๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานมาตั้งอกตั้งใจพัฒนาจิตใจสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน สำหรับนักบวชแล้วทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ไม่มีวันหยุด
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรมต้องทำทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ปัญญากับการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้องว่า ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เอาทางวิทยาศาสตร์กับจิตใจไปพร้อม ๆ กันที่ปัจจุบัน เอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับปฏิบัติมาทำหน้าที่ ชาติได้แก่ความเกิดปัจจุบันถึงเอาปัญญากับการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน
ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เป็น AI ที่เราต้องเอาเรื่องเหตุเรื่องผล จะได้เอาเอไอทางวิทยาศาสตร์เอไอทางจิตใจที่เป็นสัมมาทิฏฐิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันเข้าใจในเรื่องของชาติ
ชาติได้แก่ความเกิด สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากใจ เพราะเหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เรื่องของความเกิด เพื่อเอาความรู้มาใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพก็มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์ขีณาสพ ทำหน้าที่ทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ
พุทธกิจที่เป็นหน้าที่ในการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นหลุดพ้นเป็นความดับไม่เหลือของวัฏฏสงสารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภพชาติเข้าถึงความดับไม่เหลือแห่งหน้าที่ในการทำศาสนกิจ
ปัจจุบันเป็นความเกิด เราทุกคนเมื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนความเกิดนั้นต้องจบลงที่ปัจจุบัน จบลงด้วยการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมาหยุดวัฏฏสงสาร ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการทำหน้าที่
เราทุกคนมาหยุดตัวเองด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยการทำหน้าที่
พระพุทธเจ้าให้เข้าใจว่าถ้าเรามีตัวเราก็มีวัฏฏสงสาร ถ้าเรายกเลิกเราเราก็หยุดวัฏฏสงสาร
ความแก่เจ็บตายพลัดพราก เกิดจากทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ
เราทุกคนต้องมารู้จักความเกิด จะหยุดความเกิดได้ต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเราจะได้หยุดกระบวนการหยุดกระแสไม่ไปตามกระแส จะหยุดโซเชียล พระพุทธเจ้านั้นรู้จักกระแสท่านรู้จักโซเชียล ท่านตัดกระแส ท่านหยุดกระแส
เรามารู้จักวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ การหยุดวัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ กระแสนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ โซเชียลนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราทุกคนนั้นต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เราจะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้จาริกไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมบริวาร ๑,๐๐๐ คน ให้รู้เข้าใจ จะได้หยุดกระแส จะได้หยุดโซเชียล จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน รู้เข้าใจได้หยุดกระแสหยุดโซเชียล ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ๑,๐๐๓ รูป
ความรู้ความเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีอยู่ รู้ว่าปัญหามีอยู่ รู้ว่าวิกฤตนั้นมีอยู่ รู้เข้าใจแล้วไม่ไปเพิ่มไม่ไปตัด
สิ่งภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ สิ่งภายในเป็นสิ่งที่มีอยู่ กรรมเก่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ กรรมใหม่ในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ปัญหานั้นจะเป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะเป็นโอกาส
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาความรู้ความเข้าใจมาทำหน้าที่ เอาวัฏฏสงสารที่เป็นโซเชียลที่เป็นกระแสมาเปลี่ยนเป็นพระนิพพาน สิ่งที่เป็นอันตรายนั้นก็จะมีแต่คุณ พระนิพพานเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
ความเข้าใจในกระแสในโซเชียล ความรู้ความเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลอย่างอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันจึงเป็นวาระแห่งการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้จึงเป็นไฟต์ที่เราจะเปลี่ยนจากปัญหามาเป็นปัญญา เปลี่ยนจากวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาทำหน้าที่
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนไม่มีใครอยากเสียสละ
เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่เสียสละเราจะก้าวไปได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ มนุษย์เราต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละเราก็ก้าวไปไม่ได้ การเสียสละนั้นถึงเป็นพุทธกิจ ถึงเป็นศาสนกิจ
พุทธกิจกับศาสนกิจกับนักธุรกิจนี้คือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ ว่าเราทุกคนนั้นต้องทำหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธุรกิจคือนักธุรกิจ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ทำไมท่านถึงเสวยวิมุตติสุขแค่ ๗ สัปดาห์เท่านั้น แล้วก็ออกเผยแผ่พระศาสนา ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขให้นาน ๆ กว่านั้นให้มากกว่านั้น
เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าสมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงบ้านพักชั่วครู่ชั่วยาม ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็เป็นเพียงหินทับหญ้า
ความดับไม่เหลือ มิใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติหากเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติด้วยความรู้ด้วยการทำหน้าที่ด้วยการทำพุทธกิจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่จึงเป็นความหลุดพ้นแห่งการทำหน้าที่แห่งการพุทธกิจคือกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงบ้านพักชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ปัญญาบริสุทธิคุณที่เอาสมาธิมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อทำพุทธกิจเพื่อทำหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจด้วยปัญญาบริสุทธิคุณจึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้น ไม่ใช่เพียงสมาธิสมาบัติ เป็นความดับไม่เหลือด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงทำหน้าที่ทำพุทธกิจ พระพุทธเจ้านั้นจึงเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นได้แก่ความสงบและปัญญาที่เป็นปฏิปทาดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเอาความสงบและปัญญาเดินทางไปพร้อม ๆ กัน สติสัมปชัญญะนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะ ที่นั้นแหละจะมีพระนิพพาน ที่ไหนไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะที่นั้นจะไม่มีพระนิพพาน
ความสงบและปัญญาเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาความสงบและปัญญามาใช้เพื่อให้ความสงบและปัญญาได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เรามีสติสัมปชัญญะน้อยพระนิพพานก็มีน้อย เรามีสติสัมปชัญญะมากก็ย่อมมีพระนิพพานที่นั่นมาก
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราด้วยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ยกเลิกอดีต ยกเลิกปัจจุบัน ปัจจุบันเราก็ยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าเรามีตัวมีตนเราก็ย่อมไม่มีสติมมีสัมปชัญญะ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าใครมีตัวมีตนแล้วมีสติสัมปชัญญะมั๊ย มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
หลักการของการประพฤติการปฏิบัติที่จะไม่ข้ามภพข้ามชาติต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าใจของเราอยู่กับอดีต ใจของเราอยู่กับอนาคต ปัจจุบันเรามีตัวมีตนเราก็ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเน้นมาที่หน้าที่ เน้นมาที่สติมาที่สัมปชัญญะ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นคือการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาเพื่อให้เป็นปฏิทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้าทุ่มเทมายังสติมายังสัมปชัญญะ ทำหน้าที่ของหน้าที่ ถ้าเรารู้กายในกายนี้คือเรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรารู้เวทนาในเวทนานี้คือเรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรารู้จิตในจิตนี้คือเรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรารู้ธรรมในธรรมนี้คือเรามีสติมีสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันก็จะทำหน้าที่ว่างจากตัวจากตน เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรามีตัวมีตนแล้วชื่อว่าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเอาธรรมะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
พุทธกิจนั้นถึงเป็นความหลุดพ้น ศาสนกิจนั้นถึงเป็นความหลุดพ้น ผู้มีสติมีสัมปชัญญะนั้นคือผู้ที่หยุดสัญชาตญาณแห่งภพชาติแห่งนิติบุคคลตัวตน
หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้มีแปดพันกว่าล้านคน ประเทศน้อยใหญ่มี ๑๙๕ ประเทศ ทุกคนก็ใช้หลักการเดียวกันนี้หมด ไม่มีใครยกเว้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วัฏฏสงสารนั้นเป็นสากล นิพพานนั้นเป็นสากล ไม่มีใครสงวนลิขสิทธิ์ได้ เพราะพระนิพพานนั้นคือเหตุคือปัจจัย นรกสวรรค์นั้นคือเหตุคือปัจจัย
ชาติมาจากเหตุมาจากปัจจัย การหยุดภพชาตินั้นมาจากเหตุมาจากปัจจัย
ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งสำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันหลงลืม ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็ย่อมหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่
เราพากันคิดดูดี ๆ เราจะเดินทางต้องเอาความรู้ความเข้าใจมาทำหน้าที่ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราต้องรู้เข้าใจ ตัวตนนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร ตัวตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบมันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม มันไปไหนไม่ได้ อยู่ที่เก่าที่เดิม ตัวตนนั่นแหละถึงเป็นวัฏฏสงสาร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรายกเลิกตัวตนพระนิพพานก็อยู่ที่นั่น ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตนวัฏฏสงสารนั้นก็ย่อมอยู่ที่นั่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะเดินทางการเดินทางนั้นย่อมตัดสิ่งที่เป็นปริโพธ
เรามีปริโพธไม่ได้ เราไปห่วงบ้านห่วงพ่อห่วงแม่ห่วงลูกห่วงหลานญาติวงศ์ตระกูล ห่วงทรัพย์สมบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องปริโพธกังวล ถ้าเรามีปริโพธกังวลแล้ว สติสัมปชัญญะของเรานั้นมันจะไม่มี
การประพฤติการปฏิบัติที่ตัดปริโพธกังวลนั้นต้องตัดด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะแล้ว ความปริโพธกังวังนั้นย่อมไม่มี เพราะเหตุผลว่า ปัจจุบันนี้เราได้ว่างจากตัวจากตนด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ
อริยมรรค หนทางเดิน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
เน้นมาที่หน้าที่ เน้นมาที่ตัวเรา มาที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร คนอื่นนั้นเค้าไม่รู้ก็จริง แต่ตัวของเราเป็นตัวผู้รู้ เราปกปิดคนอื่นนั้นได้แต่ไม่สามารถปกปิดตัวเองได้นะ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มุ่งเป้ามายังบริสุทธิคุณ เพื่อจะหยุดขั้วบวกขั้วลบ ปัญญาบริสุทธิคุณจึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้น
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น มีข้อแม้ไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วสติสัมปชัญญะไม่มี
สัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตนทุกคนได้มีข้อแม้ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องหยุดข้อแม้
เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยคือพระรัตนตรัยคือหน้าที่ด้วยการไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
สติสัมปชัญญะนั้นเกิดไม่ได้ถ้าเรามีข้อแม้ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อจะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติปฏิบัติของเรา เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่า เราต้องยกเลิกเรา ถ้าไม่ยกเลิกเราความปริโพธมันก็ต้องมี คำว่าเรานั้นแหละคือปริโพธกังวล มันไปไหนไม่ได้ วกวนอยู่ที่เก่าที่เดิม เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม เค้าถึงมีศัพท์เรียกว่าคน คนหมายถึงเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม นี้คือปริโพธกังวล มันไปไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อเราจะได้ผ่านวิกฤต แล้วเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ยกเลิกปริโพธกังวล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในมันครอบงำจิตใจสติปัญญา ที่มาให้เรามีข้อแม้มีปริโพธกังวล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ทุกคนมีอดีตทั้งหมด ไม่มีใครไม่มีอดีต ทุกคนนั้นมีปัจจุบันทั้งหมด ทุกคนนั้นมีอนาคตทั้งหมด
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถึงเราจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้วโลกนี้ก็ยังมีอยู่อย่างนี้แหละ เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่
สติสัมปชัญญะนี้แหละจะทำให้เราหยุดปริโพธวิตกกังวลได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ
การเจริญสติสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นกระบวนการของมรรคผลของพระนิพพาน ผู้ปฏิบัติตั้งใจ ๗ วันสามารถบรรลุพระอรหันต์ขีณาสพได้ อย่างกลางก็ ๗ เดือน อย่างมากก็ ๗ ปี
ด้วยเหตุผลนี้การเจริญสติสัมปชัญญะ การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ จะได้ตัดอกตัดใจ จะได้ตรัสรู้ เพราะเรามีตามันก็มีรูปเราต้องรู้ต้องตรัสรู้ เรามีหูก็ย่อมมีเสียงเราต้องรู้ต้องตรัสรู้ เรามีจมูกก็ย่อมมีกลิ่นเราต้องรู้ต้องตรัสรู้ มีลิ้นก็ต้องได้รับรสเราต้องรู้ต้องตรัสรู้ เรามีกายก็ย่อมมีสัมผัสเราต้องรู้ต้องตรัสรู้ เรามีใจก็ย่อมมีความรู้สึกนึกคิดเราต้องรู้ต้องตรัสรู้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้หยุดกระแสหยุดโซเชียลด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
เราพากันมาทำหน้าที่ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ มุ่งเป้ามายังเราที่ปัจจุบัน เราไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้ ปัจจุบันต้องมีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นตัวอบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ คำว่าวัด วัดนั้นคือข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นข้อวัตรเป็นข้อปฏิบัติกับการทำหน้าที่ วัดนี้จึงไม่ใช่โบสถ์ไม่ใช่ศาลาไม่ใช่วิหาร วัดนี้ถึงไม่ใช่บ้านไม่ใช่อาคารไม่ใช่กุฏิ วัดนี้คือข้อวัตรข้อปฏิบัติคือการทำหน้าที่ วัดนั้นได้แก่การเจริญสติปัฏฐาน ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะที่นั้นถึงจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ที่นั้นถึงได้เรียกว่าวัด
เรามาคิดดูดี ๆ เครื่องวัดของเรามิเตอร์วัดของเราคือสติสัมปชัญญะ
พระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่เป็นเครื่องวัดเป็นการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
เราพากันมารู้มาเข้าใจ ประชากรของโลกแปดพันกว่าล้านคนนี้ เขาเอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราต้องเอาความรู้เอาความเข้าใจ มาเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
มนุษย์เรานี้ผู้ที่เป็นฆราวาสไม่ใช่นักบวชพากันทานอาหารวันละ ๓ ครั้ง วันละ ๓ เวลา นอนพักผ่อน ๖-๘ ชั่วโมง นักบวชพากันฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว พักผ่อนจำวัด ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง
เอาความรู้ความเข้าใจมาทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังตัวเรา ยกเลิกปริโพธกังวล มีฉันทะมีความพอใจในการทำหน้าที่ เอาหน้าที่นั้นมาประพฤติมาปฏิบัติธรรม เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ให้ปฏิบัติข้ามภพข้ามชาติ ปฏิบัติข้ามภพข้ามชาตินี้หมายถึงใจอยู่กับอดีตใจอยู่กับอนาคต ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน ใจไม่มีอยู่กับปัจจุบันนั้นคือใจไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้ว ใจของเราจะอยู่กับปัจจุบัน
มีคำถามว่า ทำอย่างนี้แหละมันจะไม่มีความทุกข์เหรอ มันจะไม่มีความเครียดเหรอ ทำอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความทุกข์ถึงจะไม่มีความเครียด เรามีฉันทะ ฉันทะกับปัญญานี้คืออันหนึ่งอันเดียวกันนะ ปัญญาที่บริสุทธิคุณกับฉันทะนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน ฉันทะที่ประกอบด้วยปัญญานั้นจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นสติเป็นปัญญาที่จะก้าวไปดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความคิดว่ามันจะไม่เครียดเหรอ นี้เป็นความคิดที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ความคิดที่เป็นสามัญชน ความคิดที่เป็นตัวเป็นตน ชีวิตนี้เป็นขั้วบวกขั้วลบ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้มุ่งเป้ามายังหน้าที่ มีความสุขกับการทำหน้าที่
เราคิดดูดี ๆ สิ ถ้าเรามีความสุขในการเรียนการศึกษาความทุกข์จะมีไหม ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มี เพราะมีความสุขในการเรียนการศึกษา เรามีความสุขในการทำงานเราจะมีความทุกข์ไหม ไม่มี เพราะเรามีความสุขกับการทำงาน
อริยมรรคข้ออื่นก็เช่นเดียวกัน เรามีความสุขในการทำหน้าที่คำตอบก็ตายตัวอยู่แล้วความสุขนั้นความทุกข์จะไม่มี แต่ความสุขนี้มันประกอบด้วยปัญญา นี้ประกอบด้วยฉันทะ นี้เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการดับไม่เหลือแห่งภพชาติและตัวตน
วาระสุขที่เกิดจากปัญญาที่เรารู้เข้าใจเป็นฉันทะนั้น เป็นความยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์อุดมธรรมในปัจจุบันในหน้าที่
ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้มันไม่ใช่ขั้วบวกขั้วลบ ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
ฉันทะความพอใจ ฉันทะที่เป็นปิติสุขเอกัคคตารู้สดชื่นตื่นเบิกบาน นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนะ
ที่เราได้ยินคำว่ายึดมั่นในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นคือยานคือสัญชาตญาณคือหน้าที่ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารที่เป็นตัวเป็นตน ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะพากันปล่อยวางพระธรรมปล่อยวางพระวินัย เราไปปล่อยวางพระธรรมพระวินัยนั้นเราจะมีสติมีสัมปชัญญะได้อย่างไร เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหน้าที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
คำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นหมายถึงทำความดีมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก เราคิดดีมันก็ดีอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก เรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นมันก็ดีอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ การยึดมั่นถือมั่นหรือว่าตั้งมั่นนั้นถึงเป็นสมาธิกับปัญญาที่กำลังทำงานพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อหยุดปริโพธเพื่อตัดปริโพธ อดีตอนาคตปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน ถ้าเรามีตัวมีตนนั้นพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่นั้นก็จะเป็นขั้วบวกขั้วลบ การปฏิบัติที่มีความหวังเราต้องเข้าใจนะ ความหวังนั่นแหละคือความผิดหวัง ถ้าเรามีความหวังเราต้องมีความผิดหวังนะ
ฉันทะความพอใจนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินะ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเข้าถึงความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่
เราจะเป็นประชากรของโลกก็ต้องทำหน้าที่เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะได้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เราจะไปเอาแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ก็แก้ปัญหาไม่ได้เพราะเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราจะเอาทางจิตใจอย่างเดียวไม่ได้เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
เอไอทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์กับเอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องเอามาใช้ทำงานเพื่อหยุดสัญชาตญาณเพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราต้องรู้เข้าใจว่าเราทุกคนต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ฉันทะอยู่ที่ความพอใจอยู่ที่การทำหน้าที่ พระนิพพานกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นถึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
เราจะพากันอยู่ที่ไหนก็ต้องพากันเข้าใจ เพราะปัจจุบันนั้นอยู่ที่ไหนหน้าที่อยู่ที่นั่น ปัจจุบันอยู่ที่ไหนพระนิพพานต้องอยู่ที่นั่นด้วยความรู้ความเข้าใจ
พระนิพพานนั้นถึงเป็นความว่างที่สง่างาม ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไร พระนิพพานนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลืออยู่ที่หน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจจะได้ทุ่มเทไปที่หน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ อย่าตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือควาผมิดพลาดคือความเสียหายนั้นคือการล้มละลายของตัวเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา