๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๖ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้สบายเพื่อจะเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกให้สบายเพื่อจะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไป อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ ใจยังไม่สงบก็ให้กายวาจากิริยามารยาทให้สงบก่อน การปฏิบัติใจต้องปฏิบัติที่กาย เราทุกคนต้องควบคุมกายวาจากิริยามารยาท มุ่งเป้ามายังที่กายก่อน

 

 หยุดพูดคุยกัน ไม่ให้พูดคุยกัน ให้ทุกคนปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน ในศาลานี้ไม่ให้รับโทรศัพท์ ไม่ให้พูดคุยโทรศัพท์ ไม่ให้เดินไปเดินมา เพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น

 

 

ให้ตั้งใจรับฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้รู้เพื่อให้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าความจำแล้วจะไม่ลืมจะไม่มีวันลืมเพราะอันนั้นเป็นความรู้ไม่ใช่ความจำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนพระอรหันต์สาวกขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ความรู้ความเข้าใจเราจะเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติอยู่ทุกหนทุกแห่งทุกกาลสถานที่ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติเอาไปทำหน้าที่

 

อีกไม่กี่วันจะเป็นวันอาสาฬหบูชาที่พระบรมศาสดาได้ตรัสทางสายกลางเป็นหนทางประพฤติเป็นหนทางปฏิบัติที่จะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ทางสายกลางที่ไม่มีขั้วบวกที่ไม่มีขั้วลบ ทางสายกลางนั้นจะมีแต่คุณจะมีแต่ประโยชน์หาโทษไม่มีเลย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องปัจจัย เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย การหยุดเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรจะยิ่งกว่าความรู้ความเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราทุกคนนั้นถึงเป็นหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นต้องทำงานถ้าไม่ทำงานแล้วจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าเราทุกคนคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นต้องทำงาน สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนที่เป็นวัฏฏสงสาร ตัวตนนั้นเป็นวัฏฏสงสาร ตัวตนนั้นอาศัยความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นอาหาร เอาความหลงนำชีวิต เอาวัฏฏสงสารนำชีวิต รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้หยุดสัญชาตญาณ จะได้ยกเลิกสัญชาตญาณ เราทุกคนจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ มาเอาวิกฤตนั้นเป็นโอกาส

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกรรมอยู่เหนือกฎแห่งกรรมอยู่เหนือผลของกรรม

 

เรามารู้มาเข้าใจ อาศัยพระรัตนตรัย ได้แก่ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ

 

พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่ของคำว่าการเป็นเจ้าหน้าที่

 

พระพุทธเจ้านั้นถ้าอยู่ภายนอกนั้นก็ดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าอยู่ภายนอกก็ดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าอยู่ภายนอกก็ดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนมุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์สาวกให้รู้ให้เข้าใจว่าพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรมพระอริยสงฆ์นั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

เมื่อก่อนวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสไว้ให้รู้ให้เข้าใจเพื่อเป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดมธรรมเป็นแนวทางในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่า พระพุทธเจ้านั้นต้องเป็นตัวของเรานี้เอง พระธรรมนี้ต้องเป็นตัวของเราเอง พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเป็นตัวของเราเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะงานนี้ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ แทนเราได้ ไม่มีใครหายใจให้เรา ทานอาหารไปห้องน้ำห้องสุขาแทนเราได้ ไม่มีใครแก่เจ็บตายพลัดพรากแทนเราได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ต้องพากันตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คำว่าสายน้ำได้แก่ฝนที่ตกจากฟากฟ้าลงสู่พื้นพสุธา ไหลสู่ลำห้วยแม่น้ำสู่ทะเลสู่มหาสมุทรที่ติดต่อต่อเนื่องนี้เรียกว่าสายน้ำ คำว่าน้ำหยดนี้ได้แก่น้ำหยดทีละหยดทีละหยด ขาดขั้นขาดตอน อย่างนี้เรียกว่าน้ำหยด ไม่ใช่สายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในความแก่เจ็บตายพลัดพรากไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด นั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึกสตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง พังเฉพาะเจาะจงตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. ทั้งที่แผ่นดินอยู่ตั้งไกลอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า อยู่ห่างไกลจากเมืองไทยตั้งร่วมพันกิโลเมตร

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะปัจจุบันจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ความรู้ความเข้าใจเราจะเอามาใช้เอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเอาปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติแห่งการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่มีอะไรสำคัญเท่านี้อีกแล้ว

 

ปัจจุบันเราต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ปัจจุบันเราต้องให้ทานต้องเสียสละ ปัจจุบันเราต้องเอาธรรมชีวิต ปัจจุบันเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่เสียสละยกเลิกตัวตนเราจะหยุดเวียนว่ายตายเกิดนั้นได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไปไม่ได้

 

ถ้าเราไม่มีศีลเราจะหยุดเวียนว่ายตายเกิดได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนสมาธิที่ไหนจะเกิดได้ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนปัญญาที่ไหนจะเกิดได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเราไม่เสียสละก็เป็นวัฏฏสงสาร ถ้าเราไม่มีศีลก็เป็นวัฏฏสงสาร ถ้าเราไม่มีสมาธิก็เป็นวัฏฏสงสาร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว หรือว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ถ้าเรามีตัวมีตนพระนิพพานก็ไม่มี ตัวตนนั้นถึงเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ ถึงเป็นอคติทั้ง ๔ ตัวตนนั้นถึงไม่ใช่ทางสายกลาง ตัวตนนั้นถึงเป็นขั้วบวกขั้วลบ ตัวตนนั้นคือความไม่สงบ ตัวตนนั้นถึงเป็นสงคราม สงครามในตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก

 

สงครามนั้นคือความไม่สงบ สงครามนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ ตัวตนนี้ถึงเป็นอันตรายเป็นเจ้าเสือร้ายเจ้าอันตราย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัย ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็ย่อมหาเรื่องหาราวมาให้กับตัวเอง ไม่มีเรื่องก็ไปหาเรื่อง ไม่มีปัญหาก็ไปสร้างปัญหา ความไม่รู้ไม่เข้าใจในสัจธรรมของความเป็นจริงก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นวัฏฏสงสาร จะมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา เปรียบเสมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่มีปัญญา ถ้าไม่มีวิกฤตก็ย่อมไม่มีโอกาส ความรู้ต้องเอามาใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

หน้าที่นั้นจะได้เป็นหน้าที่ที่เป็นความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคนพากันคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติ ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเสวยวิมุตติสุขจากความหลุดพ้นอยู่เพียง ๗ สัปดาห์ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น

 

เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติ แห่งอวิชชาความหลง

 

การเสียสละนั้นถึงเป็นการก้าวไปด้วยพุทธะทั้งกายวาจากิริยามารยาทด้วยพุทธกิจด้วยหน้าที่

 

การทำหน้าที่นั้นคือความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจ เพราะการตรัสรู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ แต่เป็นการดับไม่เหลือแห่งภพชาติที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

การเสวยวิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นต้องเกิดจากหน้าที่ ความเสียสละถึงเป็นการก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานนั้นได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้คือความสงบ นี้คือความดับไม่มีส่วนเหลือ

 

ที่มีผู้ลังเลสงสัยถามว่า การปฏิบัติธรรมนี้ปฏิบัติถึงไหนถึงจะได้หยุด คำว่าหยุดนั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ คำว่าไปนั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

อริยมรรคที่เป็นความรู้ความเข้าใจแล้วทำหน้าที่นี้คือวิมุตติหลุดพ้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่ใช่หยุดไม่ใช่ไป แต่เป็นหน้าที่ของหน้าที่ของหน้าที่

 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นทางสายกลาง เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

เรามาลองคิดดูดี ๆ นะ เราไม่เสียสละจะได้ไหม ถ้าเราไม่เสียสละก็ย่อมมีความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นนี้มันเป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปัญญะ ผู้ที่ไม่เสียสละนั้นถึงเป็นผู้ที่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ อย่างผู้ที่ไม่เคารพ ผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาท ความไม่เคารพตั้งอยู่ในความประมาท ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ ความไม่เคารพนี้คือตัวตน ความประมาทนี้คือตัวคือตน

 

การประพฤติการปฏิบัติจึงต้องมุ่งเป้ามาที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างภาชนะที่คว่ำก็เป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่ล้มก็เป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่ใช้ได้ก็ย่อมเป็นภาชนะที่ตั้งไว้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนไม่อาจบังอาจไปตั้งอยู่ในความประมาทนั้นได้ ไม่มีความเคารพนั้นไม่ได้

 

เราอย่าไปคิดว่าใจของเรานี้ เราตรึกนึกคิดอะไร ไม่มีรู้ไม่มีใครเข้าใจ เราคิดดูรึยังว่า เรานี้นะเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจเพราะการปฏิบัติมุ่งที่ตัวเรารู้นั่นแหละ ถ้าเรามุ่งที่ผู้อื่นรู้มันเป็นการหลอกลวง เราหลอกลวงคนอื่นนั้นรู้ว่าใครเป็นคนหลงก่อนกัน ตัวเรานี้แหละหลงก่อนคนอื่น

 

การทำอะไรเพื่อให้คนอื่นโอเคด้วยเห็นด้วยนั้นไม่มีความอยากความต้องการ ความอยากความต้องการนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันมันคือความไม่สงบ การหลอกลวงคนอื่นตัวเรานั่นแหละหลงก่อนเขา คนที่รูปหล่อรูปสวยใครหลงก่อนเขา ตัวเองนั่นแหละหลงก่อนเขา

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นที่เป็นความงามในเบื้องต้น งามท่ามกลาง งามอย่างสูงสุดถึงเป็นการยกเลิกการหลอกลวง

 

มีคำถามว่า ถ้าไม่ทำอย่างนี้จะให้ไปทำอย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้คำตอบกับเราว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา

 

อวดอุตรินั้นคือความไม่จริงนั้นคือการหลอกลวง การให้ทานรักษาศีลประพฤติปฏิบัติธรรมต้องยกเลิกการหลอกลวง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเน้นตัวผู้รู้ของเรานั่นแหละ

 

เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งอวดอุตรินั้นคือตำแหน่งหลอกลวง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าตำแหน่งหลอกลวงมันเป็นตำแหน่งความเครียดมันเป็นตำแหน่งความทุกข์ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาเป็นปฏิปทาของความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกความหลอกลวงถึงมุ่งเป้ามาที่ปัจจุบัน ตัวของเรานี้แหละต้องยกเลิกการหลอกลวง ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง

 

ความรู้ความเข้าใจเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ยกเลิกการหลอกลวง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ถ้าเรายกเลิกการหลอกลวงหรือว่ายกเลิกตัวตน ความสงบนั้นมันก็จะเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่ยกเลิกตัวตน ใจที่ยกเลิกการหลอกลวง

 

ตัวตนนั่นแหละคือความหลอกลวง ตัวตนนั้นถึงเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตัวเรานี้หลอกลวงตัวเองยังไม่พอ หลอกลวงคนอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าปัจจุบันคือตำแหน่งที่ยกเลิกตัวตน เราพากันคิดดูดี ๆ เรามีอัตตาตัวตนเรามีอีโก้เราเป็นข้าราชการได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เราเป็นนักการเมืองได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เราเป็นนักบวชได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเรา หยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาท

 

เคารพในการให้ทาน ในการรักษาศีล มีความตั้งมั่นไม่มองข้ามปัจจุบัน ถ้าเรามองข้ามปัจจุบัน ชีวิตของเรามันจะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเป็นโรคไบโพล่าอยู่ในตัวของมันเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะมองข้ามปัจจุบันนี้ไม่ได้ เราจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้ เราจะไปขอโอกาสขอเวลานั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ยกเลิกสัญชาตญาณแห่งวัฏฏสงสารที่เป็นความดับไม่เหลือเป็นวิมุตติหลุดพ้นของวัฏฏสงสาร พระตถาคตเจ้าถึงกาลถึงเวลาก็ต้องไปตามกาลตามเวลาของกรรมและกฎแห่งกรรม สิกขาบทใด ๆ ที่ได้วางหลักการที่เป็นพระนิพพานที่หยุดวัฏฏสงสาร

 

พระภิกษุทั้งหลายเห็นว่าสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ขัดกับกาลเวลาการดำรงชีพดำรงชีวิตจะตัดจะยกเลิกก็ได้ ให้ทรงไว้สิกขาบทใหญ่ ๆ ที่เป็นหลักของสติสัมปชัญญะเป็นหลักของพรหมจรรย์ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ภิกษุทั้งหลายมีความเห็นว่า เมื่อเราทุกคนยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกตัวยกเลิกตนก็จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะไม่มีคำว่าตัดหรือว่าจะมาเพิ่ม เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบเป็นการดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ที่ทำพุทกิจ พระอรหันต์ขีณาพผู้ทำหน้าที่ผู้ที่ทำศาสนกิจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลเราต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ถือเอาปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นหน้าที่

 

เอาทั้งใจเอาทั้งวัตถุที่เป็นเอไอทางจิตใจเป็นเอไอทางวัตถุไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นทางสายกลาง ด้วยเหตุผลนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปีนี้ก็จะตรงกับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม

 

ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพราะเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะเดินทางไกลส่วนทางสรีระร่างกายก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี อาศัยเครื่องบินอย่างดี อาศัยเรือเดินมหาสมุทรอย่างดี

 

เราจะเดินทางไกลก็ต้องเอาธรรมนูญ ธรรมนูญกับพระนิพพานมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ธรรมศาสตร์กับนิติศาสตร์ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

เราพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้หยุดโซเชียลที่มันเป็นวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องปัญหา รู้เข้าใจในเรื่องวิกฤต

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในวาระสุดท้ายในการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสอะไรอีก เพราะโอวาทสำคัญคือความไม่ประมาท ความไม่ประมาทนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

     

พระอานนท์ผู้นั่งเฝ้าดูอาการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงถามถึงการปรินิพพานกับพระอนุรุทธะซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์มองเห็นการปรินิพพานของพระพุทธองค์ตลอดมา ตอบว่า ยังไม่ได้ปรินิพพาน

 

เมื่อจะเข้าสู่พระปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานและสมาบัติไปตามลำดับจนถึงนิโรธสมาบัติ “...แล้วก็กลับเข้ารูปาวจรสมาบัติทั้ง ๔ และอรูปาวจรสมาบัติทั้ง ๔ โดยอนุโลมแลปฏิโลม กลับไปกลับมาอันรวดเร็วถึง ๒๔ แสนโกฏิสมาบัติ...เมื่อออกจากจตุถฌานในวาระเป็นที่สุด ก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานในสมัยกาลระหว่างนั้น ในวันวิสาขบุณมีราตรีปัจจุสมัย...

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 120,082