๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๙ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันนี้ตรงกับวันประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ ประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ มี 3 วันหลัก ได้แก่ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัย
วันสำคัญหลักทางพุทธศาสนา
- วันวิสาขบูชา: ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญสากลของโลก
- วันมาฆบูชา: ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันที่พระสงฆ์ 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และพระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาฏิโมกข์
- วันอาสาฬหบูชา: ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา (เทศน์ครั้งแรก) และทำให้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรก
พระรัตนตรัยได้แก่ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ให้เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน กายกับใจต้องทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเราเอาแต่ทางวัตถุ เอาแต่ทางวิทยาศาสตร์ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจไม่เอาทางวิทยาศาสตร์ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ ๒ อย่างต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราเอาแต่ทางวัตถุก็เป็นขั้วบวกก็เป็นขั้วลบ ถ้าเอาแต่ใจก็เป็นขั้วบวกขั้วลบ
เอไอทางจิตทางใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอไอทางวัตถุก็ต้องอาศัยปัญญาประดิษฐ์
การดำเนินชีวิตของเรานี้ต้องเอาทางสายกลาง ทางสายกลางนี้จะไม่มีขั้วบวกจะไม่มีขั้วลบ เป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติจากความรู้ความเข้าใจ วิมุตติความหลุดพ้นถึงเป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจ
ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ของหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของหน้าที่
การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือหน้าที่เพื่อหน้าที่ การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพจึงเป็นหน้าที่เพื่อหน้าที่ จึงความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเพียงเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้เพียง ๗ สัปดาห์ เพราะเหตุผลว่า วิมุตติความหลุดพ้นนั้นเป็นความดับไม่เหลือ
วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงไม่มีขั้วบวกขั้วลบ วิมุตติหลุดพ้นนั้นจึงเป็นความสงบ วิมุตติหลุดพ้นนั้นถึงไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ หากเป็นบริสุทธิคุณคือความหลุดพ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายให้รู้ให้เข้าใจ วัฏฏสงสารนี้คือขั้วบวกขั้วลบ อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็ไปจากปัจจุบัน กรรมเก่าก็มาจากปัจจุบัน กรรมใหม่ก็ไปจากปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้จักกรรม วัฏฏสงสารจะหยุดลงได้ต้องอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างหยุดวัฏฏสงสาร ปัจจุบันนี้เราต้องเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญที่สุด ไม่มีอะไรที่จะสำคัญที่สุดเท่าปัจจุบันขณะนี้เวลานี้
ด้วยเหตุผลนี้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ จะได้มุ่งเป้ามายังตัวเรา เพราะเหตุผลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็ช่วยเราไม่ได้ พระอรหันต์ขีณาสพก็ช่วยเราไม่ได้ ในโลกนี้ไม่มีใครช่วยเราได้
ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นความรู้ต้องเอามาคู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา มาทำหน้าที่ที่ตัวเรา
เอาทางสายกลาง เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ไม่ให้ประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้จักปัญหา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจ ให้พากันเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ให้พากันเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
ให้พากันรู้พากันเข้าใจว่า ปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติ หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ก็ใช้หลักการเดียวกันหมด ไม่มีใครยกเว้น
วัฏฏสงสารนั้นเป็นสากล เพราะเหตุผลว่า วัฏฏสงสารนั้นมันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมแล้วก็ผลของกรรม
พระนิพพานนั้นก็ย่อมเป็นสากลเช่นเดียวกัน พระนิพพานนั้นถึงเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
หน้าที่นั้นคือพุทธกิจสำหรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หน้าที่นั้นถึงเป็นศาสนกิจของพระอรหันต์
สำหรับประชาชนหน้าที่นั้นถึงเป็นธุรกิจ ได้แก่ กิจที่ควรทำ อกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ
เสขบุคคลหมายถึงปัญญาชน ปัญญาประดิษฐ์ เอาปัญญานำชีวิต เพื่อให้เป็นเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
การประพฤติการปฏิบัติต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การที่ช่วยเหลือบุคคลอื่นการช่วยเหลือตนเองเราต้องมีความเห็นถูกต้องมีความเข้าใจถูกต้อง
เมื่อก่อนเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้ใจของเราข้ามภพข้ามชาติ ใจข้ามภพข้ามชาติอย่างไร ก็ใจอยู่กับอดีตใจอยู่กับอนาคต ใจไม่ได้อยู่กับปัจจุบันอย่างนี้เรียกว่าใจข้ามภพข้ามชาติ ใจข้ามภพข้ามชาตินั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันคือความไม่สงบ มันคือสงคราม สงครามในตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก
การปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจพากันมุ่งเป้ามายังตัวเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ไม่มีใครช่วยเหลือคนอื่นได้
การที่บอกสอนธรรมวินัยให้รู้ให้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงเพราะมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีการหลงลืม
การที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มาตรัสรู้นี้เป็นสิ่งที่สำคัญ การที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงธรรมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พูดให้รู้ให้เข้าใจว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ได้แก่เอาเอไอทางวัตถุ เอาเอไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่ในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์และหมู่สงฆ์สาวกทั้งหลายในคืนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานเพื่อให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่การทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ ไม่มีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดความเข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติค่อยเป็นค่อยไป ความคิดนี้คือความคิดที่ผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน
ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานเมื่อสรีระร่างกายธาตุขันธ์ดับไปนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมีน้อยมาก
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน สถานที่นั้นแหละคือการประพฤติคือการปฏิบัติ ที่ไหนมีปัญหาที่นั้นถึงจะมีปัญญา ที่ไหนมีวิกฤตที่นั้นถึงจะมีโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบัน ถ้าเรามองข้ามปัจจุบันจะเป็นการมองข้ามภพข้ามชาติ ยังเป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท ยังไม่ได้หยุดสัญชาตญาณ
ความเคารพที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งมั่นไม่เอาสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบนำชีวิต
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่มีใครปกปิดตัวเองได้
ความเคารพถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนไปเอาตัวตนนำชีวิตไม่ได้ ไปหมกมุ่นอยู่ในกามไม่ได้ ไปหมกมุ่นอยู่ในพยาบาทไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะไปตรึกในลาภยศสรรเสริญไม่ได้ จะไปตรึกในอิจฉาพยาบาทอาฆาตเครียดแค้นไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ คนอื่นเค้าไม่รู้ก็จริงแต่ตัวเรานั้นรู้อยู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ ถ้ามีเราแล้วก็ย่อมไม่มีพระนิพพานเรายกเลิกเราถึงจะมีพระนิพพาน
ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบมันจะมาจากไหนเพราะเราไม่มีความเคารพ เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนเราถึงจะเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ที่มีศีลสมาธิปัญญา
เรามีตัวมีตนเราย่อมเป็นผู้ไม่เสียสละ การไม่เสียสละนั้นถึงเป็นตัวเป็นตน การที่ไม่มีศีลนั้นถึงเป็นตัวเป็นตน การที่ไม่มีสมาธิถึงเป็นตัวเป็นตน การที่ไม่มีปัญญานั้นถึงเป็นตัวเป็นตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าพระนิพพานนั้นย่อมไม่มีตัวไม่มีตน
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราเป็นคนรวยที่สุดในโลก ถ้าเราเป็นผู้มีอำนาจที่สุดในโลกเราจะแก้ปัญหาได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าเราแก้ปัญหาไม่ได้มีแต่สร้างปัญหา
ผู้มีตัวมีตนจะไม่มีความสงบ ผู้มีตัวมีตนนั้นจะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้มีตัวมีตนนั้นจะเป็นผู้ไม่เดินทางสายกลาง
มีคำถามว่า เราจะดำรงชีวิตได้อย่างไรเมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตน การดำรงชีวิตองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การดำรงชีวิตนั้นต้องให้ยกเลิกตัวยกเลิกตน
เรามาคิดดูดี ๆ นะ ต้องยกเลิกตัวตน อย่างเรามีความสุขในการยกเลิกตัวตน ถ้าเรามีความสุขในการยกเลิกตัวตนเราถึงจะมีความสุขในการเรียนการศึกษา ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามีตัวมีตนมันก็ขี้เกียจขี้คร้าน เพราะตัวตนนั้นมันคือปัญหาคือเจ้าปัญหา ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน การทำงานเรามันก็ย่อมขี้เกียจขี้คร้าน ตัวตนนั้นถึงเป็นอบายมุขเป็นอบายภูมิ ภูมิแห่งความตกต่ำด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้คือไม่รู้ปัญหา คือผู้ที่ไม่มีปัญญา
ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ถึงอยู่ที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าไม่มีเหตุมีปัจจัยผลมันจะมาจากไหนเพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
ด้วยเหตุผลนี้ การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือความดับไม่เหลือแห่งตัวตน การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพคือความดับไม่เหลือแห่งตัวแห่งตน
นี้ได้แก่การเข้าใจปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ ว่าตำแหน่งนั้นมันเป็นตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ทุกข์มันจะมาจากไหนเพราะมันมีความสุข
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เอาพระธรรมพระวินัยมาเป็นเหตุเป็นปัจจัยในการทำหน้าที่เพื่อปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
คำว่าสายน้ำนั้นคือขบวนการของเหตุของปัจจัย ที่ฝนตกมาจากฟากฟ้ามาสู่พื้นพสุธา ไหลสู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทรไม่ขาดขั้นขาดตอนนี้เรียกว่าสายน้ำ คำว่าน้ำหยดให้เรารู้เข้าใจ น้ำหยดทีละหยด ๆ ไม่ติดต่อต่อเนื่องนี้เรียกว่าน้ำหยด
ความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่ เราฟังดูนะว่าความสุขนั้นคือความสุขมันไม่มีความทุกข์ จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การเรียนหนังสือก็มีความสุขในการเรียนหนังสือ ยกเลิกตัวยกเลิกตน สุขภาพใจก็ดี ปัญญาก็มาก เป็นผู้ร่ำรวยเป็นผู้มีชื่อเสียงเกียรติยศด้วยการเสียสละด้วยการมีศีลมีธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราวางจิตดูดี ๆ จะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ ด้วยปิติสุขเอกัคคตาสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
ปัจจุบันนั้น เราต้องเอาปัจจุบันนั้นมาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการเสียสละ วิมุตติความหลุดพ้นอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่การเสียสละ วิมุตติสุขนั้นถึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่ที่ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ทำหน้าที่ไม่หวังผลอะไรตอบแทน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเรามีความหวังก็ย่อมผิดหวัง เพราะความหวังกับความผิดหวังมันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ
มีคำถามว่า ถ้าไม่มีความหวังจะไปทำทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราคิดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปหวังอะไรอีก เราพูดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไรอีก เรากิริยามารยาทดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไรอีก เรามีอาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตนมันก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความสมหวังนั่นแหละคือความผิดหวัง
ความสุขเกิดจากการเสียสละเกิดจากยกเลิกความหวังต่างหาก เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ก็มีความสุขอยู่แล้วจะไปหวังอะไรอีก
พระนิพพานคือความดับไม่เหลือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก อยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย หน้าที่นั้นคือพุทธกิจ หน้าที่นั้นคือศาสนกิจ
หน้าที่นั้นคือกิจที่ควรทำ อกรณียกิจคือกิจที่ไม่ควรทำ
ความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่พระนิพพานที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญเราต้องรู้เข้าใจ นั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราอยู่ที่ไหนเราต้องรู้เข้าใจปัญหา จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่หน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ยกเลิกสิ่งที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มีความสุขในการทำหน้าที่
พระนิพพานนั้นเป็นความว่างด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พากันมุ่งเป้ามายังตัวเรา มีความสุขในการทำหน้าที่
เราทุกคนเป็นนักธุรกิจทำหน้าที่ในกิจที่ควรทำ ยกเลิกกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาปัญหามาเป็นปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระนิพพานอยู่ทุกหนทุกแห่งที่เรารู้เข้าใจที่เราทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่งทุกสถานที่อยู่ที่ปัจจุบันในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะอดีตนั้นไม่มีใครเอากลับคืนมาได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะเดินทางมันต้องผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ
เราทุกคนต้องผ่านด่านของธาตุของขันธ์ของอายตนะ ด่านเหล่านี้เราต้องรู้เข้าใจว่าวิกฤตนี้คือโอกาส ปัญหานั้นคือปัญญา ปัญญาสัมมาทิฏฐิความตั้งมั่นไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม
เอาโซเชียลที่เป็นปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาโซเชียลที่เป็นวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
สติสัมปชัญญะ ความสงบคู่กับปัญญาเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา เพื่อวิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส
สติสัมปชัญญะ ความรู้ความเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้าไม่มีปัญหาปัญญาจะมีได้อย่างไร ถ้าไม่มีวิกฤตจะมีโอกาสได้อย่างไร
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาพระธรรมพระวินัยเพื่อมาเป็นสติมาเป็นสัมปชัญญะ
แหล่งผลิตมรรคผลนิพพานนั้นถึงอยู่ที่วิกฤตนี้เอง ถ้าไม่มีวิกฤตจะมีโอกาสได้อย่างไร ถ้าไม่มีปัญหา ปัญญานั้นจะมีได้อย่างไร
ด้วยเหตุด้วยปัจจัยนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเราทุกคนมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้เรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว รู้เข้าใจด้วยสติสัมปชัญญะ เราต้องก้าวไปด้วยสติสัมปชัญญะ ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะที่นั้นย่อมไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ที่นั้นวิกฤตก็ต้องเอามาใช้เป็นโอกาส ปัญหาเอามาใช้เป็นปัญญา เพื่อผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
การอบรมบ่มอินทรีย์ได้แก่กิจที่ควรทำ อรกณียกิจได้แก่การยกเลิกกิจที่ไม่ควรทำ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้ามีเราแล้วก็ย่อมไม่มีพระนิพพาน ถ้ามีเราแล้วย่อมไม่มีพระธรรมพระวินัย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ ให้พากันเอาพระธรรมพระวินัยเพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะในการเดินทาง
การเดินทางนั้นคือการทำศาสนกิจของพระอรหันต์ การเดินทางถึงเป็นการทำธุรกิจของมหาชน
ธนาคารแห่งชีวิตได้แก่ดำเนินกิจการเพื่อผลิตมรรคผลพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่
การแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นแสงสว่างของโลก
วันสำคัญของโลกได้แก่ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ โกณฑัญญะ ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์มีความรู้ความเข้าใจจึงได้เปล่งอุทานจากใจจากพระนิพพานว่าจักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ประวัติปฐมสาวก
พระอัญญาโกณฑัญญะ เดิมชื่อ โกณฑัญญะ เป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลผู้ร่ำรวย ท่านเกิดที่หมู่บ้านโทณวัตถุ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ เมื่อเจริญวัยขึ้นก็ได้ศึกษาตามธรรมเนียมของพราหมณ์จนแตกฉานในวิชาความรู้ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปแม้จะอายุยังน้อย เมื่อคราวที่พระเจ้าสุทโธทนะได้ตรัสเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาเลี้ยงโภชนาการและให้ทำนายพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะตอนประสูตินั้น พราหมณ์โกณฑัญญะยังเป็นหนุ่ม ซึ่งนอกจากจะได้รับเชิญไปงานนี้แล้ว และยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น ๑ ใน ๘ พราหมณ์ผู้ตรวจและทำนายพระลักษณะของพระพุทธองค์เมื่อประสูติด้วย พราหมณ์ ๗ คนต่างทำนายพระมหาบุรุษออกเป็นสองทางคือถ้าทรงเป็นฆราวาส ก็จักได้เป็นพระจักรพรรดิ์ แต่ถ้าเสด็จออกผนวช จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนพราหมณ์โกณฑัญญะกลับฟันธงว่า พระกุมารจะออกผนวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และตั้งใจว่าถ้าถึงวาระนั้น หากตนยังมีชีวิตอยู่ก็จะออกบวชตามเสด็จ
ต่อมาเมื่อพราหมณ์โกณฑัญญะได้ทราบข่าวว่า เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกผนวชแล้ว และกำลังบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ คือ การทรมานพระวรกาย โดยการกลั้นลมหายใจ กัดฟัน อดอาหาร เพื่อหาทางหลุดพ้นตามความเชื่อของคนสมัยนั้น ก็ได้ชักชวนบุตรของพราหมณ์อื่นๆอีก ๔ คน คือ ภัททิยะ วัปปะ มหานามะ และอัสชิ รวมเป็น ๕ คนออกบวชเป็นบรรพชิตเรียกว่า “ ปัญวัคคีย์” ติดตามไปเฝ้าอุปัฏฐากรับใช้พระมหาบุรุษ ครั้นเวลาผ่านไป ๖ ปี เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งได้อดอาหารจนซูบผอม และหิวจนสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมา จึงได้ทรงพิจารณาเห็นว่าการทรมานร่างกายอย่างที่ทำอยู่ น่าจะมิใช่หนทางไปสู่การตรัสรู้เป็นแน่ จึงได้ตัดสินพระทัยเลิกทุกรกิริยา กลับมาเสวยพระกระยาหารดังเดิม เพื่อบำรุงร่างกายให้มีกำลังในการบำเพ็ญเพียรใหม่ พวกปัญวัคคีย์เห็นดังนั้น ก็สำคัญผิดคิดว่า ทรงท้อแท้ต่อการบำเพ็ญพรตอันเข้มงวด หันกลับมามักมาก จึงสิ้นความเลื่อมใส พากันทิ้งพระองค์หนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤทายวัน เมืองพาราณสีฝ่ายพระพุทธองค์เมื่อบำรุงร่างกายจนแข็งแรงแล้ว ก็ได้บำเพ็ญเพียรทางจิต จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และทรงเสวยวิมุตติสุข (ความสุขอันเกิดจากความสงบ) อยู่ ๗ สัปดาห์ ก็ได้ตัดสินใจเสด็จไปโปรดปัญวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤทายวัน ซึ่งตอนแรกพวกปัญวัคคีย์ก็แสดงความกระด้างกระเดื่อง ด้วยคิดว่าพระพุทธเจ้ามาหาเพราะอยากจะหาผู้อุปัฏฐาก เมื่อพระพุทธเจ้าบอกว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ก็ยังไม่เชื่อ จนพระองค์ต้องตรัสเตือนว่าพระองค์ไม่เคยกล่าววาจาว่าบรรลุธรรมเช่นนี้มาก่อน พวกปัญวัคคีย์จึงระลึกได้ว่าไม่เคยตรัสมาก่อนจริงๆ จึงยอมฟังพระองค์แสดงธรรม
ปฐมเทศนาที่เรียกว่า “ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร” ทรงชี้ให้เห็นว่าบุคคล ไม่ควรประพฤติสุดโต่งสองอย่าง ได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค คือ การหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข และอัตตกิลมถานุโยค คือ การทรมานตัวให้ลำบาก แต่ให้เดินตามสายกลางคือ มัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การประพฤติชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ สัมมวายะมะ เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ และสัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ จากนั้นทรงสรุปด้วยอริยสัจ ๔ คือ หลักความจริงของชีวิต ซึ่งประกอบด้วย ทุกข์ ความไม่สบายกายและใจ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ และมรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบแล้ว โกณฑัญญะได้เห็นแจ้งในหลักธรรมที่ทรงโปรด ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงทราบว่าท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม คือ รู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ จึงทรงเปล่งอุทานว่า “ อญฺญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ดังนั้น ท่านโกณฑัญญะจึงได้ชื่อว่า “ พระอัญญาโกณฑัญญะ” จากนั้นท่านได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าก็รับสั่งว่า “ เธอจงเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำตนให้พ้นทุกข์ด้วยดีเถิด” การกล่าวเช่นนี้ถือได้ว่าท่านผู้นั้นเป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์แล้ว และเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยการเปล่งวาจาเช่นนี้ว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะถือเป็นภิกษุองค์แรกที่บวชด้วยวิธีนี้ และเป็นพุทธสาวกองค์แรกในโลกด้วย
ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ส่งพระสงฆ์สาวกออกไปประกาศพุทธศาสนาทั่วชมพูทวีป พระอัญญาโกณฑัญญะก็เป็นหนึ่งในพระธรรมทูตรุ่นแรกที่ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา และตอนที่ท่านบวชนั้น กล่าวกันว่าท่านน่าจะอายุเกิน ๖๐ปีแล้ว ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ คือ มีความเลิศ หรือมีความรู้ความสามารถพิเศษ เป็น “ รัตตัญญู” คือ รู้ราตรีนาน หมายความว่า เป็นพระผู้ที่มีประสบการณ์มาก ได้พบเรื่องราวต่างๆมามาก สามารถให้คำแนะนำและเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นได้ ท่านจึงเป็นที่เคารพรักของพระภิกษุทั้งหลาย ในภายหลังท่านได้ไปแสวงหาความสงบในป่า ณ สระฉันททันต์ อันเป็นที่อยู่ของช้างโขลงใหญ่ ท่านอยู่ที่นั้นราว ๑๒ ปี เมื่อเห็นว่าอายุสังขารจะสิ้นแล้ว ท่านก็ได้เข้ามากราบทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อดับขันธปรินิพพาน เมื่อทรงประทานอนุญาต ท่านก็ได้กลับไปปรินิพานยังป่าที่เดิม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงนำอัฐิธาตุของพระอัญญาโกณฑัญญะบรรจุไว้ในพระเจดีย์เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาแก่คนทั้งหลายด้วย
ความรู้ความเข้าใจเราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ จึงได้ประทานปัจฉิมโอวาทเป็นโอวาสที่สำคัญก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา