๒๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒๔ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
สมณะได้แก่ความสงบ ความสงบนั้นไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ
สมณะได้แก่ความสงบ ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายอสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสทางสายกลาง เพื่อยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ สัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นปัญญาคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
สัมมาทิฏฐินั้นคือสติคือสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นทางสายกลาง สติสัมปชัญญะนั้นจะอยู่ตรงกลาง เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะ ภพชาติก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นจึงมีอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ที่ไหนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิที่นั้นย่อมมีสติมีสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดเรื่องอดีต จะหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ย่อมว่างจากตัวตน เพราะที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะแล้วที่นั้นจะไม่มีตัวไม่มีตน
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าสติสัมปชัญญะที่เป็นความสงบและปัญญา จะยกเลิกขั้วบวกจะยกเลิกขั้วลบ จะเป็นความสงบจะเป็นสมณะ
สมณะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบันไปถึงพระอรหันต์
สมณะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะเหตุผลว่า สมณะอยู่ที่พระพุทธเจ้าเราก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะว่าสมณะในพระอรหันต์เราก็ดับทุกข์ไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าสมณะนั้นต้องอยู่ที่ตัวเรา ต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอรหันต์ขีณาสพก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพ ทำหน้าที่ทำศาสนกิจของพระอรหันต์
การทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นนั้นได้แก่การมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติที่ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นการปฏิบัติไม่ข้ามภพไม่ข้ามชาติ
ถ้าใจของเรามีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนว่าเป็นเราเป็นคนอื่น นี้คือสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้ไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาเป็นนิติบุคคลตัวตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราคิดว่ามีเราและมีผลคนอื่น นี้มันคือขั้วบวกขั้วลบ นี้ไม่ใช่สมณะ ไม่ใช่ความสงบ เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
สัมมาทิฏฐิต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรมเรื่องผลของกรรม
สติสัมปชัญญะนี้จะมาหยุดสัญชาตญาณ จะมาทำหน้าที่ในการหยุดสัญชาตญาณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เราต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม
ความรู้ต้องเอามาใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
สตินี้มีอยู่ ๒ อย่าง สติหนึ่งเป็นสติที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นสติที่เอาสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิต
อีกสติหนึ่งที่รู้ที่เข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ สตินี้เป็นสติที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน
วาระของสตินั้นมีได้เพียงวาระเดียว สติที่เป็นตัวเป็นตนนั้นเป็นวัฏฏสงสาร เป็นขบวนการของวัฏฏสงสาร
อีกสติหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ สติที่เป็นทางสายกลางได้แก่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ด้วยเหตุผลนี้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่เรายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นคนอื่น
การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิก การยกเลิกนั้นได้แก่การให้ทาน การรักษาศีล ได้แก่ความตั้งมั่นที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจ
คำว่าชาตินั้นคือเหตุคือปัจจัย คำว่าศาสนานั้นคือการเสียสละ เราทุกคนที่เกิดมาต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน พากันมาเสียสละ อดีตทั้งหมดเราต้องเสียสละ เพราะว่าอดีตนั้นมันคือการเกษียณไปแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อนาคตก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นอย่างไรอนาคตก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
ถ้าปัจจุบันเรายกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานก็อยู่ที่ปัจจุบันนั่นแหละ เพราะตำแหน่งที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นได้แก่ตำแหน่งของสมณะ หรือเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
อย่าพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อยกเลิกความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ เพื่อจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ พากันมีสติสัมปชัญญะ ไม่พากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
ความคิดเห็นอย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น ความผิดพลาดนั้นก็ย่อมมี ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะความคิดอย่างนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความคิดอย่างนั้นมันข้ามภพข้ามชาติ ความคิดอย่างนั้นไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความคิดอย่างนั้นจะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ความคิดอย่างนั้นจะไม่ใช่สมณะ จะเป็นขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ท่านเข้าถึงความสงบเข้าถึงความเป็นสมณะอยู่ที่ปัจจุบัน
มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขขึ้นอยู่ที่ปัจจัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาให้รู้ให้เข้าใจเพื่อจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
ท่านให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิรู้เข้าใจว่าทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย ปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ท่านให้ยกเลิกเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ให้ว่างจากตัวให้ว่างจากตน ถ้ามีตัวมีตนแล้วก็ย่อมมีความเกิด
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนจะหยุดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการทำหน้าที่
การดับไม่เหลือขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นทางสายกลาง ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ ทางสายกลางนั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่ไหนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิที่นั้นก็ย่อมมีสติมีสัมปชัญญะ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเรามีตัวมีตนนั้นเรามีสติสัมปชัญญะมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าถ้าเรามีตัวมีตนนั้นคือบุคคลที่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
ความดับทุกข์หรือว่าความเป็นสมณะนั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ
ความดับทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ที่ร่ำรวย ไม่ได้อยู่ที่เรามีอำนาจ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ
การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้ที่ดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ
เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขจากากรหลุดพ้นจากการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเพียง ๗ สัปดาห์เอง เพราะการตรัสรู้นั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความดับไม่เหลือของวัฏฏสงสาร
การเสียสละ การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นวิมุตติ ความหลุดพ้น เพราะการตรัสรู้นั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เพราะการตรัสรู้นั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะที่นั้นจะเป็นวิมุตติ ความหลุดพ้น เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เป็นความว่างจากการเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก
ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะที่นั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะมีแต่ความสงบ จะมีแต่สติสัมปชัญญะ
พระนิพพานนั้นจึงเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไร คนที่ตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้รู้ปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนให้เราเข้าใจ เพราะสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ต้องรู้จักโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกที่มันเป็นโซเชียล สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นคือโซเชียล
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจโซเชียล เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจปัญหา
เราพากันคิดดูดี ๆ ภพภูมิที่เหมาะสมในการประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นภพภูมิเป็นมนุษย์
เพราะเหตุผลว่า มนุษย์นี้มีความแก่เจ็บตายพลัดพราก เพื่อจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อจะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อจะได้ทำหน้าที่
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ไม่อยากเสียสละ ไม่อยากทำหน้าที่ เรากำลังเป็นเจ้าหน้าที่ เราไม่ทำงานจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่นั้นได้อย่างไร
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ในเรื่องกระแสในเรื่องโซเชียล เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า การตรัสรู้ของพระอรหันต์เป็นผู้รู้กระแส ไม่ไปตามกระแส ยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่อยู่ด้วยความหวัง ถ้าเราอยู่กับความหวังนั่นแหละคือความผิดหวัง
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเสียสละสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราจะไม่ได้อยู่กับความหวัง เพราะอยู่กับความหวังก็ต้องผิดหวัง เพราะความหวังมันคือขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักโซเชียล สติสัมปชัญญะเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นคนรวย รวยที่สุด เป็นผู้มีอำนาจมากที่สุด ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นเราดับทุกข์ได้ไหม เราเป็นสมณะได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เป้าหมายของการทำหน้าที่ เพื่อพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว อย่างเรามีความสุขในการเรียนการศึกษา ความทุกข์ก็ไม่มีอยู่แล้วเพราะเรามีความสุขในการเรียนการศึกษา เรามีความสุขกับการทำงานความทุกข์ก็ไม่มีอยู่แล้วเพราะเรามีความสุขในการทำงาน เพราะเราเสียสละ เราเสียสละเราก็เป็นสมณะ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็ย่อมไม่มีขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบัน เรามีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันถ้าเราคิดดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา สิ่งที่ไม่ดีที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาสิ่งนั้นมันก็เกิดขึ้นไม่ได้
นี้จะชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่สติสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การฝึกใจปฏิบัติใจเป็นการเสียสละยกเลิกตัวยกเลิกตน มุ่งเป้าไปยังหน้าที่ มุ่งเป้าไปที่ปัจจุบัน
เพื่อปัญหานั้นจะได้เกิดปัญญา เพื่อวิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส
ผู้ที่เป็นคนรวย ผู้ที่มีอำนาจ สิ่งที่รวยสิ่งที่มีอำนาจนั้นก็จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ที่เรียกว่าพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นถึงจะเรียกว่าคุณ เรามีตัวมีตนจะเรียกว่าคุณได้อย่างไร เพราะตัวตนนั้นมันเป็นโทษ มันไม่ใช่คุณ
คำว่าท่านได้แก่ยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกตัวตน ไม่ไปตามสัญชาตญาณ ไม่ไปตามกระแส เค้าเรียกว่าท่าน ท่านคือผู้ที่ไม่หวั่วไหว ไม่ไปตามกระแส ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ที่ศัพท์เรียกว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ท่านผู้พิพากษาท่านอัยการ ท่านนั้นได้แก่ยกเลิกสัญชาตญาณยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราจะเป็นคุณได้อย่างไร เราจะเป็นท่านได้อย่างไร
หน้าที่นั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ หน้าที่นั้นจะยกเลิกสัญชาตญาณ หน้าที่นั้นจะยกเลิกโปรแกรเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นตัวตนนั่นแหละคือโทษ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามุ่งเป้ามาที่ตัวเรา มาทำหน้าที่ที่ตัวเรา
ปัญหาของปัญหานั้นมันอยู่ที่ตัวที่ตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนก็ย่อมหยุดปัญหาไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ไม่ให้เราไปหยุดใคร ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การที่เราหยุดเรานี้แหละคือการหยุดคนอื่น เพราะต้นเหตุมันอยู่ที่ตัวอยู่ที่ตน
ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นไม่ใช่ปัญหา ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นมันคือปัญญา ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเปลี่ยนแง่คิดแง่มุมในการแก้ปัญหา เพื่อชีวิตของเราจะได้หยุดขั้วบวกขั้วลบ เพื่อชีวิตของเราจะได้เป็นความสงบจะได้เป็นสมณะ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั่นแหละคือสงคราม สงครามคือความไม่สงบ สงครามคือขั้วบวกขั้วลบ สงครามในตัวของตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายในสงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก
เราจะหยุดสงครามต้องมารู้จักสงคราม สงครามมันมาจากไหน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้มองคนอื่น ถ้ามองคนอื่นก็มองเพื่อจะช่วยเหลือมองที่จะเทคแคร์ ไม่ใช่ไปจับผิดคนอื่น มองมาที่ตัวเรา
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเห็นเราตั้งอยู่ในความประมาท ท่านถึงได้ถามเราว่า เรากำลังทำหน้าที่อะไรอยู่ เรากำลังคิดอะไร เรากำลังพูดอะไร เรากำลังมีกิริยามารยาทอะไร เรากำลังทำอาชีพอะไร
ต้องเน้นที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เพราะปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะไปมองแต่ภายนอก เราก็จะไปแก้แต่ภายนอก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะปัญหานั้นอยู่ที่ตัวเรา
เพื่อเราทุกคนจะได้แก้ปัญหาให้ถูกต้อง เราไม่รู้ไม่เข้าใจ อานิสงส์ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นได้ผลิดอกออกผลเป็นความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นความยากความจน จนทั้งภายนอกทั้งทั้งภายใน เป็นผู้ที่ไม่เข้าถึงความเป็นสมณะ ไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ปัญหาต่าง ๆ นั้นมันมาจากความไม่ถูกต้อง มันมาจากทุจริต โลกนี้ปัญหาต่าง ๆ นี้มาจากตัวตน มาจากทุจริต
ทางสายกลางเป็นความรู้ความเข้าใจในการยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ ยกเลิกการทุจริต
ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละก็ไม่มีสติสัมปชัญญะ เพราะการเสียสละนั้นคือสติสัมปชัญญะ การรักษาศีลคือสติคือสัมปชัญญะ การทำสมาธิคือสติคือสัมปชัญญะ การเจริญปัญญาที่ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นคือสติคือสัมปชัญญะ
การบริหารเราต้องบริหารด้วยสติด้วยสัมปชัญญะด้วยยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มาแก้ไขเรื่องการทุจริต
โลกนี้ที่เป็นวงกลมหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ เป็นกลางวันกลางคืน มีประชากรอยู่แปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่อยู่ ๑๙๕ ประเทศ
ปัญหาของโลกอยู่ที่เอาความหลงนำชีวิต เอาตัวเอาตนนำชีวิตเรื่องทุจริต
ประเทศไทยมีการโกงกินคอร์รัปชั่นปัจจุบันปี พ.ศ.๒๕๖๙ นี้อยู่ในระดับ ๑๑๖ ของโลก นี้เสียหายมาก
ประเทศไทยนี้เป็นดินแดนแห่งสุวรรณ เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลนทรัพยากร ปัญหาต่าง ๆ นั้นเกิดจากตัวจากตนเกิดจากทุจริต
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ค่าเงินบาทของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจาก ๒๕ บาทเป็น ๕๐ บาท ประเทศไทยจะล่มสลาย เงินในคลังหลวงเหลืออยู่ ๒.๕ พันล้านดอลลาห์สหรัฐ ทองคำ ๗๕-๘๐ ตัน
ประเทศไทยความเปลี่ยนแปลงจากค่าเงินบาทจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ประเทศไทยล่มสลายในการบริหารประเทศ
การบริหารประเทศได้เงินบริหารมาจากภาษีอากรของประชาชนที่อยู่ในประเทศ และคนต่างประเทศมายังประเทศ
ปัญหาต่าง ๆ เกิดจากตัวเกิดจากตน เกิดจากสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวช ไม่ได้ยกเลิกตัวไม่ได้ยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นแหละคือทุจริต เพราะตัวตนนั้นแหละเป็นโปรแกรเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้อาราธนาท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ขณะนั้นเวลานั้นอายุแปดสิบกว่าปีแล้ว เพื่อทอดผ้าป่าเอาเงินเอาทองคำเข้าคลังหลวง
เมื่อข้าราชการนักการเมืองนักบวชไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่พากันยกเลิกตัวยกเลิกตน การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ได้เป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกเป็นความเศร้าหมอง
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเรามีเงินในคลังหลวงมากที่สุดตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา มีทองคำมากที่สุดตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา เพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่านมีความเข้มแข็งมีระเบียบมีวินัย มีสติมีสัมปชัญญะดี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราทำหน้าที่ที่ตัวเรา ให้เรารู้จักปัญหา ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ เมื่อเรายกเลิกมันก็เป็นอันยกเลิก เราคิดดี ๆ มันก็ดีมันไม่ชั่ว เรากิริยามารยาทดี ๆ มันก็ดีมันไม่ชั่ว เราทำอาชีพที่ที่ต้องเสียสละยกเลิกตัวยกเลิกตนมันก็ดี มันไม่ชั่ว
เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว เพราะวาระมีวาระเดียว ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำคัญจริง ๆ
ความดับทุกข์หรือว่าสมณะนี้ถึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ในหน้าที่ พระอริยเจ้าถึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ในหน้าที่
เราทุกคนมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา ความไม่ประมาทกับความเคารพนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเราไม่ประมาทเราก็มีความเคารพ เรามีความเคารพมันก็สงบมันแยกกันไม่ได้ เพราะอันนี้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้เข้าใจปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ท่านถึงประทานปัจฉิมโอวาทที่ประมวลความสำคัญของความสำคัญ ว่าทางสายกลางวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กันไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าไม่ร็ไม่เข้าใจก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ความเป็นตัวเป็นตนนั้นคือการพังทลายด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะเราทุกคนต้องรู้เข้าใจไม่มีใครหายใจให้คนอื่นได้ ทานข้าวทานอาหารแก่เจ็บตายแทนกันได้ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเข้าใจปัญหา พากันรู้พากันเข้าใจ ดั่งปัจฉิมโอวาท
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
