๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๔ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันที่ ๓ ของการเข้าพรรษา
เข้าพรรษาปีนี้พวกเราทุกคนมายกเลิกเรา มาเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาข้อวัตรกิจวัตร ยกเลิกเรา ไม่ต้องให้มีเรา ยกเลิกอดีตที่ผ่านมา ยกเลิกอนาคตข้างหน้า ปัจจุบันเราก็ยกเลิกเรา ยกเลิกตัวยกเลิกตน มาเอาพระธรรมเอาพระวินัย เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่
เราทุกคนเน้นมาที่ใจ เน้นมายังบริสุทธิคุณที่ใจ
พระศาสนานั้นได้แก่ยกเลิกเรา ไม่มีเรา เป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นพระกรุณาบริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่
มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน
ใจของเราทุกคนมีอดีตเป็นพื้นฐาน วาระใจของเรามันมีวาระเดียว ถ้าเราอยู่กับอดีตปัจจุบันก็ไม่มี เพราะมันมีเพียงวาระเดียว ใจของเราถ้าเราอยู่กับอนาคตปัจจุบันเราก็ไม่มี เพราะใจของเราทุกคนมันมีวาระเดียว
ปัจจุบันถ้าเรายกเลิกเราเพื่อไม่ให้มีเรา เราทุกคนก็จะมีสติมีสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้ามีเราแล้วเราก็จะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจนั่นแหละคือวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา
เราคิดดูดี ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำหน้าที่ หรือว่าทำพุทธกิจ มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การเผยแผ่พระศาสนาเป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ วิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ
ในพรรษานี้เราทุกคนมามุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เน้นบริสุทธิคุณ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่ตัวของเราเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจว่าเราเป็นผู้ตรึกนึกคิดอะไร
เราปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่สามารถปกปิดตัวเองได้ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเน้นมาเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องบริสุทธิคุณ
เพื่อมาทำหน้าที่ เพราะหน้าที่เป็นวาระ ๆ ไป ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนนิพพานอยู่ที่นั่นแหละ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนนรกก็อยู่ที่นั่นแหละ
ความทุกข์นั้นย่อมไม่มีแน่นอน ถ้าเรามีฉันทะมีสุขมีเอกัคคตารู้ตื่นสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์ย่อมไม่มีแน่นอน เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
เราพากันมานอนมาพักผ่อนจำวัด ๕ ชั่วโมง ไม่เกิน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว ปัจจุบันเรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ ในการทำความเพียร
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราทุกคนต้องพากันปฏิบัติให้ได้หมดทุกข้อทุกสิกขาบทด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ของเราไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
เพราะเหตุผลว่า ปัจจุบันนี้มันเป็นวาระแห่งชาติ พระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่นี้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะปัจจุบันนี้มันสำคัญมาก ปัจจุบันเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่จะใช้ได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำนั้นเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้
เรานอนพักผ่อน ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง มีความสุขในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่
วิมุตติความหลุดพ้นนั้นเป็นบริสุทธิคุณอยู่ที่หน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัตินี้จะเป็นหลักการจะเป็นอุดมการณ์อุดมธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนถ้ายกเลิกเราแล้วทุกคนก็ปฏิบัติได้ ถ้าไม่ยกเลิกเราแล้วทุกคนก็ย่อมปฏิบัติไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาทำหน้าที่ ไม่มองข้ามความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาท สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่มองข้าม
เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าปัจจุบันนี้คือสิ่งที่สำคัญมาก
ถ้าเรามองข้ามปัจจุบันแล้วก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เอาปัจจุบันนั้นมาทำหน้าที่ ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ต้องเอาปัจจุบันมาใช้มาทำหน้าที่ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ หน้าที่นั้นจะได้เป็นสติจะได้เป็นสัมปชัญญะ เราต้องรู้เข้าใจ หน้าที่นั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถ้าเราทิ้งหน้าที่นั้นเราก็ย่อมไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องยกเลิกเรา เพราะเรานั้นคือโลกธรรม ถ้ามีโลกธรรมแล้วจะไม่มีธรรม เพราะมีโลกแล้วก็ไม่มีธรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้ามีธรรมแล้วย่อมไม่มีโลก
ความเมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
เราพากันคิดดูสิว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ว่าทำไมเสวยวิมุตติอยู่เพียง ๗ สัปดาห์จากการตรัสรู้ หลังจาก ๗ สัปดาห์แล้วออกเผยแผ่ธรรมะ
ก็เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการดับไม่เหลือแห่งภพชาติ ไม่ใช่เพียงสมาธิ ไม่ใช่เพียงสมาบัติ หากเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะความว่างที่เป็นพระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วก็ทำหน้าที่ที่เอาทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุกับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กับเป็นทางสายกลาง เป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันที่การทำหน้าที่ วิมุตติคือความหลุดพ้นคือการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมงครบวงจรที่เป็นสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ยกเลิกตัวตนที่เป็นบริสุทธิคุณตลอด ๒๔ ชั่วโมง
ที่ทรงบรรทม ๔ ชั่วโมงนั้นก็เพื่อสรีระ เพื่อยกเลิกยกเลิกตน เพื่อเอาสรีระนั้นมาใช้งาน เป็นพระมหากรุณาบริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นทำพุทธกิจอะไรไม่หวังอะไรตอบแทน ทำหน้าที่เพื่อบริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องของความหวัง ความหวังกับความผิดหวังนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำหน้าที่นั้นถึงเป็นหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่นั้นถึงไม่เป็นขั้วบวก ไม่เป็นขั้วลบ เป็นความสงบ เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความพอดี
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่ข้ามกาลข้ามเวลา ไม่ข้ามภพข้ามชาติ เป็นหน้าที่เป็นพุทธกิจอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่
ในพรรษานี้เราจะเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติมาทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะเดินทางนั้นคือการเดินทางนะ ถ้าเราไม่เดินทางเราก็อยู่กับที่ เราก็ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนไม่ยกเลิกเราเราจะเดินทางได้อย่างไร
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนทุกท่านต้องพากันมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละนั้นจะไปได้มั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไปไม่ได้
การเสียสละนั้นถึงเป็นการยกเลิกโลกส่วนตัว โลกตัวกูของกู ตัวสูของสู
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ เราคิดว่าตัวเองดีกว่าเขาถูกต้องไหม ไม่ถูกต้อง เราคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเขาถูกต้องไหม ไม่ถูกต้อง คิดว่าตัวเองเสมอกับเขาถูกต้องไหม ไม่ถูกต้อง คิดว่าตัวเองเหลวกว่าเขาถูกต้องไม่ไหม ไม่ถูกต้อง คิดว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าเขาถูกต้องไหม ไม่ถูกต้อง
เรามาอยู่ร่วมรวมกัน มีแนวทางปฏิบัติไปทางเดียวกัน เรามายกเลิกโลกส่วนตัว ไม่ให้มีโลกส่วนตัว
เราพากันให้ดีด้วยปัญญา ถ้าเรามีโลกส่วนตัวมันถูกต้องไหม มันไม่ถูกต้อง เราต้องยกเลิกโลกส่วนตัว
พระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรนั้นเพื่อยกเลิกโลกส่วนตัว โลกส่วนตัวหรือว่าโรคตัวกูของกูตัวสูของสูมันไม่อยากเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ย่อมมีโลกส่วนตัว โลกส่วนตัวนั้นไม่มีอยู่ในสติไม่มีอยู่ในสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นจะไม่มีโลกส่วนตัว จะมีแต่พระธรรมมีแต่พระวินัยมีแต่หน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ ถ้าเรารวยเป็นมหาเศรษฐีเรามีโลกส่วนตัวเราจะมีความทุกข์ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่า มีความทุกข์แน่นอน ถ้าเรามีอำนาจในหน้าที่ถ้าเรามีโลกส่วนตัวเรามีความทุกข์ไหม ก็มีคำตอบอยู๋ในตัวอยู่แล้วว่ามีความทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่นั้นมายกเลิกโลกส่วนตัว
สติสัมปชัญญะในการทำหน้าที่ ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะ ที่ไหนทำหน้าที่ ที่นั้นจะยกเลิกโลกส่วนตัว ที่นั้นจะมีความสงบอยู่ทุกหนทุกแห่ง
อย่างเราเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิที่มีคนเยอะ ๆ อย่างนี้ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ที่มีคนเยอะ ๆ ที่นั้นก็จะเกิดความวิเวก เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ เรารู้เข้าใจ เรายกเลิกตัวตน มีความสุขในการยกเลิกตัวยกเลิกตน เราเรียนหนังสือมีความสุข เราทำงานมีความสุข เราทำหน้าที่มีความสุข ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะผู้นั้นจะมีความสงบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะไปโทษรูปโทษเสียงโทษกลิ่นโทษโผฐฐัพพะธธรรมารมณ์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราต้องเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เรารู้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาทำข้อวัตรข้อปฏิบัติมาทำหน้าที่
ทุกหนทุกแห่งนั้นที่เราเอาความรู้ความเข้าใจ ที่ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มรรคผลนิพพานถึงอยู่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนจะได้ทุ่มเทมุ่งเป้ามาที่หน้าที่เพื่อให้หน้าที่นั้นบริสุทธิคุณ ปัจจุบันนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีความสงบและปัญญาเป็นพื้นเป็นฐาน
เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะเป็นพื้นเป็นฐาน ชีวิตของเราจะไม่ได้อยู่กับการข้ามภพข้ามชาติ จะได้มีสติมีสัมปชัญญะ จะได้เป็นพื้นเป็นฐาน เพื่อเอาความสงบและปัญญาที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ
ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญกับพระนิพพานมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน นั้นคือความพอเพียงความเพียงพอ เป็นความพอดี มันเป็นชีวิตที่ไม่ข้ามภพข้ามชาติ เป็นชีวิตที่มุ่งเป้ามายังปัจจุบันมายังหน้าที่
พระเก่าพระใหม่ โยมเก่าโยมใหม่นั้นก็ปฏิบัติอย่างเดียวกัน เพราะต้องหายใจเหมือนกัน การปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ไม่มีเก่าไม่มีใหม่ การปฏิบัตินั้นมุ่งเป้ามายังหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ถ้ามีเก่ามีใหม่ก็ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในสมมติสัจจะ เราต้องเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะสมมติสัจจะนั้นเป็นตำแหน่งเป็นหน้าที่ สมมติสัจจะที่เป็นความดี สมมติสัจจะที่เป็นความไม่ดี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะสมมติสัจจะนั้นมันคือความจริง เราคิดดีนั้นคือความคิดดี ความคิดชั่วไม่มีเพราะว่ามันเป็นสัจจะ เราคิดชั่วมันเป็นความชั่วนั้นเป็นสัจจะเป็นความจริง สมมติสัจจะนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สมมติสัจจะนั้นมันเป็นความขลังความศักดิ์สิทธิ์นะ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เราจะไปคิดว่าจริตผมมันเป็นอย่างนี้ จริตฉันมันเป็นอย่างนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราต้องยกเลิกจริต เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราไปทำตามใจของเราไม่ได้ ถ้าทำตามใจนั้นคือวิบัติ ไม่ใช่ปัจจุบัน
เราพากันดูดี ๆ นะว่าอะไร ๆ ก็อยู่ที่ใจ เราคิดดูดี ๆ สิ ทำไมอะไรอยู่ที่ใจทำไมถึงทานอาหารอยู่ ทำไมถึงฉันอาหารอยู่ ทำไมไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกเรื่องเราไม่ให้เราตามใจ ความเคารพที่หยุดยกหูชูงวง เพื่อไม่ให้เราทุกคนได้ตามจิตตามใจ ถ้าเราตามจิตตามใจนั่นแหละคือวิบัติไม่ใช่ปฏิบัติ
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ทุกคนจะพากันตามใจ เราไปตามใจตัวเองตามอารมณ์ตัวเองเราจะมีสติสัมปชัญญะได้อย่างไร เราจะมีพระธรรมพระวินัยได้อย่างไร เพราะเราตามใจตัวเองตามอารมณ์ตัวเอง
ผู้ที่ตามใจตัวเองตามอารมณ์ตัวเองผู้ที่มีโลกส่วนตัวคือผู้ที่ไม่เอาพระธรรมไม่เอาพระวินัยนะ ไม่เอาข้อวัตรข้อปฏิบัตินะ
เราทุกคนมาเดินไปพร้อม ๆ กัน เราทุกคนมาสมัครสมานสามัคคีเดินไปพร้อม ๆ กันด้วยหน้าที่ ด้วยพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเพื่อยกเลิกโลกส่วนตัว ยกเลิกอีโก้ ยกเลิกตัวกูของกู
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงพูดให้พระอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจในคืนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเพื่อให้พากันรู้พากันเข้าใจเพื่อจะให้ยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกวัฏฏสงสาร ไม่ให้ทุกคนพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัยคือหน้าที่ ท่านได้ตรัสว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เรามาสมัครสมานสามัคคีกัน ไม่ให้มีโลกส่วนตัว เราดูนาฬิกาที่มันหมุนรอบตัวเอง
เรามาเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาข้อวัตรข้อปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจมีความสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราทุกคนต้องมาสมัครสมานสามัคคีกัน เน้นที่บริสุทธิคุณ ยกเลิกโลกส่วนตัว อย่าไปคิดว่าเราชอบความสงบ ต้องการความวิเวก ความวิเวกนั้นมีอยู่กับเราทุก ๆ คน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรายกเลิกเรา เอาพระธรรมเอาพระวินัย ที่นั่นแหละคือความวิเวก มีคนเยอะแยะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะความวิเวกนั้นมีทันที ความวิเวกนั้นอยู่ที่สติสัมปชัญญะนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่ยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกส่วนตัวนี้แหละคือความวิเวก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเราทุกคนจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วจะมีประโยชน์อะไร คนตายจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาโอกาสมาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราทุกคนพากันมุ่งเป้ามายังตัวเรา อย่าให้ตัวให้ตนครอบครัวเรา อย่าให้โลกธรรมครอบบงำเรา โลกธรรมก็คือตัวตนนั้นแหละ ตัวตนนั้นคือโลกธรรม โลกธรรมนั้นคือโลกส่วนตัว ตัวกูของกู ตัวสูของกู นั่นแหละคืออีโก้ มันโก้สวยหรู โก้ตัวโก้ตัว โก้โลกส่วนตัว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองคนอื่น เปรียบเทียบคนอื่นเพื่อจะจับผิด เรื่องของเรามันก็มากอยู่แล้ว จะเอาเรื่องของคนอื่นมาให้เราได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มองคนอื่นเพื่อจะเป็นผู้เพื่อเป็นผู้เทคแคร์ไม่ใช่เพื่อจะจับผิดคนอื่น
ถ้าไม่มีสิ่งภายนอกแย่ ๆ ที่เป็นปัญหาเราจะมีปัญญาได้อย่างไร ถ้าไม่มีวิกฤตมันจะเป็นโอกาสได้อย่างไร เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาสิ่งที่เป็นปัญหาที่แย่ ๆ นั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจ อยู่ที่เราเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ ถ้าไม่มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ไม่มีหนาวร้อนพระนิพพานจะมีได้อย่างไร เพราะปัญหานั้นคือปัญญา เพราะวิกฤตนั้นคือโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องขอบใจวิกฤตขอบใจปัญหา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ในพระธรรมอยู่ในพระวินัยอยู่ในการทำหน้าที่ เพราะว่าวิมุตติหลุดพ้นอยู่ในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสกับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธกิจเป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา หลังจากนี้องค์สมเด็จพระสัมมสัมพุทธเจ้าจะได้เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าภิกษุสงฆ์เห็นว่าจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ขัดต่อการดำเนินชีวิตก็ให้ถอนสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ให้คงไว้แต่สิกขาบทหลัก เช่น อาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส อนิยต นิสัคคีย์ปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ เสขิยะ
ได้มีเอกฉันไปในทางหนึ่งทางเดียวกันว่าเมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตน ปัญหาต่าง ๆ ในการดำชีพนั้นก็ย่อมไม่มี เพราะสังคายนาครั้งแรก หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน ๓ เดือนก็ตรัสเช่นเดียวกัน
เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการหยุดโซเชียล หยุดกระแส เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นการหยุดสัญชาตญาณ ไม่มองข้ามปัจจุบัน เป็นเหตุเป็นปัจจัยไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ วัดเรานี้ต้องเอาความสมัครสมานสามัคคีที่เป็นความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาได้ก้าวไปอย่างสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกเลิกนิสัยของตัวเรา
เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก พระพุทธเจ้าฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว ฉันในบาตร ไม่ฉันในภาชนะอื่น
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเก็บสังฆทาน ไม่ให้รับเงินรับปัจจัย ไม่ให้เราคลุกคลีกัน การทำวัตรสวดมนต์การนั่งสมาธินี้เป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่จัดว่าคลุกคลี จัดเป็นความสมัครสมานสามัคคี
ความสมัครสมานสามัคคีนั้นจึงเป็นพระรัตนตรัย ถ้าเราไม่มีความสมัครสมานสามัคคีนั้นเราไม่มีพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยได้แก่ความสมัครสมานสามัคคี พระรัตนตรัยนั้นไม่แบ่งขั้ว เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นหน้าที่
พระศาสนาทุก ๆ พระศาสนาคือยกเลิกโลกส่วนตัวนะ ถ้าเรามีโลกส่วนตัวเราคือผู้ที่ไม่มีพระศาสนาคือผู้ที่มีอัตตาตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเคารพในมติได้แก่พระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน
การพัฒนาโลกนี้ได้เอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเอาวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจให้สมดุลกัน เอาปัจจุบันเป็นการทำหน้าที่ วิทยาศาสตร์กับจิตใจถึงเป็นธรรมเป็นธรรมนูญ
เพราะวิทยาศาสตร์กับจิตใจนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ผู้ที่มาบวชถือว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังตัวเรามาที่หน้าที่ เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ไม่เอาสามัญชนที่อยู่ในโลกนี้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เอาตัวตนนำชีวิต เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้า
เราต้องพากันรู้เข้าใจ เพราะเรามาบวชนี้มาบวชเพื่ออุทิศตนต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมเป็นธรรมนูญ เป็นนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัยคือการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ เราตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้ ความประมาทคือความไม่เคารพ ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ให้เกิดสติสัมปชัญญะ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานที่ท่านประมวลคำสอนทั้งหมดในคำสอนเพื่อเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่เพื่อตั้งอยู่ในความไม่ประมาท จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายที่เป็นโอวาทสำคัญไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบัน ไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา