๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๘ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม วันอาสาฬหบูชา เข้าพรรษาวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ แล้วก็มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำหน้าที่ คือผู้ที่ทำพุทธกิจที่มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำหน้าที่ทำศาสนกิจ มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นจะอยู่กับอดีต นั้นจะอยู่กับอนาคต การที่อยู่กับอดีตอยู่กับอนาคตนั้นเป็นชีวิตที่อยู่ข้ามภพข้ามชาติ แต่ถึงปัจจุบันทิ้งหน้าที่ ความอยากความต้องการเป็นความคิดที่ข้ามภพข้ามชาติ ความไม่อยากความไม่ต้องการเป็นความคิดที่ข้ามภพข้ามชาติ เป็นชีวิตที่เป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ได้แก่ไปไหนไม่ได้ เป็นชีวิตที่มีภพมีชาติ ภพนั้นได้แก่ความไม่สงบ ภพนั้นคือตัวคือตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าตัวตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ว่าตัวตนนั้นได้แก่ความไม่สงบ ว่าตัวตนนั่นแหละคือสงคราม สงครามในตัวของความไม่รู้ สงครามนั้นได้ขยายไปสู่ภายนอก สู่ครอบครัว สู่หมู่บ้าน สังคม ตำบล อำเภอ จังหวัด เมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ทำหน้าที่ เราทุกคนเป็นนักธุรกิจ นักธุรกิจก็ต้องทำกิจที่ควรทำ ยกเลิกกิจที่ไม่ควรทำ นิสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ กิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ควรทำ

 

เราทุกคนเป็นนักธุรกิจ ต้องรู้กิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ควรทำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทำพุทธกิจ พระอรหันต์ขีณาสพได้ทำศาสนกิจ

 

อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญของความสำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ชาติคือความเกิด เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเรามีตัวมีตนพระนิพพานก็ย่อมไม่มี ถ้าเรามีพระนิพพานตัวตนนั้นก็ย่อมไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนั้นได้แก่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ปัจจุบันนั้นคือปัจจุบัน ด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าเรารู้ถ้าเราเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นก็ย่อมไม่มี เราปฏิบัติ วิบัตินั้นก็ย่อมไม่เกิดขึ้น เราไม่ปฏิบัติ อุบัติเหตุก็ย่อมเกิดขึ้น ความเสียหายก็ย่อมเกิดขึ้น ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้วัตถุกับจิตใจเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นทางสายกลางที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น เมื่อเรายกเลิกเรายกเลิกคนอื่นเราก็มีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่ยกเลิกเราไม่ยกเลิกคนอื่นเราก็ไม่มีสติสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนชีวิตของเราก็ก้าวไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องพากันมาเสียสละ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นได้แก่การไม่ให้ทาน การให้ทานนั้นได้แก่การยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนมีตัวมีตน ตัวตนนั้นจะเป็นแต่ผู้เอา ไม่เป็นผู้ที่เสียสละ ผู้ที่ไม่เสียสละนั้นมีสติมีสัมปชัญญะมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้มีตัวมีตนนั้นมีศีลมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ที่ไม่เสียสละนั้นไม่มีศีล ผู้มีตัวมีตนนั้นคือผู้ที่มีนิวรณ์ทั้ง ๕ คือผู้มีอคติทั้ง ๔ ตำแหน่งของนิวรณ์ทั้ง ๕ ตำแหน่งที่มีอคติทั้ง ๔ นั้นได้แก่ตำแหน่งที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพาเรารู้พาเราเข้าใจพากันทำหน้าที่

 

เราทุกคนเป็นนักธุรกิจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ทำกิจที่ควรทำ และไม่ให้ทำกิจที่ไม่ควรกระทำ

 

เราทำกิจที่ควรทำจะยกเลิกสัญชาตญาณ เรายกเลิกกิจที่ควรทำจะยกเลิกสัญชาตญาณ เรายกเลิกสัญชาตญาณก็จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นธรรมวินัย เป็นกิจที่ควรทำ ยกเลิกกิจที่ไม่ควรทำ

 

เราพากันมารู้พากันเข้าใจ เรามาเอาปัญหามาเป็นปัญญา เรามาเอาวิกฤตเป็นโอกาส เรามารู้กรรม รู้กฎแห่งกรรม รู้ผลของกรรม

 

เราเดินทางก็ต้องใช้ยานในการเดินทาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ

 

ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสให้พระอานนท์กับหมู่สงฆ์สาวกให้รู้ให้เข้าใจในยานของการเดินทาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

พระธรรมพระวินัยเราต้องเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ เพราะเราทุกคนนั้นคือเจ้าหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่จะชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนต้องพากันมารู้จัก เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส สัญชาตญาณที่เป็นตัวตนที่จะหยุดลงได้จะจบลงได้ด้วยการยกเลิก ความยกเลิกนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรายกเลิกก็ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ

 

ทุกข์เป็นสิ่งที่เรารู้จัก รู้จักแล้วก็ยกเลิก เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราไม่ต้องทำอะไรเพียงแต่เรารู้เราเข้าใจ เพราะเราก็เป็นอันยกเลิก เราเพียงรู้เราเพียงเข้าใจ เพราะความเข้าใจนั้นจะไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ให้เป็นความเข้าใจเป็นความเข้าใจไป

 

อย่างเราทำหน้าที่ หน้าที่ของเราก็มีความสุขในการทำหน้าที่ เรามีความสุขกับการทำหน้าที่อยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทำหน้าที่ เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาหน้าที่ ถ้าเราไม่เอาพระธรรมไม่เอาพระวินัยไม่เอาหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็ย่อมอยู่กับอดีตอยู่กับอนาคต การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นการประพฤติการปฏิบัติข้ามภพข้ามชาติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เช่นความคิดความอยากความต้องการ ความไม่อยากความไม่ต้องการ เราอยากเราไม่อยากจะเป็นไปตามความคิดของเรามั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่เป็นไปตามความคิดของเรา

 

 ด้วยเหตุผลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราจะไปปรุงแต่งมันไปทำไม เราอยากให้น้อยมันก็ไม่น้อยเราจะไปปรุงแต่งมันทำไม เพราะอันนี้มันเป็นสัจธรรมเป็นความเป็นจริง

 

เราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายไม่อยากให้พลัดพราก มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราไปต้องการสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราไม่ต้องการสิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ นั้นคือการไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราเป็นนักธุรกิจ นักธุรกิจก็ต้องใช้เอไอประดิษฐ์ให้เป็นปัญญาประดิษฐ์ ให้เอาเอไอทางจิตใจเพื่อเสียสละวัฏฏสงสาร เมื่อเราเสียสละวัฏฏสงสารพระนิพพานนั้นก็จะอยู่ที่นั่น พระธรรมพระวินัยถึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ นักธุรกิจถึงจะเอาเอไอมาใช้ด้วยการยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เพื่อให้เป็นความสงบเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจในการทำหน้าที่ของนักธุรกิจเพื่อเป็นปัญญาประดิษฐ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย ได้แก่พระรัตนตรัย เป็นกระบวนการของเหตุของปัจจัย เป็นเอไอที่ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสงบความดับไม่เหลือที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้มีเอไอประดิษฐ์ทั้งหลาย เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมเสวยวิมุตติสุขเพียง ๗ สัปดาห์ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น

 

เพราะเหตุผลว่าการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสาร การหยุดขั้วบวกขั้วลบเป็นวิมุตติหลุดพ้นไม่มีส่วนเหลือของวัฏฏสงสาร การตรัสรู้นั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นเมตตาบริสุทธิคุณ มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

การเสวยวิมุตติสุขนั้นจึงได้แก่การทำหน้าที่ การทำพุทธกิจ การทำงานการทำพุทธกิจนั้นเป็นความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสาร ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราจะดับทุกข์ได้ก็เพราะความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งทำหน้าที่ เป็นนักธุรกิจที่รู้กิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านตรัสกับสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธกิจเป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษาได้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยวิมุตติความหลุดพ้น

 

ได้ตรัสให้ภิกษุสงฆ์รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นพระรัตนตรัย เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะขัดกับการดำเนินชีวิต ไม่ใช่สิกขาบทหลักก็ให้ยกเลิกได้

 

หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ทำสังคายนาครั้งแรกล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาพทั้งหมด ๕๐๐ รูป ก็ได้ตรัสเช่นเดียวกัน  พระอรหันต์ขีณาสพมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า

 

เมื่อเรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนแล้ว ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค ไม่มีอะไรเป็นปัญหา เพราะชีวิตนั้นได้หยุดขั้วบวกขั้วลบแล้ว นี้เป็นหลักการเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพ ให้เราทุกคนรู้ให้เข้าใจ เพื่อจะได้เอาพระธรรมพระวินัยนั้นหยุดสัญชาตญาณ ถ้าเราไม่เอาพระธรรมไม่เอาพระวินัย หยุดสัญชาตญาณ หยุดตัวหยุดตนแล้วจะเอาอะไรเล่ามาหยุด จะเอาอะไรมาทำกิจที่ควรทำ ยกเลิกอรกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอรหันต์ขีณาสพให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้หยุดสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้มองข้ามปัจจุบัน ไม่มองข้ามหน้าที่ ถ้าเรามองข้ามปัจจุบันนั้นคือความประมาท

 

ความเคารพเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในฐานะแห่งความประมาท ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ความเคารพนี้คือความตั้งมั่น

 

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องโซเชียลต่าง ๆ โซเชียลต่าง ๆ มันมาจากหลายทิศหลายทางของโซเชียล มาจากธาตุทั้ง ๔ มาจากขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน มันมาสนั่นหวั่นไหวทุกทิศทุกทาง

 

ความประมาท ความผิดพลาดนั้นถึงเป็นการเสียหาย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการพังทลาย ความเคารพ ไม่ตั้งอยู่ในฐานะแห่งความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นมีมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มี

 

ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม ต้องเอาความไม่ประมาทเป็นตัวนำ ต้องเอาความเคารพเป็นตัวตนำ รู้เข้าใจ ไม่มองข้ามหน้าที่ ไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มีความคิดว่า การประพฤติการปฏิบัติค่อยเป็นค่อยไป ปฏิบัติเรื่อย ๆ เหมือนน้ำบ่อทราย ไหลมาเรื่อย ๆ ไม่หยุด

 

ความคิดอย่างนี้ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้น ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เน้นที่ปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรสำคัญกว่า

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นโลกธรรมครอบจิตใจของเรา เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงารกับพระนิพพาน

 

การปฏิบัติถึงมุ่งเป้ามาที่หน้าที่ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน พระธรรมพระวินัยนั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ถึงมีคำศัพท์ว่าพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณอยู่ในหน้าที่

 

เราเอาสัญชาตญาณที่มีตัวมีตนนำชีวิตจะชื่อว่าพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณได้อย่างไร

 

ที่เรียกกันว่าคุณ ถ้าเอาตัวตนเป็นที่ตั้งนั้นไม่ใช่คุณนะ เอาตัวตนเป็นที่ตั้งมันโทษนะ ถ้าเอาตัวตนเป็นที่ตั้งเรียกว่าท่านได้ไหม ไม่ได้ ท่านนั้นคือผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะการยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นเป็นคุณเป็นท่าน ตัวตนนั้นถึงเป็นไบโพล่า เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นหน้าที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์

 

มีคำถามว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราคิดดูนะมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ตำแหน่งนั้นก็บอกอยู่แล้ว ตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว เป็นตำแหน่งสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน มันจะมีความทุกข์มาจากไหน

 

เพราะไม่มีตำแหน่งทุกข์เลย ไม่มีตำแหน่งเครียดเลย เป็นความรู้แล้วมีปิติสุขเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความทุกข์จะมีมากจากไหน ถ้าจะว่ามีแต่ความดับทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความดับทุกข์ใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นทำความดีเพื่อความดี เป็นการเรียนที่มีความสุข เป็นการทำงานที่มีความสุข เป็นข้าราชการนักการเมืองที่มีความสุข หน้าที่นั้นถึงเป็นเอไอประดิษฐ์

 

เป็นนักธุรกิจรู้จักพัฒนากิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ

 

มีคำถามว่า ความเป็นสมณะหรือการเป็นพระอริยเจ้าเป็นได้เฉพาะนักบวชอย่างเดียวเหรอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไม่ใช่เป็นเฉพาะนักบวช เป็นกับทุก ๆ คน ที่รู้เข้าใจได้ทำหน้าที่ ใครรู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขรู้ตื่นสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ผู้นั้นก็จะยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ สิ พระนิพพานเป็นสากล นรกนั้นก็เป็นสากล สวรรค์ก็เป็นสากล พรหมโลกก็เป็นสากล ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์นะ ในโลกนี้ โลกนี้ที่กลม ๆ โลกที่หมุนรอบตัวเองหมุนรอบดวงอาทิตย์ มีประชากรของโลกแปดพันกว่าล้านคนใช้หลักการเดียวกันนี้หมด

 

ใช้ความรู้ความเข้าใจว่าต้องเอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้มาทำหน้าที่เป็นนักธุรกิจที่ทำกิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจกิจที่ไม่ควรทำ

 

เราทุกคนต้องมีปัญญาประดิษฐ์ การตรัสรู้นั้นถึงเป็นการหยุดภพชาติ เป็นการดับไม่เหลือทั้งความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะ เราเป็นใครก็ต้องหายใจ เราเป็นใครก็ต้องคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพยกเลิกตัวตน เราต้องรู้เข้าใจวาระนั้นเป็นปัจจุบัน วาระนั้นเป็นเพียง ๑ เดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เน้นมาที่ตัวเรา เราไม่รู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราเรียนหนังสือเราเรียนเราศึกษาก็เพื่อจะเป็นผู้เอา เราทำงานก็เป็นผู้เอา เราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองก็เป็นผู้เอา เราเป็นประชาชนเป็นมหาราชก็เป็นผู้เอา

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจเอาหรือไม่เอานั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

มีคำถามว่าถ้าไม่เอาแล้วจะไปเรียนทำไม จะไปทำงานทำไม ก็เพราะเหตุผลว่าเอาหรือไม่เอานั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเสวยวิมุตติสุขเพียง ๗ สัปดาห์ หลังจากนั้นท่านก็ทำหน้าที่ ทำพุทธกิจทำหน้าที่ เพราะวิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราเสียสละ เราทำหน้าที่ เราคิดดูดี ๆ คิดจนหัวจะแตกหัวจะระเบิดก็เป็นไปไม่ได้

 

เราไม่เสียสละ ตำแหน่งที่ไม่เสียสละนั้นเป็นตำแหน่งที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเสียสละ ไม่เสียสละก็ย่อมมีความทุกข์ ถ้าเราไปทิ้งพระธรรมพระวินัยไม่ยกเลิกสัญชาตญาณเราก็ย่อมมีความทุกข์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเสียสละ ทุกคนต้องมีศีลทุกคนต้องมีความตั้งมั่นในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่ เราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรามีความหวังก็ย่อมผิดหวัง เพราะความหวังกับความผิดหวังนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะไปหวังอะไร เพราะเราทำหน้าที่มันก็ดีอยู่แล้ว เราพูดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว เราคิดดี ๆ เรากิริยามารยาทมันก็ดีอยู่แล้ว เรายกเลิกตัวตนมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไร

 

การทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขก็เป็นความสุขอยู่แล้วจะไปเอาอะไร อย่างเราทำงานอย่างนี้ มีความสุขกับการทำงานมันก็มีความสุขอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก อย่างเรานั่งสมาธิหายใจเข้าสบายเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมันก็สบายอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก เราหายใจออกสบายเอาของเสียเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปมันก็สบายอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก

 

ความเอาหรือความไม่เอานั้นถึงเป็นขั้วบวกขั้วลบถึงเป็นความไม่สงบ  ความอยากความไม่อยากเราต้องรู้เข้าใจในปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ปฐมเทศนาหลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ท่านถึงได้ตรัสทางสายกลางเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มีความสุขในการทำหน้าที่ ทำกิจในกิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ก้าวไปดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำก็ได้แก่น้ำมันไหลเป็นสายน้ำไม่ขาดขั้นขาดตอนสู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทร คำว่าน้ำหยดได้แก่น้ำหยดทีละหยด ไม่ใช่สายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะเป็นผู้เอาเป็นผู้ไม่เอาอยู่นี้ ผู้เอาหรือผู้ไม่เอานั้นเป็นผู้ที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเพื่อเป็นทางสายกลาง เพื่อประชากรของโลกจะได้เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่เพื่อหยุดขั้วบวกขั้วลบ

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่หยุดสัญชาตญาณ อยู่ที่หยุดโซเชียลไม่ตามโซเชียล เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ไม่ตั้งอยู่ในความหลงความเพลิดเพลินความประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทซึ่งเป็นโอวาทที่เป็นความรู้ความเข้าใจแล้วเอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าอดีตเป็นสิ่งที่เอากลับคืนมาไม่ได้เพราะเกษียณแล้ว ท่านถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ด้วยปัญญาบริสุทธิคุณไว้ว่า บัดนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในขณะปัจจุบันนี้ ได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

Visitors: 120,082