๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๒ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟังการบรรยายธรรมะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกท่านทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม

 

ปัจจุบันนี้เราต้องมีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นเป็นการเกิด ปัจจุบันนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดเกิด

 

ปัจจุบันนั้นถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ปัจจุบันนั้นก็จะเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจ ปัจจุบันนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะได้เอาความรู้เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันเราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

เพราะเหตุผลว่า ทุกอย่างเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงมุ่งเป้าลงที่หน้าที่ มุ่งเป้ามาที่หน้าที่ที่ตัวเราอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันเราต้องไม่มีความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด มันคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ธรรมชาติที่เป็นวัฏฏสงสารนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มีอยู่เพราะความไม่รู้เพราะความไม่เข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ประมวลความสำคัญที่สุดของที่สุดก็ได้ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็หลงลืมเพราะมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์นั้นตั้งอยู่ในพระไตรลักษณ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าอดีตนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีอยู่ อนาคตเป็นสิ่งที่มีอยู่ การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ หยุดเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็ไปจากปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นเรื่องใหญ่ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นไฟต์ที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญนี้อยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีตำแหน่งเดียว ถ้ามีวัฏฏสงสารแล้วก็จะไม่มีพระนิพพาน ถ้ามีพระนิพพานแล้วก็จะไม่มีวัฏฏสงสาร

 

วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราจะเอาวัฏฏสงสารหรือเอานิพพาน ถ้าเราจะเอาวัฏฏสงสารเราก็ได้ความแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นอานิสงส์ เพราะนี้คือกรรม นี้คือกฎแห่งกรรม นี้คือผลของกรรม

 

ถ้าเราจะเอาพระนิพพาน เราก็ต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เพราะตัวตนนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร เพราะตัวตนนั้นมันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม

 

พระนิพพานนั้นหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ รู้จักกรรมเก่า ยกเลิกกรรมเก่าด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย มุ่งเป้าพระสัมมาสัมโพธิญาณมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องปัจจัย ในการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ การดำเนินชีวิตที่ประเสริฐนั้นต้องเอาทางสายกลางระหว่างกายกับใจ

 

การเดินทางที่ประเสริฐต้องไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมุ่งเป้าอยู่ที่หน้าที่เพื่อหยุดขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นเหตุให้หยุดวัฏสงสารได้ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติและการทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นจึงเป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจที่หยุดกระแสที่หยุดโซเชียล ปัญหานั้นถึงเป็นปัญญา วิกฤตนั้นถึงเป็นโอกาส

 

วัฏฏสงสารนั้นถึงได้หยุดลงด้วยความรู้ความเข้าใจ ทางสายกลางที่ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ทางสายกลางนั้นถึงเป็นความสงบ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นนิติบุคคลไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุขอยู่ไม่กี่สัปดาห์จากการตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ออกจาริกทำพุทธกิจทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารที่หยุดสัญชาตญาณด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ

 

วิมุตติสุขเกิดจากความรู้ความเข้าใจ เกิดจากการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงหยุดสัญชาตญาณของวัฏฏสงสารได้อย่างสมบูรณ์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกท่านทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณ ที่เป็นวัฏฏสงสาร

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นคนรวยมีทุกสิ่งทุกอย่างอำนวยความสะดวกความสบาย เราทุกคนนั้นจะหยุดวัฏฏสงสารได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่า ไม่ได้ เพราะใจของเรานั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ใจของเรานั้นมันไม่สงบ ความไม่สงบนั้นคือความทุกข์ที่ถาวร คือความจนที่ถาวร ความไม่รู้ไม่เข้าใจจะเปรียบได้เหมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มีความพร่องอยู่เป็นนิจ

 

ถ้าเราเป็นคนจนก็ยิ่งมีทุกข์ทวีคูณ จนเพราะไม่มี จนเพราะไม่รู้จักพอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เรารู้เข้าใจเรื่องของความจนเพราะไม่มี เรื่องของความจนที่ไม่รู้จักพอ

 

ธรรมชาตินั้นคือธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นคือกฎของธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องธรรมชาติเรื่องกฎของธรรมชาติ

 

ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ อดีตก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ ปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ อนาคตก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ สิ่งภายนอกภายในเป็นสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่มีอยู่นั้นมีอยู่ สิ่งที่ไม่มีก็เป็นสิ่งที่มีอยู่

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้เข้าใจว่าภพชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ พระนิพพานที่หยุดภพชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่

 

ด้วยเหตุนี้เราทุกคนถึงมุ่งเป้ายังตัวเราที่ตัวเรา เราพากันคิดดูดี ๆ นะ พระพุทธเจ้านั้นก็มุ่งเป้าเพื่อทำพุทธกิจของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปยังศาสนกิจของพระอรหันต์

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนจะต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้กันและกันได้

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

เราจะได้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติมาทำหน้าที่ เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ปัจจุบันนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่มีอะไรที่จะสำคัญเท่ากับการทำหน้าที่ของเราอยู่ที่ปัจจุบัน

 

 ปัจจุบันนี้เราจะผิดพลาดไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้เป็นโอกาสของเราแล้ว ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราลูบลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

เพราะปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เราต้องรู้เข้าใจจะได้เอาวิกฤตนี้มาเป็นโอกาส เอาปัญหามาเป็นปัญญา

 

เราต้องรู้เข้าใจเรื่องโอกาส โอกาสของเราอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเรื่องวิกฤตเรื่องปัญหา ที่ไหนมีปัญหาที่นั่นแหละมีปัญญา ที่ไหนมีวิกฤตที่นั่นแหละคือโอกาส

 

มีคำถามว่าเราจะปฏิบัติได้เหรอ ถ้าเรายกเลิกเราเราก็ทำได้ปฏิบัติได้ ถ้าเราไม่ยกเลิกเราเราก็ประพฤติเราก็ปฏิบัติไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้ายังมีเราอยู่เราก็ย่อมทำไม่ได้ เพราะตำแหน่งเรานั้นมันปิดกั้นที่ให้เราทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้

 

ตัวเรานี้แหละจะเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ ตัวเรานี้แหละจะเป็นอคติทั้ง ๔ ถ้ายกเลิกเราเมื่อไหร่ก็จะยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔

 

วาระต่าง ๆ นั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เมื่อเรายกเลิกเรานั่นแหละคือปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถ้าเราไม่ยกเลิกเรานั่นแหละคืออวิชชาคือความหลง เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

ถ้าเรามีพระธรรมมีพระวินัยสิ่งที่ไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัยนั้นก็ไม่มี ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรามีปัญญาแล้วอวิชชาก็ย่อมไม่มี เราคิดดี ๆ สิ่งที่ไม่ดีมันก็เกิดขึ้นไม่ได้ เราพูดดี ๆ เราพูดชั่ว ๆ มันก็ไม่มี เรากิริยามารยาทดี ๆ กิริยามารยาทชั่ว ๆ ก็ไม่มี เราอาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวตน อาชีพชั่ว ๆ มันก็ไม่มี เพราะเหตุผลว่าวาระต่าง ๆ นั้นมันมีวาระเดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ให้เราเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา

 

สิ่งที่มันเป็นอันตรายมันมีอยู่ ความคิดที่เป็นกามเป็นพยาบาทมันอันตราย คำพูดมันอันตราย กิริยามารยาทมันอันตราย อาชีพมันอันตราย เมื่อเรารู้เข้าใจ เราก็ทำหน้าที่เพราะตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา

 

เราคิดดูดี ๆ สิ คิดดูด้วยเหตุด้วยผลว่าเราจะหายใจให้ใครมั๊ย ทานอาหาร ไปห้องน้ำห้องสุขาให้เค้าได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่า ไม่ได้

 

การทำพุทธกิจกับการทำศาสนกิจ การทำพุทธกิจนั้นถึงเป็นหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำศาสนกิจนั้นถึงเป็นหน้าที่ของพระอรหันต์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะให้สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ให้มันเป็นไปได้ ต้องการให้น้ำมันไหลไปสู่ที่สูง น้ำที่ไหนจะไหลไปได้ เราต้องการไม่ให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพราก ต้องการตั้งแต่ลาภยศสรรเสริญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความหวังกับความผิดหวังนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความหวังก็ต้องผิดหวัง เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงไม่ใช่ขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบ

 

มีคำถามว่า ถ้าเราไม่มีความหวังมีความต้องการ เราจะไปทำทำไม

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ว่าเหตุปัจจัยนั้นอยู่ที่หน้าที่ เราไม่ต้องไปอยาก ไม่ต้องไม่อยาก

 

เราคิดดูดี ๆ เราคิดดีมันก็ดีอยู่แล้ว เราพูดดีมันก็ดีอยู่แล้ว เรากิริยามารยาทดีมันก็ดีอยู่แล้ว เราทำการทำงานมีความสุขในการทำหน้าที่มันก็ดีอยู่แล้ว

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่ดิม ไปไหนไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว

 

การให้ทานนั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ การรักษาศีลคือยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ การทำสมาธิคือยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ การเจริญปัญญาก็เพื่อยกเลิกตัวตนเพื่อยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ

 

การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่จึงเป็นความดับไม่เหลือ หน้าที่นั้นถึงเป็นพระนิพพาน

 

ความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่จะหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ เราจะเดินทางถ้าเราไม่เสียสละเราจะไปได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าไปไม่ได้

 

เราเกิดมาอย่างนี้ เราไม่ให้ทานไม่เสียสละนั้นถึงเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เป็นวัฏฏสงสาร เราไม่มีศีลเราจะไปพระนิพพานได้ไหม ก็มีคำตอบในตัวอยู่แล้วว่าไปไม่ได้ เพราะเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนมันจะไปพระนิพพานได้อย่างไร

 

เราไม่ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ เราไม่ยกเลิกอคติทั้ง ๔ เราจะมีสมาธิได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เราเจริญปัญญาเพื่อจะเอาเพื่อจะมีเพื่อจะเป็น มันมีปัญญาหรือมีความโง่กันแน่

 

การเรียนการศึกษาก็เพื่อยกเลิก ขั้วบวกขั้วลบเพื่อก้าวไปด้วยความสงบ ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ผู้อบรมบ่มอินทรีย์ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเราถึงจะได้ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ ถึงจะเข้าถึงความสงบ ถึงจะยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ถึงจะยกเลิกอคติทั้ง ๔

 

เราไปห่วงลูกห่วงหลานห่วงพ่อห่วงแม่ห่วงลาภยศสรรเสริญเราจะไปพระนิพพานได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทำหน้าที่ของตัวของเรานี้แหละคือการช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ตัวไม่รู้เข้าใจนี้แหละมันจะทำร้ายเราเอง

 

การประพฤติการปฏิบัติใจนี้ ถ้าเราไปปฏิบัติที่ใจมันปฏิบัติไม่ได้นะ เพราะใจมันเป็นนามธรรม เราต้องมุ่งเป้ามาที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราปฏิบัติภายนอกดี ๆ นั่นแหละคือปฏิบัติทางใจ เพราะสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นมันมีความเห็นแก่ตัวมาก มันมีอีโก้มาก มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ สัญชาตญาณนั้นจะไม่มีความเสียสละ ถ้าเสียสละก็เพื่อจะเอาวัตถุแลกวัตถุ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพราะตัวตนคือผู้ที่ไม่เสียสละ ตัวตนนั่นแหละคือผู้ที่ไม่มีศีลไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา ตัวตนนั่นแหละคือเจ้าเสือร้ายคือเจ้าอันตรายยิ่งกว่าอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คนเราน่ะไม่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อต่อแม่ ต่อทรัพยากรที่เป็นเครื่องหมายของขั้วบวกขั้วลบ

 

พระธรรมพระวินัยจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่มุ่งเป้ามายังภายนอก เช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญพุทธบารมีมุ่งเป้าไปทางนอกหมด เพราะการฝึกใจปฏิบัติใจเค้าต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ต้องมุ่งเป้าไปทางภายนอก

 

การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือการปฏิบัติภายใน เราคิดดูดี ๆ ถ้าคิดว่าอะไร ๆ ก็อยู่ที่ใจ ๆ ทำไมถึงทานข้าวทานอาหารทำไมไม่คิดว่าอยู่ที่ใจ ความคิดอย่างเป็นความคิดของคนเห็นแก่ตัวต่างหาก คนมีอีโก้ต่างหาก

 

ด้วยเหตุผลนี้ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นคุณสมบัติของคนดีของผู้ดี เราไม่เสียสละเราไม่ยกเลิกตัวตนเราจะมีคุณสมบัติของคนดีของผู้ดีได้อย่างไร นี้เราคือผู้ชั่วนะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

เราต้องรู้เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราคิดดูดี ๆ เราไม่รู้เข้าใจค้าเรียกว่าเป็นคนดีบ้าเป็นบักผีบ้าอีผีบ้าเป็นข้าราชการนักการเมืองผีบ้าเป็นนักบวชผีบ้าที่ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านพูดว่าอย่างนั้น

 

เราต้องรู้เข้าใจเราเป็นบ้ามาหลายภพหลายชาติเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจเลย ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้มันคือโปรแกรเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องเสียสละ การทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยการอบรมบ่มอินทรีย์ถึงเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่มองข้ามหน้าที่

 

เราทุกคนอยู่ด้วยการข้ามภพข้ามชาติ อยู่กับอดีตหรืออนาคต ปัจจุบันนี้ไม่ได้อยู่ ถ้าเราไม่อยู่ก็คือไป

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีพระธรรมพระวินัยที่ก้าวไปด้วยพระธรรมพระวินัย มีพระนิพพานที่ยกเลิกวัฏฏสงสารอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ อยู่ในพระธรรมในพระวินัยอยู่ในหน้าที่

 

อย่าให้ภพชาติที่เป็นอดีตเป็นอนาคต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเรามีพระธรรมมีพระวินัยนั่นแหละมีสติมีสัมปชัญญะมีความสงบและปัญญา

 

เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ที่ไหนมีความสุขในการทำหน้าที่ที่นั้นจะไม่มีความทุกข์ไม่มีความเครียดเพราะมันมีตำแหน่งเดียว เพราะหน้าที่คือหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ พระนิพพานถึงเกิดขึ้นที่หน้าที่

 

มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่า ความทุกข์ความเครียดนั้นจะไม่มี มีแต่ความดับทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความดับทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทางอาศัยหน้าที่เพราะตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียวด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม เราจะได้บ่มอินทรีย์เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบันด้วยการไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

เราอย่าพากันคิดที่ข้ามภพข้ามชาติ ทิ้งปัจจุบัน พากันคิดว่าอยู่ด้วยความหวัง อย่าด้วยความหวังก็ต้องผิดหวัง อย่าพากันไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้มีโอกาสที่จะผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ต้องรู้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพพร้อมทั้งหมดอายุขัยหมดลมปราณนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มีน้อยมาก

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้เข้าใจจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะการทำหน้าที่เราต้องเห็นความสำคัญในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ประมวลคำสอนว่าเรามีความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพราะปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เพราะพระนิพพานต้องเป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 120,082