๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ปีนี้วันอาสาฬหบูชาวันที่ ๒๙ กรกฎาคม เข้าพรรษาวันที่ ๓๐ กรกฎาคม
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งของพระศาสนา ศาสนาทุกศาสนามีแนวทางการประพฤติการปฏิบัติไปในทางเดียวกันได้แก่ทางสายกลาง
ทำไมถึงต้องเอาสายกลาง เพราะเหตุผลว่า ทางสายกลางนั้นเป็นความดับทุกข์ ทางสายกลางนั้นได้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบ เป็นความดับไม่เหลือซึ่งตัวซึ่งตน
มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องปัจจัย
ชาติคือความเกิดนั้นมาจากจิตมาจากใจ สิ่งต่าง ๆ นั้นอยู่ที่ปัจจุบันนั้นจะมีเพียงวาระเดียว
ปัจจุบันนี้มีเพียงวาระเดียว ความคิดของเรานี้มีเพียงวาระเดียว คำพูดของเรานี้มีเพียงวาระเดียว กิริยามารยาทของเรามีเพียงวาระเดียว อาชีพของเรานั้นมีเพียงวาระเดียว
เรามีความรู้ความเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นย่อมไม่มี เราไม่รู้ไม่เข้าใจความรู้ความเข้าใจนั้นย่อมไม่มี เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นมีเพียงวาระเดียว
ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อดีตที่ผ่านมาเราได้เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต
พื้นฐานของเราทุก ๆ คนเราได้เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต การประพฤติการปฏิบัติเราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เมื่อก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราปล่อยใจไปตามโซเชียลต่าง ๆ ไปตามกระแสของโซเชียลจึงได้เกิดความเสียหาย จึงได้เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งที่เป็นปัญหาเราจะได้เอามาเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นวิกฤตเราจะเอามาใช้เป็นโอกาส
สติสัมปชัญญะนั้นคือความพอดีคือความพอเพียงเพียงพอ สติได้แก่ความสงบ สัมปชัญญะนั้นได้แก่ปัญญา สติสัมปชัญญะเราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
สติสัมปชัญญะนั้นคือความพอเพียงเพียงพอ เราทุกคนถ้ามีสติมีสัมปชัญญะ มีความสงบและปัญญา ใจกับกายของเราก็จะเข้าถึงทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นจะหยุดเรื่องอดีต จะได้หยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็จะเป็นความว่างจากตัวจากตน
ทางสายกลางนี้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความสงบและปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าทางสายกลางนั้นได้แก่สติสัมปชัญญะ ได้แก่ความสงบและปัญญา สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการมุ่งเป้าไปยังสติไปยังสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราจะไม่มีตัวไม่มีตน ตัวตนนั้นมีบวกมีลบ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดบวกหยุดลบ จะเป็นความสงบ ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยสติสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่ตรัสรู้ชอบด้วยความรู้ความเข้าใจ
พระอรหันต์ขีณาสพท่านยกเลิกสัญชาตญาณด้วยสติสัมปชัญญะที่มีปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การประพฤติการปฏิบัตินี้มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา
สติสัมปชัญญะนี้ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรม ที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ ที่เป็นอคติทั้ง ๔ นั้นจะครอบงำผู้มีสติมีสัมปชัญญะนั้นไม่ได้ เพราะผู้นั้นมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นนิโรธ ความดับทุกข์
เราพากันคิดดูดี ๆ นะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เพราะเหตุใดท่านเสวยวิมุตติสุขเพียงไม่กี่สัปดาห์
เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ
การตรัสรู้นั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นตัวเป็นตนเป็นบริสุทธิคุณ
สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นการก้าวไป เป็นอริยมรรคทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพเป็นอริยมรรค
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าทุกชาติทุกศาสนานั้นย่อมเข้าถึงทางสายกลางได้ เพราะทางสายกลางนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ทางสายกลางนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ด้วยเหตุผลนี้ ความดับทุกข์นั้นถึงอยู่ที่สติอยู่ที่สัมปชัญญะ เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าใครไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะบุคคลนั้นจะดับทุกข์ได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เพราะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
ผู้ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ความคิดมันยังเป็นความคิดที่สร้างภพสร้างชาติ อยู่กับอดีตบ้างอยู่กับอนาคตบ้าง ปัจจุบันไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นความคิดที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เป็นความคิดที่เป็นโรคไบโพล่า
สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นสภาวธรรมที่หยุดอดีต ไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่เสียสละตัวตน เราทุกคนจะดับทุกข์ได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้
มนุษย์เราต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละมันดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าผู้ไม่เสียสละไม่ให้ทานดับทุกข์ได้ไหม ไม่ได้ ผู้ไม่มีศีลผู้มีความรู้แล้วไม่ปฏิบัติดับทุกข์ได้ไหม ไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว
เราคิดดูดี ๆ ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนเราก็จะเป็นผู้ให้ทาน เป็นผู้รักษาศีล เป็นผู้ที่เอาทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ทางสายกลางนั้นถึงไม่ใช่บวกถึงไม่ใช่ลบ ทางสายกลางนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ทางสายกลางนั้นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมจะครอบงำสติสัมปชัญญะนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม ผลของกรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความขลังศักดิ์สิทธิ์นั้นถึงอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ผู้ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะถึงไม่ใช่เป็นผู้ขลังศักดิ์สิทธิ์ ผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในก็ย่อมครอบงำ
เราพากันคิดดูดี ๆ สิ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราจะแก้ปัญหาได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้
อย่างเรายกเลิกตัวยกเลิกตน เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนจะมีความทุกข์ไหม มีคำตอบอยู่แล้วว่า ไม่มีความทุกข์ เพราะการยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นจะหมดขั้วบวกจะหมดขั้วลบ
ท่านผู้ฟังทั้งหลาย สติสัมปชัญญะนี้ช่วยเราได้ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีอุปการคุณ จะถามว่าอะไรมคุณที่สุดในโลกก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าคือสติสัมปชัญญะ นั้นคือคุณ พุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ
พุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ จึงได้แก่สติสัมปชัญญะ ด้วยเหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรายกเลิกอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันนี้ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญธ พระนิพพานก็จะอยู่ที่สติอยู่ที่สัมปชัญญะนี้เอง เพราะพระนิพพานจะหยุดเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท อย่าไปคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนี้ยังเป็นความคิดที่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติยังใช้ไม่ได้ ยังเป็นความคิดที่สร้างภาพสร้างชาติ ยังมีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้คือความผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ นี้เป็นความคิดที่เสียหายมาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ ให้พากันมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเอาสติเอาสัมปชัญญะมาทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติสัมปชัญญะสมบูณ์กับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันมีเพียงตำแหน่งเดียว ปัจจุบันต้องไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ปัจจุบันต้องมีสติมีสัมปชัญญะ
เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ต้องมุ่งเป้าไปยังปัจจุบัน ไปยังสติสัมปชัญญะ
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราจะหยุดสัญชาตญาณที่มันกำลังหมุนที่มันเป็นตัวเป็นตนนั้นได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เพราะเราเป็นผู้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่ เรายังเป็นผู้ที่ตั้งมั่นในความประมาทอยู่
ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ถึงเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความคิดนี้ถึงเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
พูดถึงสิ่งเทาสีดำสีสกปรกต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราไปมองดูคนอื่นว่าเขาเป็นคนสีเทาสีดำสีสกปรก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าเราไปมองสิ่งภายนอกนั้นไม่ได้ ต้องกลับมามองตนเอง สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันมองภายนอก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสให้ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวารพันรูปกลับมามองภายใน
เอาสิ่งที่เป็นโทษมาเป็นคุณ จะได้เข้าถึงพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเรามองดูภายนอกเราก็มองดูเพื่อจะให้เพื่อจะช่วยเหลือเพื่อจะสงเคราะห์ ไม่ใช่เพื่อจะไปจับผิดคนอื่น
ท่านให้เรารู้เข้าใจเอาสัญชาตญาณเอาตัวตนนำชีวิตนั้นก็ย่อมมีความผิดทุกคนอยู่แล้ว เพราะทุกคนเอานิติบุคคลตัวตนนำชีวิตก็ย่อมมีความผิด เพราะเอาตัวตนนำชีวิตนั้นเป็นสีเทาสีดำสีสปรก
สติสัมปชัญญะที่รู้ตัวทั่วพร้อมนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนย่อมไม่เข้าใจคุณย่อมไม่เข้าใจประโยชน์
การเมาเหล้าเมาเบียร์เมาฝิ่นเฮโรอีนกัญชานี้ยังไม่เมาเท่ากับเมาอวิชชาเมาความหลง
เราคิดดูดี ๆ สิ สรีระร่างกายของเราเมาเหล้าเมาเบียร์เมาฝิ่นเฮโรอีนกัญชายาบ้ายาไอซ์ยาอีก็ยังไม่เท่ากับเมาอวิชชาเมาความหลง เมาอวิชชาความหลงมันข้ามภพข้ามชาติ
สติสัมปชัญญะเป็นสิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ สัมมาสมาธิเพื่อให้ทานศีลสมาธิปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่กับสติสัมปชัญญะ พระอรหันต์ขีณาสพอยู่กับสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นทานศีลสมาธิภาวนาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพท่านอยู่ที่ไหนท่านมีสติสัมปชัญญะ ที่นั่นคือที่ไม่มีทุกข์ สติสัมปชัญญะคือสถานที่ที่ไม่มีความทุกข์
สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความสงบกับปัญญา เป็นความพอเพียงเพียงพอ
เราพากันคิดดูดี ๆ เรามีตัวมีตนเรามีสติสัมปชัญญะมั๊ย คำตอบก็มีอยู่ในตัวแล้วว่าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
วิมุตติความหลุดพ้นนั้นถึงอยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ ผู้มีสติสัมปชัญญะเค้านินทาสีปัญหามั๊ย ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มีปัญหา ผู้มีสติสัมปชัญญะเค้าสรรเสริญมีปัญหามั๊ย ไม่มีปัญหา ผู้มีปัญหาคือผู้ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่ผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะปัญหานั้นถึงไม่มี
ความเกิดนั้นก็มีอยู่ เพราะเรามีตาก็ย่อมมีรูป เรามีหูก็ย่อมมีเสียง มีจมูกก็ย่อมมีกลิ่น มีลิ้นก็ย่อมมีรส มีกายก็ย่อมมีสัมผัส มีใจก็ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด
เรามีสติมีสัมปชัญญะสิ่งต่าง ๆ นั้นก็ทำอะไรเราไม่ได้ สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็กลายเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นวิกฤตก็กลับเป็นโอกาส สติสัมปชัญญะนั้นถึงมีคุณมากมีประโยชน์มาก
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ที่เราทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้เพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจว่าสติว่าสัมปชัญญะนั้นช่วยเราได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามีสติสัมปชัญญะ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม
เรามีสติมีสัมปชัญญะเท่านั้นถึงจะหยุดปัญหา ถึงจะแก้ปัญหาได้
ท่านองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านตรัสว่า ผู้ไม่มีสติผู้ไม่มีสัมปชัญญะนั้นแหละคือคนบ้า คือคนผีบ้า คือพวกที่มีเชื้อบ้า
ท่านหลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านตรัสว่า ผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะนาทีหนึ่งก็เป็นบ้านาทีหนึ่ง ผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะนั้นคือคนบ้า ผู้ไม่ยินดีในการเจริญสติสัมปชัญญะนั้นคือผู้ที่มีเชื้อบ้า
การที่เราช่วยเหลือคนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ นั้นเราไม่ได้ไปช่วยเหลือเขานะ เราทำหน้าที่ของตัวเอง เราเจริญสติเจริญสัมปชัญญะนี้แหละ การยกเลิกตัวตนนี้คือการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ
เราพากันคิดดูดี ๆ สิ มีใครหายใจให้พ่อให้แม่ให้ญาติพี่น้องให้วงศ์ตระกูลให้ประเทศชาติได้ ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
มีคำถามว่าปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอจะไม่มีความเครียดเหรอ ปฏิบัติอย่างนี้แหละจะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ มีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะความเครียดนั้นจะไม่มี ผู้ที่ยกเลิกตัวตนถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ ผู้ที่เสียสละถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ ผู้มีศีลถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ ผู้ที่มีความตั้งมั่นไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะไม่ไปตามโลกธรรมด้วยสติด้วยสัมปชัญญะความเครียดนั้นจะไม่มี เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันมีเพียงตำแหน่งเดียว
ผู้ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะถึงเป็นผู้ที่เป็นโรคตัวโรคตน มีโลกส่วนตัว ผู้มีโลกส่วนตัวคือผู้ที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ผู้ที่มีโลกส่วนตัวคือผู้ที่มีข้อแม้ ถ้ายกเลิกตัวตนแล้วจะไม่มีข้อแม้เพราะว่าไม่มีโลกส่วนตัวไม่มีขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องพระธรรมพระวินัยในข้อวัตรข้อปฏิบัติการทำหน้าที่
ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำของวิสาขบูชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายให้รู้เข้าใจ เพื่อให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่จึงได้ประทานความรู้ความเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
ด้วยเหตุผลนี้ สติสัมปชัญญะนั้นคือสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดโลกส่วนตัว จะไม่มีโลกส่วนตัว จะไม่มีข้อแม้ จะไม่มีการขอโอกาส อริยมรรคความรู้ความเข้าใจจึงเป็นหน้าที่ของหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ได้ทรงเผยแผ่และวางหลักการ เพื่อให้ทุกคนนั้นได้ยกเลิกอดีตอนาคต ปัจจุบันจะได้พากันว่างจากตัวจากตน และวางข้อวัตรข้อปฏิบัติไว้ ภิกษุรูปใดเห็นว่าสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ จะขัดต่อกาลเวลาในการดำเนินชีวิตก็ให้ถอนสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ให้เอาสิกขาบทใหญ่ ๆ ที่เป็นหลักของพรหมจรรย์ ได้แก่ ปาราชิก ๔ สังฆฑิเสส ๑๓ อนิยต ๒ ปาจิตตีย์ ๓๐ นิสสัคคิยะ ๙๒ ปาฏิเสนีย ๔
ภิกษุทั้งหลายมีความเห็นพร้อมด้วยความสมัครสมานสามัคคีไปในทางหนึ่งทางเดียวกันว่าธรรมวินัยนั้นเป็นสิ่งที่ยกเลิกโลกส่วนตัวเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ผู้ใดมีสติมีสัมปชัญญะ ผู้นั้นก็ย่อมไม่มีปัญหาอะไร ปัญหาต่าง ๆ นั้นอยู่ที่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว พระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน
สังคายนาครั้งแรกที่สมบูรณ์เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ 3 เดือน โดยพระอรหันต์สาวก 500 รูป อันมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ณ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นองค์อุปถัมภ์
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยานของเหล่ามัลลกษัตริย์ แห่งเมืองกุสินารานั้น พระมหากัสสปะอยู่ต่างเมืองทราบข่าวพระประชวรของพระพุทธองค์ จึงเดินทางพร้อมภิกษุบริวารประมาณ 500 รูป เพื่อเฝ้าพระพุทธองค์ก่อนเข้าไปยังเมืองกุสินารา ได้พักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง
ขณะนั้นอาชีวกนักบวชนอกพุทธศาสนาคนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพเดินออกนอกเมืองมา พระมหากัสสปะจึงเอ่ยถามถึงพระพุทธเจ้า อาชีวกคนนั้นกล่าวว่า ศาสดาของพวกท่านปรินิพพานได้ตั้ง 7 วันแล้ว พวกท่านยังไม่ทราบอีกหรือ
ได้ยินดังนั้น ภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็นั่งนิ่งปลงธรรมสังเวช พิจารณาความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร
ฝ่ายภิกษุที่ยังเป็นเสขบุคคลและปุถุชนอยู่จำนวนมากก็พากันร่ำไห้อาลัยอาวรณ์ในพระพุทธองค์
มีขรัวตารูปหนึ่งนามสุภัททะ ได้เห็นภิกษุทั้งหลายร่ำไห้อยู่ จึงปลอบโยนว่านิ่งเสียเถอะ อย่าร้องไห้เลย พระศาสดาปรินิพพานไปก็ดีแล้ว สมัยยังทรงพระชนม์อยู่ทรงจู้จี้สารพัด ห้ามโน่นห้ามนี่ จะทำอะไรก็ดูผิดไปหมด ไม่มีอิสระเสรีภาพเลย บัดนี้เราเป็นอิสระแล้ว ปรารถนาจะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้
พระมหากัสสปะได้ยินดังนั้นก็สลดใจ “โอหนอพระบรมศาสดาสิ้นไปยังไม่ข้าม 7 วันเลย สาวกของพระองค์พูดได้ถึงขนาดนี้ ต่อไปนานเข้าจะขนาดไหน”
ท่านรำพึงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะทรงพระชนม์อยู่ทรงมีพระมหากรุณาแก่ท่านเป็นกรณีพิเศษ ได้ประทานบาตรและจีวรแก่ท่าน และทรงรับเอาบาตรจีวรของท่านไปทรงใช้เอง นับว่าทรงไว้วางพระทัยต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ถูกดูหมิ่นจ้วงจาบเช่นนี้จะนิ่งดูดายหาควรไม่
ท่านจึงตัดสินใจทำสังคายนาโดยคัดเลือกพระอรหันต์สาวกผู้ทรงอภิญญาได้จำนวน 499 รูป เว้นไว้ 1 รูป เพื่อพระอานนท์
ขณะนั้นพระอานนท์ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล จะเลือกท่านด้วยก็ไม่ได้ เพราะคุณสมบัติยังไม่ครบ ครั้นจะไม่เลือกก็ไม่ได้ เพราะการทำสังคายนาครั้งนี้ขาดพระอานนท์ไม่ได้ เนื่องจากพระอานนท์เป็นผู้ใกล้ชิดพระพุทธองค์มากที่สุด ได้ทรงจำพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์มากกว่าใคร
พระมหากัสสปะจึงให้โอกาสพระอานนท์เพื่อเร่งทำความเพียร เพื่อทำที่สุดทุกข์ให้ได้ทันกำหนดสังคายนา อันจะมีขึ้นใน 3 เดือนข้างหน้า
พระอานนท์จึงเร่งบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างหนัก แต่ยิ่งเพียรมากเท่าไร ก็ดูเสมือนว่าจุดหมายปลายทางห่างไกลออกไปทุกที
จึงรำพึงว่าพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่า เราจะทำที่สุดทุกข์ได้ไม่นานหลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คำพยากรณ์ของพระพุทธองค์คงไม่มีทางเป็นอื่นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราจะต้องเพียรให้มากขึ้นกว่าเดิม
วันหนึ่งหลังจากเพียรภาวนาอย่างหนักรู้สึกเหนื่อยจึงกำหนดว่าจะพักผ่อนสักครู่แล้วจะเริ่มใหม่ จึงนั่งลงเอนกายนอนพัก เท้าไม่ทันพ้นพื้น ศีรษะไม่ทันถึงหมอน ท่านก็ “สว่างโพลงภายใน” บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ขีณาสพทรงอภิญญาในบัดดล
ขณะนั้นพระสงฆ์ 499 รูป กำลังนั่งประชุมกันตามลำดับพรรษา เว้นอาสนะว่างไว้หนึ่งที่สำหรับพระอานนท์ พระอานนท์ต้องประกาศว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงเข้าฌานบันดาลฤทธิ์ดำดินไปโผล่ขึ้นนั่งบนอาสนะ ท่ามกลางสังฆสันนิบาต ทันเวลาพอดี
เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว พระมหากัสสปะประมุขสงฆ์ได้ประกาศให้พระอุบาลีผู้เชี่ยวชาญพระวินัยทำหน้าที่วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์ผู้เป็นพหูสูตทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม โดยตัวท่านเองทำหน้าที่เป็นผู้ซักถามประเด็นต่างๆ มีพระสงฆ์ทั้งปวงช่วยกันสอบทาน
ลักษณะของการสังคายนาคงเป็นทำนองนี้คือ
1. พระสงฆ์ทั้ง 500 รูป คงต่างก็เสนอพระธรรมเทศนาที่ตนได้ยินมาจากพระพุทธเจ้า มากบ้างน้อยบ้าง ข้อมูลส่วนใหญ่ก็ได้มาจากพระอุบาลีและพระอานนท์
2. พระธรรมเทศนานั้นๆ พระพุทธองค์คงทรงแสดงโดย “ภาษา” ถิ่นต่างๆ พระสงฆ์ในที่ประชุมคงตกลงกันว่าจะต้องใช้ภาษาใดภาษาหนึ่ง “ร้อยกรอง” เป็นภาษา “มาคธี” (หรือภาษามคธ) เมื่อซักถามและตอบให้อรรถาธิบายจนเป็นที่ตกลงกันแล้ว ก็ “ร้อยกรอง” เป็นภาษามาคธี
3. เมื่อร้อยกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์ทั้งปวงก็ “สวดสังวัธยายร่วมกัน” คือท่องพร้อมๆ กัน เพื่อให้จำได้คล่องปาก เพราะฉะนั้น จึงเรียกกิจกรรมครั้งนี้ว่า “สังคายนา” (แปลว่าสวดร่วมกัน, สวดพร้อมกัน) ด้วยประการนี้
สังคายนาครั้งนี้กระทำ ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหาข้างเขาภารบรรพตนอกเมืองราชคฤห์เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ มีพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ครองนครขณะนั้นทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ กระทำกันอยู่เป็นเวลา 7 เดือนจึงสำเร็จ
การทำสังคายนาครั้งแรกนี้เรียกว่า “สังคายนาพระธรรมวินัย” เนื่องจากยังไม่มีพระไตรปิฎกและได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาโดยระบบ “มุขปาฐะ” (คือการท่องจำ)
ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่มีความเคารพเราจะมีสติสัมปชัญญะมั๊ย ไม่มี ถ้าเราไม่มีความเคารพการเสียสละของเราก็ย่อมไม่มี ศีลของเราก็ไม่มี สมาธิของเราก็ไม่มี ปัญญาของเราก็ย่อมไม่มี
ด้วยเหตุผลนี้ ความเคารพนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ถ้าเราไม่มีความเคารพ วัฏฏสงสารนั้นก็ย่อมทำงาน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีความเคารพ เพราะความเคารพนั้นจะเป็นเบรกจะเป็นเซฟตี้ จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ความไม่เคารพนี้ถึงเป็นวัฏฏสงสาร ความไม่เคารพนี้ถึงเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก ความไม่เคารพนี้จะเป็นเหตุปัจจัยให้เราเกิดปัญหาสร้างปัญหา
การปฏิบัตินั้นถึงเน้นเรื่องความเคารพ เราทุกคนถึงมีข้อแม้ใด ๆ ไม่ได้ เพราะข้อแม้นั้นคือความไม่เคารพ
ความเคารพของเรานั้นคือความสงบนะ ความเคารพนั้นถึงเป็นสติสัมปชัญญะนะ ความเคารพนั้นถึงเป็นพระนิพพานนะ
ใจของเราถ้าไม่มีความเคารพใจของเรานั้นก็ย่อมเป็นวัฏฏสงสาร เพราะใจของเรามันมีวาระเดียว ถ้าเราไม่มีความเคารพใจของเราก็ไม่มีพระนิพพานแล้ว เพราะตำแหน่งไม่เคารพมากั้นมรรคผลนิพพาน
การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่มีความสุขในการทำหน้าที่ด้วยความเคารพ การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ด้วยความเคารพ
ด้วยเหตุผลนี้เราจะเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ เพราะสัญชาตญาณนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ จะเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้จะเอากามนำชีวิตไม่ได้จะเอาพยาบาทนำชีวิตไม่ได้ เพราะกามพยาบาทมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยที่เป็นหน้าที่นั่นแหละถึงเป็นพระนิพพาน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เถิดเพื่อยกเลิกขั้วบวกขั้วลบยกเลิกความเป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสความเคารพความคารวะ ๖ ไว้เพื่อเป็นโครงสร้างเป็นหลักการยกเลิกขั้วบวกขั้วลบเพื่อเป็นสติสัมปชัญญะ
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจะได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
ความเคารพนี้เอาหน้าที่มาเป็นสติเป็นสัมปชัญญะเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ให้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสโอกาสที่สำคัญของโอวาทก่อนที่จะท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา