๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๓๑ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นยานที่หยุดสัญชาตญาณ ยานในการเดินทางได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นยานเพื่อจะหยุดสัญชาตญาณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระอานนท์กับสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
เราทุกคนต้องมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มาเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม วาระของกรรมนั้นมีเพียงวาระเดียว เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็ไปจากปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติของการทำหน้าที่ ถ้าเรายกเลิกเราก็เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ถ้าเราไม่ยกเลิกเราก็ไม่เป็นพระธรรมไม่เป็นพระวินัย
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นการดำเนินชีวิต เพื่อหยุดวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เพื่อให้การปฏิบัติของเรานั้นเป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ปัญหาต่าง ๆ นั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส
การปฏิบัติของเรานั้นจะไม่ได้ไปตามผัสสะ จะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม ธาตุขันธ์อายตนะจะไม่ได้เป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา
เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ ไม่มีใครจะอาจหรือว่าบังอาจเอาตัวเอาตนนำชีวิตได้ เพราะตัวตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ตัวตนนั้นมันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมมันไปไหนไม่ได้
ชาตินั้นได้แก่ความเกิด ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นต้องเอามาใช้เพื่อเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ เพื่อไม่ให้ความรู้เป็นเพียงนักปรัชญาเป็นเพียงนักจิตวิทยา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้าไปยังองค์... ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์...ก็มุ่งเป้าไปยังการทำหน้าที่ทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทำหน้าที่มายังตัวเรา ต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องกรรม ในเรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม ความรู้ความเข้าใจในอริยสัจในความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ธรรมชาตินั้นได้เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ธรรมชาติจะหยุดได้ก็เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนนั้นย่อมตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ปัญหานั้นเป็นสิ่งที่มี ถ้าไม่มีปัญหาแล้วก็จะไม่มีปัญญา ถ้าไม่มีวิกฤตก็ย่อมไม่มีโอกาส
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อมาเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ต้องมารู้เหตุรู้ปัจจัย เพื่อจะได้เอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส จะได้เอาปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ถ้าเราทุกคนมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม สิ่งภายนอกภายในจะไม่ได้ครอบงำจิตใจของเราเพราะเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพราะเหตุผลว่าความสงบและปัญญาของเราได้ทำงานร่วม ๆ กัน สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นขณิกสมาธิ เป็นอุปจารสมาธิ สติสัมปชัญญะนั้นจะยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ จะยกเลิกอคติทั้ง ๔ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ เรามีความสงบและปัญญา
ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะไม่มีความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
มีความไม่รู้ไม่เข้าใจ มีคำถามว่า ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะอย่างนี้เราจะไม่เครียดเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ที่เราเครียดนั้นก็เพราะเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นออกซิเจนจะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นความเครียดจะไม่มี เรามีปัญญา เรารู้ปัญหา เรารู้วิกฤต ความรู้ความเข้าใจนั้นเราต้องเอามาใช้เพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ อดีตนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน ใจของเรานั้นจะไม่อยู่กับอดีต จะไม่อยู่กับอนาคต อดีตกับอนาคตนั้นมันคือวาระจิตที่ข้ามภพข้ามชาติ จิตใจที่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเรียกว่าจิตข้ามภพข้ามชาติ นี้คือจิตกำลังเป็นโรคไบโพล่า เดี๋ยวก็เหวี่ยงไปอดีต เดี๋ยวก็เหวี่ยงไปอนาคต ปัจจุบันนั้นมีแต่ความฟุ้งซ่าน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เรามุ่งเป้ามายังหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ฉันทะคือความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์มันจะมีที่ไหน เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีปิติสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะไม่ได้ลังเลสงสัยในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ พุทธะคือผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่ทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เรามุ่งเป้ามายังตัวเรามาที่หน้าที่
เราพากันคิดดูดี ๆ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญพุทธบารมีมาตั้งหลายล้านชาติหลายอสงไขย ว่าทำไมได้ตรัสรู้เป็นองค์...เพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เพียงสมาธิเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นยังเป็นอัตตาตัวตนอยู่ ไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณ
ความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ หยุดขั้วบวกขั้วลบเสียแล้ว
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจว่าสมณะ ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔นอยู่ที่รู้เข้าแล้วก็ทำหน้าที่ มีความสุขสดชื่นรู้ตื่นในการทำหน้าที่เพราะนิพพานนั้นอยู่ที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่พระธรรมที่พระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจพากันมุ่งเป้ามายังตัวเราเพื่อประโยชน์ของเราและประโยชน์ของผู้อื่น แต่มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
เราพากันคิดดูดี ๆ สิ ข้าราชการนักการเมืองนักศาสนา ถ้าไปแก้คนอื่นไปแก้ผู้อื่นนั้นแก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าแก้ปัญหาไม่ได้ อย่างพระพุทธเจ้าก็แก้ที่พระพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพก็แก้ที่พระอรหันต์ขีณาสพ อย่างพระมหากษัตริย์ก็แก้ที่พระมหากษัตริย์ อย่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหรือจะเป็นใครก็ต้องแก้ที่ผู้นั้น ผู้นั้นต้องรู้ต้องเข้าใจถึงจะแก้ปัญหาได้ ถ้าไม่มุ่งเป้ามายังตัวเรานั้นไม่ได้
ความเป็นพระศาสนา คำว่าพระนี้หมายถึงพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นคือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ถ้าเราไปแก้คนอื่นมันแก้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา อริยมรรคหนทางเดินทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้คืออุปกรณ์สำหรับเราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
ผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในก็จะเป็นนิวรณ์ครอบงำจิตใจของเราได้
ด้วยเหตุผลนี้สติสัมปชัญญะของเราต้องมีสติสัมปชัญญะให้มากให้มาก ๆ
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ปัญญาบริสุทธิคุณนั้นจะเกิดแก่เราได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้เพราะถ้าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นตัวที่สำคัญ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนต้องดับไม่เหลืออยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ปัญญากับความสงบต้องเดินควบคู่ไปอย่างนี้
เรามายกเลิกวัฏฏสงสาร ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ พระพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัยได้แก่การทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามาหยุดวัฏฏสงสารด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ด้วยความสงบและปัญญา
เราคิดดูดี ๆ นะ เรามีสติสัมปชัญญะนี้เราทุกคนจะเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่
เรามาหยุดมายกเลิก ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย
เรามายกเลิกเรา เรามาหยุดมีเรา เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติสุขสดชื่นสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทุกคนก็จะถูกยกเลิกด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่
อดีตเราก็ยกเลิก อนาคตเราก็ยกเลิก ปัจจุบันเราก็ยกเลิก ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะนั่นแหละคือการยกเลิก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ ตั้งแต่ก่อนเราไม่ยกเลิกเราก็เดินไป เมื่อเรายกเลิกแล้วการเดินไปของเราก็ย่อมไม่มี
อย่างความคิดของเรานี้นะ เราคิดดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา ความคิดที่ไม่ดีที่ไม่ประกอบด้วยปัญญานั้นก็ย่อมไม่มี
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่
ท่านถึงให้รู้เข้าใจว่าการทำหน้าที่นั้นต้องไม่มีความอยากต้องไม่มีความต้องการ ท่านให้รู้เข้าใจ เราเพียงทำหน้าที่ ไม่ต้องมีความอยากไม่ต้องมีความต้องการ เพราะความอยากและความไม่อยากนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
มีคำถามว่า ถ้าไม่อยากไม่ต้องการนั้นจะไปทำทำไม
ก็เพราะเหตุผลว่า เราทุกคนต้องทำหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นเป็นวิมุตติความหลุดพ้นที่ต้องมาจากหน้าที่
เราพากันมาคิดดูดี ๆ การเรียนที่เรามีฉันทะมีความพอใจมีความสุขในการทำหน้าที่มันก็มีความสุขอยู่แล้ว ไม่มีความทุกข์อะไร เราจะเอาอะไรอีก เราจะเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้าไปทำไมอีก การทำงานทำหน้าที่นั้นก็มีฉันทะมีความสุขอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก
ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนจะมาเอาอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะมาเอาอะไร
เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเกิดจากเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะเป็นเหมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำเป็นเหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ ความไม่รู้เข้าใจนั้นมันหาเรื่องหาราวให้เราให้คนอื่น
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ไม่หวังอะไรตอบแทน เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้ามีความหวังมันก็ต้องผิดหวัง เพราะความหวังกับความผิดหวังมันคืออย่างเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามาเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราคิดดูดี ๆ นะ การให้ทานก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก การรักษาศีลมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก การทำสมาธิมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก เราเจริญปัญญามันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก
ความเอาหรือความไม่เอานั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันคือความไม่สงบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ
พระธรรมพระวินัยนั้นไม่ใช่ขั้วบวกขั้วลบ พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุให้ความสงบและปัญญาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำควบคู่กันไป
ฉันทะที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความรู้ความเข้าใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา มีความสง่างามด้วยการยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสง่างามด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เป็นเอกัคคตาเป็นความเป็นหนึ่งในหน้าที่ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ในศีลในสมาธิในปัญญา ด้วยปฏิปทาที่รู้เข้าใจและการทำหน้าที่ เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ความทุกข์นั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เราเอามาใช้หยุดสัญชาตญาณ ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วความทุกข์ที่ไหนมันจะเกิดกับเราได้
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จะเกิดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราอยู่ที่ไหนก็ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหลักการที่หยุดวัฏฏสงสาร
เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเรานี้คือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่
มุ่งเป้ามายังตัวเราเน้นมาที่เรา การปฏิบัตินั้นเน้นลงที่ปัจจุบัน ทุ่มเทมุ่งเป้ามายังที่ตัวเราที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องหยุดสัญชาตญาณ หยุดวัฏฏสงสาร ไม่ให้วัฏฏสงสารได้ทำงานได้ทำหน้าที่
ให้พระธรรมพระวินัยเป็นหน้าที่ทำหน้าที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย เพื่อให้พระธรรมพระวินัยได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราทุกคนอยู่ในโลกใบเดียวกัน มีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ร่วมกัน เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราทำหน้าที่ของเรา
เรามาทำหน้าที่ของเรา ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มาเอาปัญหาเป็นปัญญา เอาปัญญามาทำหน้าที่ มาเอาวิกฤตเป็นโอกาส ทำหน้าที่ของเรา
ธรรมนูญรัฐธรรมนูญทุกคนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพราะธรรมนูญกับพระนิพพานมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
เมื่อปัจจุบันเรามีฉันทะมีความพอใจในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว
เราต้องเอาธรรมนูญรัฐธรรมนูญที่เป็นพระนิพพานในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่นั้นไม่ได้ เราต้องไม่มีความคิดที่ย่อหย่อนอ่อนแอในหน้าที่การประพฤติการปฏิบัติ เราไม่ไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ผู้ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อละธาตุละขันธ์มีน้อยมากนะ
ความคิดที่ว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลอยู่เบื้องหน้าโน้นเทอญเราต้องยกเลิกทุ่มเทในหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาทางสายกลางในการทำหน้าที่ เอาวัตถุกับจิตใจเดินไปพร้อม ๆ กัน
เพื่อจะได้ทันเหตุการณ์ ทันโลกทันสมัย เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาปัญหามาเป็นปัญญา ทุ่มเทในการทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจในธรรมนูญในรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่มองข้ามปัจจุบัน
ความเคารพในหน้าที่จะหยุดวัฏฏสงสารด้วยการเคารพในหน้าที่ในการทำหน้าที่
เราเอาธรรมนูญรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นพระนิพพานในการทำหน้าที่ เพราะว่าธรรมนูญรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนั้นเอง
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ยกเลิกสัญชาตญาณที่มันเป็นวัฏฏสงสารในการทำหน้าที่
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา