราต้องมุ่งเป้าเข้าสู่ภาคปฏิบัติในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติปัจจุบันหรือวันนี้ต้องเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ปัญญาความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาขับเคลื่อนมาทำหน้าที่ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะเป็นโลกธรรมครอบงำใจ

 

เพื่อความสง่างามของการเสียสละ เพื่อความสง่างามในศีลในสมาธิในปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ให้โมหะนี้ตั้งอยู่ได้ด้วยความรู้ความเข้าใจและการทำหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 120,082