๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันนี้เป็นวันเข้าพรรษาของภิกษุภิกษุณี สามเณรสามเณรี อุบาสกอุบาสิกาของพระพุทธศาสนา

 

ปีหนึ่งมีอยู่ ๓๖๕ วัน มีอยู่ ๓ ฤดูกาล ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูกาลหนึ่งมีอยู่ ๑๒๐ วัน

 

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ฤดูฝนเริ่มต้นจากกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม

 

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งของประชากรของโลก พระศาสนาทุกศาสนามีแนวทางปฏิบัติไปทางหนึ่งทางเดียวกัน ต่างกันเพียงชื่อของพระศาสนา จุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน มีความคิดมีความเข้าใจ มีการประพฤติการปฏิบัติไปในทางหนึ่งทางเดียวกัน เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

นักบวชในศาสนาพุทธได้แก่ภิกษุภิกษุณี สามเณรสามเณรี อยู่ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่กับวัด ไม่จาริกไปในที่ต่าง ๆ อยู่จำพรรษาในหน้าฝน ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ไปถึงวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นเวลา ๓ เดือน ออกพรรษาภิกษุภิกษุณี สามเณรสามเณรีทุกวัดมีความพร้อมเพรียงสมัครสมานสามัคคี พากันตัดเย็บย้อมผ้าไตรจีวร ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ถึงวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นเวลา ๑ เดือน

 

การเข้าพรรษาอยู่จำพรรษามีอยู่ ๒ ครั้ง ครั้งแรกได้แก่ครั้งที่ ๑ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ ถึงวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑

 

ผู้ที่เข้าพรรษาแรกไม่ทันก็ให้ไปเข้าพรรษาครั้งที่ ๒ เข้าพรรษาครั้งที่ ๒ ให้เริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๙ ไปออกพรรษาวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ 

 

ภิกษุภิกษุณี สามเณรสามเณรีอยู่จำพรรษาที่ไหนต้องประจำอยู่ในที่นั้น ๆ ไม่ให้จาริกไปในที่ต่าง ๆ นอกจากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องจาริกไป จาริกไปก็ไปได้ไม่เกิน ๗ วัน เหตุที่จาริกไปได้(สัตตาหกรณียะ)

  • ไปเพื่ออบรมสั่งสอนภิกษุภิกษุณี สามเณรสามเณรีให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้ถือพระธรรมพระวินัย ตั้งมั่นในพระธรรมพระวินัย เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้ไปเป็นตามพระธรรมพระวินัย ไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ไม่ให้พากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย
  • ไปเพื่อรักษาตัวเมื่อเวลาป่วยอาพาธที่โรงพยาบาล ไปดูแลภิกษุสามเณรที่ป่วยอาพาธ ไปดูแลบิดามารดาที่ป่วยอาพาธ
  • ไประงับอธิกรณ์ เพื่อไม่ให้ภิกษุภิกษุณี สามเณรสามเณรีทะเลาะวิวาทกัน
  • ไปเพราะประชาชนได้อาราธนาไปบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล ต้องการที่จะฟังธรรม ไปเพื่อแสดงธรรม
  • ไปเพราะเหตุอันตราย เช่น ฝนตกหนักน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภัยแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาลประชาชนอยู่กันไม่ได้พากันอพยพกันหนี ไปเพนสะภัยสงครามบ้านเมืองสู้รบเกิดความไม่สงบเพราะภัยสงคราม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องของชาติ ศาสน์ กษัตริย์

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์

 

ชาตินี้ได้แก่ความเกิด พระศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ กษัตริย์นั้นคือความรู้ความเข้าใจที่จะเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์จึงเป็นความรู้ความเข้าใจที่เราทุกคนเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์นี้จึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ทางสายกลางนี้ไม่ใช่ซ้ายไม่ใช่ขวาเป็นทางสายกลาง ไม่มีขั้วบวก ไม่มีขั้วลบ มีความสงบ มีความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มนุษย์เราอยู่ในโลกนี้ต้องรู้ต้องเข้าใจ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั้นเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ

 

เพราะเหตุผลว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ไม่มีอะไรที่ไม่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ปัญญากับการปฏิบัตินั้นต้องเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตนั้นก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐาน ปัจจุบันนี้ทุกท่านทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะปัจจุบันนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย ปัจจุบันนั้นเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม

 

ชาติคือความเกิดนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นมันเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืมเลือนลืมเพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันลืม

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ความคิดก็มีเพียงวาระเดียว คำพูดก็มีเพียงวาระเดียว กิริยามารยาทก็มีเพียงวาระเดียว อาชีพนั้นก็มีเพียงวาระเดียว

 

ปัจจุบันเรารู้เข้าใจความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นก็ย่อมไม่มี เพราะเรามีความรู้ความเข้าใจ ปัจจุบันเราไม่รู้ไม่เข้าใจความรู้นั้นก็ไม่มี ปัจจุบันเราคิดดีที่ประกอบด้วยปัญญาความคิดชั่วก็ย่อมไม่มี ปัจจุบันกิริยามารยาทเราดีกิริยามารยาทชั่ว ๆ ก็ย่อมไม่มี อาชีพดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณอาชีพที่เป็นนิติบุคคลตัวตนก็ย่อมไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ จะได้ก้าวไปด้วยทั้งความรู้ความเข้าใจ จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ชาติคือความเกิดจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าในนั้นถึงเป็นทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นได้แก่ความสงบ ทางสายกลางนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ สัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นฉันทะเป็นความพอใจ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเสียสละ

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละก็ย่อมเป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ก้าวไปไม่ได้ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราทุกคนมีความยึดมั่นถือมั่นไม่เสียสละ เมื่อไม่เสียสละเราก็ก้าวไปไม่ได้ เราจะก้าวไปได้ก็ต้องเสียสละ

 

เราต้องรู้เข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นคือการไม่เสียสละ สัญชาตญาณนั้นจึงเป็นขั้วบวกขั้วลบ สัญชาตญาณนั้นจึงไม่ใช่ความสงบ สัญชาตญาณนั้นถึงไม่ใช่ทางสายกลาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่ความรู้ความเข้าใจและการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่ ก้าวไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

เมื่อวันคืนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสให้กับพระอานนท์กับพระภิกษุสงฆ์ให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ท่านถึงได้ตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราทุกคนจะได้เอาความรู้คู่กับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติของเราทุกคนจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น สัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นย่อมมีข้อแม้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการหยุดวัฏฏสงสาร เป็นการหยุดสัญชาตญาณ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นคือความรู้ความเข้าใจ คือการหยุดสัญชาตญาณคือการยกเลิกวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจการทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อมาเอาวิกฤตเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่พากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจอะไรสำคัญที่สุด ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินี้แหละเป็นสำคัญ

 

ชาติได้แก่ความเกิด ศาสน์ ศาสนาได้แก่ความรู้ความเข้าใจเพื่อจะเอามาใช้เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยในการทำหน้าที่ ศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้ก็ไปในทางหนึ่งทางเดียวกัน ได้แก่ ทางสายกลาง ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นทางสายกลาง

 

ศาสนานั้นเป็นความสงบ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นวิมุตติหลุดพ้นด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยหนาที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ให้เข้าใจว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขยใช้เวลานาน ทำไมเสวยวิมุตติสุขจากการหลุดพ้นเพียง ๗ สัปดาห์ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น

 

มีคำตอบอยู่ในตัวแห่งการตรัสรู้ การตรัสรู้นั้นเป็นวิมุตติหลุดพ้นแห่งสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นได้แก่วิมุตติความหลุดพ้น

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นบริสุทธิคุณ เป็นพุทธกิจเป็นหน้าที่สำหรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการทำหน้าที่

 

หน้าที่นั้นจึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้นความดับไม่เหลือ เป็นความว่างจากวัฏฏสงสารเป็นการว่างวจากสิ่งที่มีอยู่ไมใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เช่นคนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร

 

ทางสายกลางที่เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่จะเป็นความสงบ เราคิดดูด้วยปัญญาดูสิ เช่น เราคิดดีเพื่อยกเลิกตัวตนมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก เราพูดดีกิริยามารยาทที่ยกเลิกตัวตนมันก็ดีอยู่จะไปเอาอะไรอีก ความรู้ความเข้าใจเช่นนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นวิมุติความหลุดพ้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

หน้าที่ถึงเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ หน้าที่นั้นถึงพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความคิดความเข้าใจนั้นต้องไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบ เป็นความดับไม่เหลือทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมารู้จักธรรมนูญ มารู้จักรัฐธรรมนูญ มารู้จักพระนิพพาน ธรรมนูญรัฐธรรมนูญกับพระนิพพาน เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าอันนี้ทางสายกลาง เป็นการยกเลิกขั้วบวกข้วลบ

 

คำว่าขั้วบวกขั้วลบเราต้องรู้เข้าใจ ขั้วบวกขั้วลบมันคือสงคราม สงครามในตัวผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก โลกครามนั้นได้แก่สัญชาตญาณของตัวของตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นแหละคือโปรแกรเมอร์สีดำ ถ้าจางลงหน่อยก็สีเทา สีเศร้าหมอง ตัวตนนั้นถึงเป็นความสกปรก ตัวตนนั่นแหละที่ท่านหลวงตามหาบัวท่านตรัสว่า ตัวตนนั้นแหละคือความเน่าความเหม็น มันไม่ใช่เหม็นธรรมดา เหม็นข้ามภพข้ามชาติหลายแดนโลกธาตุ

 

ชีวิตความไม่รู้ไม่เข้าใจ การดำเนินชีวิตของเราอยู่กับการดำเนินชีวิตที่ข้ามภพข้ามชาติ ใจอยู่กับอดีต ใจอยู่กับอนาคต ไม่ได้อยู่กับสติไม่ได้อยู่กับสัมปชัญญะ ไม่ได้อยู่กับการเสียสละ ไม่ได้อยู่กับการทำหน้าที่ มีความคิดเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เป็นโรคไบโพล่า เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ พากันเป็นโรคซึมเศร้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ พากันเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ พากันมาเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายหมายถึงตัวเราทุก ๆ คนจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด เพราะเหตุผลว่าตัวตนมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ตัวตนนั้นคือความไม่สงบ

 

ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เราทุกคนคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้นจะเรียกว่าผู้นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนมันเป็นโซเชียล เราทั้งหลายพากันมารู้เข้าใจในเรื่องของโซเชียล เราต้องรู้เราต้องเข้าใจในเรื่องของโซเชียล เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าไม่มีโซเชียลก็ไม่มีวิกฤต เมื่อไม่มีวิกฤตก็ย่อมไม่มีโอกาส ไม่มีปัญหาก็ไม่มีปัญญา

 

เราทุกคนพากันมารู้เข้าใจ พากันมาเอาพระรัตนตรัยที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต หยุดโซเชียล หยุดกระแส ไม่ไปตามกระแส

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานนะ

 

พระนิพพานนั้นได้แก่พระรัตนตรัย ได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ พากันมาหยุดกระแสไม่ไปตามกระแส

 

เราพากันมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นไม่ใช่อยู่กับอดีต ไม่ใช่อยู่กับอนาคต พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามาที่เรา มาที่หน้าที่ อย่าพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

 ความคิดอย่างนั้นมันเป็นการมองข้ามปัจจุบัน ความคิดอย่างนั้นมันเป็นการมองข้ามภพข้ามชาติ มันเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา มุ่งเป้ามาที่หน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเข้าพรรษาของพระพุทธศาสนา ศาสนาทุกศาสนามีแนวทางไปทางหนึ่งทางเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน เดินทางสายกลางเช่นเดียวกัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่ พระศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการหยุดกระแส ไม่ไปตามกระแส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

ปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ วัดป่าทรัพย์ทวีฯมีพระอยู่จำพรรษา ๖๓ รูป คำว่าวัดหมายถึงข้อวัตรข้อปฏิบัติหมายถึงการทำหน้าที่ วัดนั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย ได้แก่พระรัตนตรัย วัดนั้นเป็นสถานที่ผลิตพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ วัดนั้นจึงเป็นพระธรรมจึงเป็นพระวินัย เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ วัดนั้นถึงไม่ใช่กุฏิไม่ใช่วิหาร ไม่ใช่โบสถ์ไม่ใช่ศาลา วัดนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย ได้แก่การทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามาเข้าใจเรื่องวัด เขาจะสร้างบ้านสร้างอาคารเค้าก็ต้องมีเครื่องวัด วัดระยะสั้นระยะยาว ระยะสูงระยะต่ำ น้ำหนักความเบา

 

 พระธรรมพระวินัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์กับหมู่สงฆ์สาวกเมื่อคืนวันก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่มหาปรินิพพานให้รู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามารู้มาเข้าใจ เรามาอยู่ร่วมรวมกันเพื่อมาเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นเครื่องวัดเป็นอุปกรณ์เป็นกรรมกรของการประพฤติของการปฏิบัติของการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามุ่งเป้ามายังตัวเรา มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัยในการประพฤติใจการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่ตัวของเรานั้นรู้เข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยนั้นจะเป็นเครื่องวัดเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะหยุดวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เรามาอยู่ร่วมรวมกัน เบื้องต้นท่ามกลางที่สุดไปในทางเดียวกัน ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา

 

เราพากันคิดดูดี ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพก็ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ของพระขีณาสพ มุ่งเป้าไปยังหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองดูคนอื่น ถ้ามองดูคนอื่นก็มองเพื่อจะดูแล เพื่อจะช่วยเหลือ เพื่อจะเทคแคร์ ไม่ได้มองเพื่อเปรียบเทียบ มองเพื่อจับผิดจับถูก

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะภายนอกภายในเราต้องรู้เข้าใจเราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เราจะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อเราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจเอามาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ความรู้ความเข้าใจเราจะได้เอามาใช้ เอามาทุ่มลงที่หน้าที่ ทุ่มลงที่ความรู้ความเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงวาระเดียว มีเพียงตำแหน่งเดียว เพื่อไม่ให้การประพฤติการปฏิบัติของเราอยู่กับอดีตอยู่กับหน้าอนาคต ต้องมุ่งเป้าลงที่ปัจจุบันที่หน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนั้นถึงไม่มีการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้พากันเอาพระธรรมพระวินัยมาเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติมาทำหน้าที่ พระธรรมพระวินัยเป็นหลักการผลิตมรรคผลพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทมันคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัย เพื่อให้พระธรรมพระวินัยนั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนตั้งเป้าด้วยการทุ่มเท ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราต้องรู้เข้าใจเราจะได้ผ่านสัญชาตญาณเพื่อจะไม่ให้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ปัญหานั้นต้องให้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นต้องให้เป็นโอกาส เน้นที่หน้าที่ เน้นมายังปัจจุบัน

 

การพัฒนาใจก็ต้องพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เน้นที่ปัจจุบัน มุ่งเป้ามายังปัจจุบัน ทุ่มเททำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มีคำว่าค่อยเป็นค่อยไป

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว

 

เราพากันไปในทางเดียวกัน เอาพระธรรมเอาพระวินัย มุ่งพระธรรมมุ่งพระวินัยมุ่งหน้าที่

 

ผู้ที่มาบวชในพระพุทธศาสนาจะมีคน ๒ จำพวก จำพวกใหญ่จำพวกมาก มาบวชเพื่อเอาพระศาสนาเพื่อดำรงชีพ เพื่อดำรงชีวิต นี้จำพวกใหญ่นี้จำพวกมาก อีกจำพวกหนึ่ง มาบวชเพื่อมุ่งมรรคผลพระนิพพานแต่จำพวกนี้เป็นจำพวกน้อย ผู้ที่อยู่เป็นหลักส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งมรรคผลพระนิพพาน พวกนี้มาบวชเพื่อเอาพระศาสนาหาอยู่หาฉันหาเลี้ยงชีพ

 

เราทุกคนจึงพากันมีโชคดไม่ดีโชคร้ายที่ได้ผู้นำที่ไม่ได้มุ่งมรรคผลพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่างานนี้ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติไม่มีใครทำหน้าที่ให้เรา

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังหน้าที่มาที่พระธรรมพระวินัย

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เอาความหลงนำชีวิต หลงว่าเราหลงว่าคนอื่นที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะได้รู้จักปัญหา เราจะได้ผ่านด่านสัญชาตญาณ เราจะได้ผ่านด่าน เราจะได้รู้จักกระแส ไม่ไปตามกระแส ถึงส่วนใหญ่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ไปตามกระแส เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าเราต้องหยุดกระแสไม่ไปตามกระแส

 

เราทุกคนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มุ่งเป้ามายังตัวเรา เป็นผู้ที่สง่างามในการเสียสละ สง่างามด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ อย่าให้กระแสครอบงำจิตใจ อย่าให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา สติสัมปชัญญะของเราทุกคนต้องรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ถูกครอบงำด้วยธาตุขันธ์อายตนะ อดีตอนาคตจะมาครอบงำความรู้ความเข้าใจของเรานั้นไม่ได้

 

เราเน้นมาที่ตัว มุ่งเป้ามายังตัวเรา เราเป็นผู้สง่างามด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยัปญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราคือใคร การปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ 

 

ให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในจะไม่เป็นโลกธรรมครอบงำสติสัมปชัญญะได้ สติสัมปชัญญะที่เป็นความสงบและปัญญานั้นจะเป็นความสง่างาม ไม่มีอะไรที่จะครอบงำสติสัมปชัญญะได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อทุ่มเทในพระธรรมพระวินัยในหน้าที่

 

งานนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา เราทุกคนต้องไม่มีปริโพธ เน้นทุ่มเทมายังหน้าที่ ทุ่มเทมายังปัจจุบันในหน้าที่ เพื่อฉันทะที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตา สดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ความตั้งใจตั้งเจตนานี้สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ภาชนะที่ใช้งานได้เป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้ ความตั้งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความทุ่มเทนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ว่าตัวตนนี้มันคือวัฏฏสงสาร ตัวตนนั้นไม่ใช่พระนิพพาน

 

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านถึงตรัสว่าตัวตนนั้นมันคือคนบ้าคือคนผีบ้าคือคนมีเชื้อบ้า เราต้องรู้เข้าใจว่าตัวตนคือคนบ้าคือคนผีบ้าคือคนมีเชื้อบ้า

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ตัวตนนั้นมันคือโปรแกรมเมอร์สีดำ ถ้าตัวตนลดน้อยลงก็เป็นสีเทา สีดำสีเทาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนยกเลิกตัวตน เพื่อจะได้ยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเรายกเลิกตัวตน การดำเนินชีวิตของเรานั้นถึงจะโปร่งโล่งเบาสบายไม่มีเมฆหมอก

 

เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติอย่างนี้จะไม่เครียดจะไม่มีความทุกข์เหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การทำอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความเครียดจะไม่มีความทุกข์ เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

เราคิดดูดี ๆ มันจะมีความเครียดอย่างไร เพราะเราคิดดีมันก็ดีอยู่แล้ว เรามีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานด้วยฉันทะความพอใจมันจะมีความเครียดไปได้อย่างไร เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมันมีตำแหน่งเดียว

 

ปัญหานั้นก็ย่อมเป็นปัญญา วิกฤตนั้นก็ย่อมเป็นโอกาส ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความทุกข์ความเครียดนั้นจะไม่มี

 

สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาก็จะเป็นปัญญา สิ่งที่เราว่าโทษสิ่งนั้นก็จะมีแต่คุณ ถึงมีศัพท์เรียกกันว่า พุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ ถ้าเรามีตัวมีตนจะเป็นคุณได้อย่างไร มีตัวมีตนนั้นก็ย่อมเป็นโทษ มีตัวมีตนนั้นก็ย่อมไปตามโซเชียล ก็ย่อมไปตามกระแส

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยหน้าที่ เพื่อจะได้ผ่านขั้วบวกผ่านขั้วลบด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยในการที่เราทุ่มเทในหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นกระบวนการของมรรคผลพระนิพพานในการทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่เพราะความรู้ความเข้าใจในกระบวนการของวัฏฏสงสาร กระบวนการของมรรคผลพระนิพพาน

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ตัวเรา ถ้าพระนิพพานอยู่ที่พระพุทธเจ้าเราดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าพระนิพพานอยู่กับพระอรหันต์เราดับทุกข์ไม่ได้

 

พระนิพพานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานถึงไม่เลือกกาลสถานที่ ที่ไหนเรารู้เข้าใจแล้วทำหน้าที่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ที่นั่นแหละจะเป็นพระนิพพานในการทำหน้าที่

 

ประชากรของโลกต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่กับเรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่

 

การพัฒนาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาปัญญาสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้วัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ เราจะรวยเป็นมหาเศรษฐี ถ้าเราจะเอาแต่วัตถุเราจะแก้ปัญหาไม่ได้ เราจะเป็นสมณะชีพราหมณ์เราจะเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจ เราไม่เอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันเราก็ไปไม่ได้เช่นเดียวกัน

 

ความทุกข์นั้นถึงต้องเอาทางจิตใจเอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันถึงจะเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาสได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราต้องเอาทางวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต

 

ต้องเอาความรู้ความเข้าใจมาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เพื่อให้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า พระธรรมพระวินัยเป็นหน้าที่ของการทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ดั่งปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 120,082