๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน


วันนี้เป็นวันพุธที่ ๕ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

การปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าท่านเอาทางสายกลาง พระอรหันต์ขีณาสพท่านเอาทางสายกลาง เอาทางวัตถุกับทางจิตทางใจไปพร้อม ๆ กัน หยุดเราหยุดคนอื่น ไม่เอาเราไม่เอาคนอื่น เพราะเราและคนอื่นนั้นไม่ใช่ทางสายกลาง อดีตเป็นกรรมเก่า อนาคตไปข้างหน้าเป็นกรรมใหม่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้กรรมเก่า ให้เรารู้กรรมใหม่เพื่อให้กรรมเก่าหยุดทำงาน กรรมใหม่หยุดทำงาน

 

ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ อดีตจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน

 

เราจะหยุดอดีตได้อย่างไร เราจะหยุดอนาคตได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องเอาธรรมะเอาวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตรัสให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย

 

ก่อนท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงตรัสกับพระอานนท์และภิกษุทั้งหลายให้เข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือพระรัตนตรัย พระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ จะได้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

เรามองดูแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ทำพุทธกิจของท่าน เรามองดูแล้ว พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ทำศาสนกิจของท่าน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ พระพุทธเจ้านั้นจึงได้แก่ผู้ที่ทำพุทธกิจทำหน้าที่ พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่ทำศาสนกิจผู้ที่ทำหน้าที่

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่จึงเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติแห่งตัวแห่งตน

 

เราพากันมาคิดด้วยปัญญาว่า ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเสวยวิมุตติสุขเพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ การตรัสรู้นั้นได้ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงบำเพ็ญพุทธกิจเป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา วิมุตติความหลุดพ้นนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นที่พักชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ให้รู้ให้เข้าใจเพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้เราต้องเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ ถ้าเรามีข้อแม้ใจของเราก็จะอยู่กับอดีต จะอยู่กับอนาคต ใจของเราจะไม่อยู่กับหน้าที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน การปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติข้ามภพข้ามชาติ ปฏิบัติข้ามกาลข้ามเวลา เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการปฏิบัตินี้ต้องมุ่งเป้ามายังหน้าที่มายังปัจจุบัน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะไปข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องปัจจุบัน ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรที่จะสำคัญกว่าเรื่องปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องเอาพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มาทำหน้าที่ ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงมุ่งเป้ามายังบริสุทธิคุณด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ใจของเราทุกคนนะ ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไร ไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไรนั้นจริงอยู่ แต่เราทุกคนเป็นผู้รู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไรนะ การประพฤติการปฏิบัตินั้นมุ่งที่บริสุทธิคุณ ด้วยเหตุผลนี้เราจะไปตรึกในกามนั้นไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้เราจะไปตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิว่าเราไปตรึกในกามไม่ได้ เราไปตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามายังบริสุทธิคุณ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราทุกคนต้องเคารพ เราทุกคนต้องไม่ละเมิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจนั้นมีความตั้งใจตั้งเจตนา ต้องอาศัยการวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้จึงมุ่งเป้ามาที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทมุ่งเป้ามาที่อาชีพ

 

การปฏิบัติใจนั้นถึงมาปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทมาปฏิบัติที่อาชีพ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ใจนั้นเพียงแต่ตั้งใจตั้งเจตนา การตั้งใจตั้งเจตนานี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ถ้าภาชนะที่คว่ำ ภาชนะที่ล้ม เป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนาเพื่อทำหน้าที่ เพื่อไม่ให้มีความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาด มันคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมุ่งเป้ามาที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ไม่มองข้ามกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เน้นที่บริสุทธิคุณ

 

พระธรรมพระวินัยให้เรารู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการพัฒนาใจ เป็นการพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันที่เป็นเอไอทางจิตใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นเอไอทางวัตถุเพื่อเป็นปัญญาประดิษฐ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเราต้องเอามาทำหน้าที่ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านได้ตรัสว่าท่านจะละสังขารปรินิพพาน เป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษาได้ตรัสพระธรรมเอาพระวินัยให้พุทธบริษัทได้รู้ได้เข้าใจ เพื่อเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน อาศัยพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

พระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ มีความละเอียดมาก อาจจะขัดกับการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้ถอนสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นได้ ทรงไว้เฉพาะสิกขาบทใหญ่เป็นหลัก เช่น ปาราชิก สังฆาทิเสส อนิยต นิสัคคีปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ เสขิยะ

 

พระภิกษุพากันรู้เข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นบริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้เกิดความรอบคอบ ไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่มองข้ามหน้าที่ ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

หลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ๓ เดือนก็ได้มีการสังคายนาที่มีพระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูป

 

สังคายนาครั้งแรกที่สมบูรณ์เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ 3 เดือน โดยพระอรหันต์สาวก 500 รูป อันมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ณ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นองค์อุปถัมภ์

รายละเอียดดังต่อไปนี้

 

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยานของเหล่ามัลลกษัตริย์ แห่งเมืองกุสินารานั้น พระมหากัสสปะอยู่ต่างเมืองทราบข่าวพระประชวรของพระพุทธองค์ จึงเดินทางพร้อมภิกษุบริวารประมาณ 500 รูป เพื่อเฝ้าพระพุทธองค์ก่อนเข้าไปยังเมืองกุสินารา ได้พักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง

 

ขณะนั้นอาชีวกนักบวชนอกพุทธศาสนาคนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพเดินออกนอกเมืองมา พระมหากัสสปะจึงเอ่ยถามถึงพระพุทธเจ้า อาชีวกคนนั้นกล่าวว่า ศาสดาของพวกท่านปรินิพพานได้ตั้ง 7 วันแล้ว พวกท่านยังไม่ทราบอีกหรือ

 

ได้ยินดังนั้น ภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็นั่งนิ่งปลงธรรมสังเวช พิจารณาความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร

 

ฝ่ายภิกษุที่ยังเป็นเสขบุคคลและปุถุชนอยู่จำนวนมากก็พากันร่ำไห้อาลัยอาวรณ์ในพระพุทธองค์

 

มีขรัวตารูปหนึ่งนามสุภัททะ ได้เห็นภิกษุทั้งหลายร่ำไห้อยู่ จึงปลอบโยนว่านิ่งเสียเถอะ อย่าร้องไห้เลย พระศาสดาปรินิพพานไปก็ดีแล้ว สมัยยังทรงพระชนม์อยู่ทรงจู้จี้สารพัด ห้ามโน่นห้ามนี่ จะทำอะไรก็ดูผิดไปหมด ไม่มีอิสระเสรีภาพเลย บัดนี้เราเป็นอิสระแล้ว ปรารถนาจะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้

 

พระมหากัสสปะได้ยินดังนั้นก็สลดใจ “โอหนอพระบรมศาสดาสิ้นไปยังไม่ข้าม 7 วันเลย สาวกของพระองค์พูดได้ถึงขนาดนี้ ต่อไปนานเข้าจะขนาดไหน”

ท่านรำพึงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะทรงพระชนม์อยู่ทรงมีพระมหากรุณาแก่ท่านเป็นกรณีพิเศษ ได้ประทานบาตรและจีวรแก่ท่าน และทรงรับเอาบาตรจีวรของท่านไปทรงใช้เอง นับว่าทรงไว้วางพระทัยต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง

 

เมื่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ถูกดูหมิ่นจ้วงจาบเช่นนี้จะนิ่งดูดายหาควรไม่

      

ท่านจึงตัดสินใจทำสังคายนาโดยคัดเลือกพระอรหันต์สาวกผู้ทรงอภิญญาได้จำนวน 499 รูป เว้นไว้ 1 รูป เพื่อพระอานนท์

 

ขณะนั้นพระอานนท์ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล จะเลือกท่านด้วยก็ไม่ได้ เพราะคุณสมบัติยังไม่ครบ ครั้นจะไม่เลือกก็ไม่ได้ เพราะการทำสังคายนาครั้งนี้ขาดพระอานนท์ไม่ได้ เนื่องจากพระอานนท์เป็นผู้ใกล้ชิดพระพุทธองค์มากที่สุด ได้ทรงจำพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์มากกว่าใคร

 

พระมหากัสสปะจึงให้โอกาสพระอานนท์เพื่อเร่งทำความเพียร เพื่อทำที่สุดทุกข์ให้ได้ทันกำหนดสังคายนา อันจะมีขึ้นใน 3 เดือนข้างหน้า

 

พระอานนท์จึงเร่งบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างหนัก แต่ยิ่งเพียรมากเท่าไร ก็ดูเสมือนว่าจุดหมายปลายทางห่างไกลออกไปทุกที

 

จึงรำพึงว่าพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่า เราจะทำที่สุดทุกข์ได้ไม่นานหลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คำพยากรณ์ของพระพุทธองค์คงไม่มีทางเป็นอื่นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราจะต้องเพียรให้มากขึ้นกว่าเดิม

 

วันหนึ่งหลังจากเพียรภาวนาอย่างหนักรู้สึกเหนื่อยจึงกำหนดว่าจะพักผ่อนสักครู่แล้วจะเริ่มใหม่ จึงนั่งลงเอนกายนอนพัก เท้าไม่ทันพ้นพื้น ศีรษะไม่ทันถึงหมอน ท่านก็ “สว่างโพลงภายใน” บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ขีณาสพทรงอภิญญาในบัดดล

 

ขณะนั้นพระสงฆ์ 499 รูป กำลังนั่งประชุมกันตามลำดับพรรษา เว้นอาสนะว่างไว้หนึ่งที่สำหรับพระอานนท์ พระอานนท์ต้องประกาศว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงเข้าฌานบันดาลฤทธิ์ดำดินไปโผล่ขึ้นนั่งบนอาสนะ ท่ามกลางสังฆสันนิบาต ทันเวลาพอดี

 

เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว พระมหากัสสปะประมุขสงฆ์ได้ประกาศให้พระอุบาลีผู้เชี่ยวชาญพระวินัยทำหน้าที่วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์ผู้เป็นพหูสูตทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม โดยตัวท่านเองทำหน้าที่เป็นผู้ซักถามประเด็นต่างๆ มีพระสงฆ์ทั้งปวงช่วยกันสอบทาน

 

ลักษณะของการสังคายนาคงเป็นทำนองนี้คือ

1. พระสงฆ์ทั้ง 500 รูป คงต่างก็เสนอพระธรรมเทศนาที่ตนได้ยินมาจากพระพุทธเจ้า มากบ้างน้อยบ้าง ข้อมูลส่วนใหญ่ก็ได้มาจากพระอุบาลีและพระอานนท์

2. พระธรรมเทศนานั้นๆ พระพุทธองค์คงทรงแสดงโดย “ภาษา” ถิ่นต่างๆ พระสงฆ์ในที่ประชุมคงตกลงกันว่าจะต้องใช้ภาษาใดภาษาหนึ่ง “ร้อยกรอง” เป็นภาษา “มาคธี” (หรือภาษามคธ) เมื่อซักถามและตอบให้อรรถาธิบายจนเป็นที่ตกลงกันแล้ว ก็ “ร้อยกรอง” เป็นภาษามาคธี

3. เมื่อร้อยกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์ทั้งปวงก็ “สวดสังวัธยายร่วมกัน” คือท่องพร้อมๆ กัน เพื่อให้จำได้คล่องปาก เพราะฉะนั้น จึงเรียกกิจกรรมครั้งนี้ว่า “สังคายนา” (แปลว่าสวดร่วมกัน, สวดพร้อมกัน) ด้วยประการนี้

 

สังคายนาครั้งนี้กระทำ ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหาข้างเขาภารบรรพตนอกเมืองราชคฤห์เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ มีพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ครองนครขณะนั้นทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ กระทำกันอยู่เป็นเวลา 7 เดือนจึงสำเร็จ

 

การทำสังคายนาครั้งแรกนี้เรียกว่า “สังคายนาพระธรรมวินัย” เนื่องจากยังไม่มีพระไตรปิฎกและได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาโดยระบบ “มุขปาฐะ” (คือการท่องจำ)

 

พระศาสนาเป็นทางสายกลางเป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เพื่อเราทุกคนจะได้ทำหน้าที่เพื่อเป็นทางสายกลาง เน้นที่ปัจจุบัน เน้นที่หน้าที่

 

ที่มีผู้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เน้นไปยังปัจจุบันที่ปัจจุบัน นี้มีความหมายเป็นอย่างไรเป็นเช่นไร มีความต้องการอยากจะทราบว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เงื่อนไขเป็นอย่างไร ปัจจัยเป็นอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

อดีตนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ปัจจุบันนี้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ อนาคตอยู่ข้างหน้าก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ การปฏิบัติถ้าเรามุ่งเป้าไปยังปัจจุบันมันก็เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและเป็นประโยชน์ของอนาคต

 

เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานก็อยู่ที่นั่น ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนนรกก็อยู่ที่นั่น ปัจจุบันนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การปฏิบัติของเรานั้นถึงจะไม่ได้ข้ามภพข้ามชาติไม่ได้ข้ามหน้าที่

 

อย่างเราเรียนหนังสืออย่างนี้เรามีความสุขในการเรียนหนังสือปัญญาเราก็ย่อมได้ เราไม่มีความสุขในการเรียนหนังสือเราก็มีความทุกข์ ปัญญาเราก็ไม่มี

 

ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการทำงาน พระนิพพานนั้นก็อยู่กับหน้าที่ พระนิพพานนั้นก็อยู่กับงาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราทุกคนต้องมารู้เข้าใจ พากันมีฉันทะมีความพอใจ พากันมามีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่กับหน้าที่ในหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเรามีฉันทะเรามีความพอใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่เราจะเอามาใช้เพื่อให้ทันกาลทันเวลาทันโลกทันสมัย

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทุกคนไม่มีใครเสียสละ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนมันเป็นวัฏฏสงสาร

 

ด้วยเหตุผลนี้วิมุตติความหลุดพ้นถึงเป็นการเสียสละ

 

มีคำถามว่าเราพากันไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ไม่เอาพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ไหม เราเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไปคิดว่าเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจ ไม่เอาพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราพากันคิดว่าเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจ ทำไมเราพากันทานอาหารอยู่ ทำไมเราฉันภัตตาหารอยู่ ทำไมเราไม่คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่จิตที่ใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราจะไปทิ้งพระวินัยนั้นไม่ได้ ถ้าเราไปคิดว่าพระวินัยนี้เพื่อเป็นการประคองหมู่สงฆ์ให้มีความสงบเรียบร้อยเท่านั้น พระวินัยนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ พระวินัยนี้เป็นเรื่องบริสุทธิคุณไม่ใช่การปกครองสงฆ์ให้เป็นความสงบเรียบร้อยนะ

 

พระวินัยเน้นบริสุทธิคุณ ด้วยเหตุผลนี้ พระวินัยนั้นเราจะละเมิดไม่ได้ เราจะยกเลิกไม่ได้ เรามีข้อแม้กับพระวินัยนั้นไม่ได้ ดวงตาของเรานี้มีความสำคัญที่ไว้สำหรับมองเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย พระวินัยนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าดวงตาของเราเสียอีก

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปละเมิดพระวินัยไม่ได้ พระธรรมนั้นมาจากไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมนั้นมาจากพระวินัยนะ ถ้าเราไม่มีพระวินัยเราจะมีพระธรรมได้อย่างไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระวินัยคืออุปกรณ์คือกรรมกร เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนไปทิ้งพระวินัยไปละเมิดพระวินัยนั้นไม่ได้ พระวินัยนี้ไม่ใช่ปกครองสงฆ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยนะ พระวินัยนี้มุ่งเป้าเพื่อเข้าสู่บริสุทธิคุณ เพื่อความดับไม่เหลือแห่งภพชาติและตัวตน

 

คำว่าพระได้แก่พระวินัยนะ ถ้าไม่มีพระวินัยจะมีพระธรรมได้อย่างไร ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ผู้ปฏิบัติเน้นบริสุทธิคุณ เราไปทิ้งพระธรรมพระวินัยเราจะเป็นพระได้อย่างไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ ให้เอาพระธรรมเอาพระวินัย เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญยิ่ง ๆ สำคัญจริง ๆ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันลืมจะไม่มีหลงลืมเพราะมันเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์

 

อย่างความจำ เช่น เราท่องจำเราไม่รู้ความหมาย เช่นเราท่องจำบทสวดมนต์ได้ เราท่องจำสวดปาฏิโมกข์ได้ ถ้าเราไม่สวดประจำถ้าเราไม่ท่องประจำความจำนั้นก็ย่อมหลงลืมเลือน

อย่างพระที่ประเทศอินเดียเนปาล ท่านเป็นคนประเทศอินเดียประเทศเนปาลท่านไม่ต้องเรียนหนังสือเพื่อรู้เรื่องภาษาของประเทศอินเดียของประเทศเนปาล

 

เราเป็นคนประเทศอื่นเราไม่รู้ภาษาอินเดียเนปาลเราก็ต้องเรียนก็ต้องเรียนภาษาอินเดียเนปาล

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงไม่ใช่ความจำเพราะเป็นความรู้ความเข้าใจ พระวินัยเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ คันถธุระในการเรียนรู้เพื่อให้รู้ให้เข้าใจ วิปัสสนาธุระเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ คำว่าธุระนั้นคือธุรกิจ เรามาเอาพระวินัยมาใช้เป็นหน้าที่เป็นธุรกิจได้แก่กิจที่ควรทำและยกเลิกกิจที่ไม่ควรทำ

 

เพราะกิจที่ควรทำนั้นได้แก่พระนิพพาน กิจที่ไม่ควรทำได้แก่นรก นิพพานได้แก่ธรรมนูญได้แก่รัฐธรรมนูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ นิพพานนั้นคือธรรมวินัยได้แก่ธรรมนูญ

 

ธรรมนูญรัฐธรรมนูญเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ธรรมนูญนั้นถึงเป็นการยกเลิกตัวตน ธรรมนูญนั้นถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน ธรรมนูญนั้นถึงยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีดำ ถ้าจางลงมาหน่อยก็สีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ด้วยเหตุนี้เราทุกคนต้องพากันเสียสละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่เสียสละสติสัมปชัญญะของเราจะมีได้อย่างไร การเสียสละนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นหน้าที่อยู่ที่เราเสียสละ ถ้าเราเสียสละสติสัมปชัญญะสติสัมปชัญญะของเราถึงจะมี ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีความสงบ ความไม่สงบคือขั้วบวกขั้วลบ ความไม่สงบมันเป็นการเดินไปข้างหน้าที่ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิมที่ศัพท์ว่าคน คนนี้หมายถึงเดินไปข้างหน้ากลับมาที่เก่าที่เดิมเรียกว่าคน

 

ความไม่สงบนั้นเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นเหตุไม่ให้มีสติไม่ให้มีสัมปชัญญะ

 

ความไม่เข้าใจนั้นทำให้เราทุกคนเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ทำให้เราทุกคนมีโลกส่วนตัว

 

ที่เราพากันคิดว่าต้องการความสงบ ไม่ใช่นะ นี้เป็นผู้ที่มีโลกส่วนตัวต่างหาก พระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกโลกส่วนตัวนะ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

พระวินัยจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อให้พระธรรมนั้นเกิดได้ ตัวตนนี้ไม่อยากเสียสละ เราคิดดูดี ๆ นะ ตัวตนมันคือโลกส่วนตัวนะ ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะนะ ที่มีผู้ที่ถามว่าชอบความสงบนั้นไม่ใช่

 

คนที่ชอบความสงบนั้นต้องยกเลิกส่วนตัว ถ้าเรามีโลกส่วนตัวเราจะปฏิบัติพระวินัยได้อย่างไร ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระวินัยนี้มายกเลิกโลกส่วนตัว

 

มีคำถามว่า ถ้าเราเอาพระวินัยเอาข้อวัตรข้อปฏิบัติทำอย่างนี้เราจะไม่เครียดเหรอ

 

เราเอาพระวินัยนี้แหละถึงจะไม่เครียด เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความเครียดมันจะมีได้อย่างไร

 

ถ้าเราไม่เอาพระวินัยเอาข้อวัตรกิจวัตรเราก็ไม่ใช่พระ เราก็เป็นตัวเป็นตนเพราะเราทิ้งพระวินัยเราก็เป็นตัวเป็นตน ถ้าเราเอาพระวินัยมาเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติธรรมะนั้นถึงจะเกิดได้

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นพระวินัย พระวินัยนั้นจะเป็นสาเหตุให้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าไม่มีพระวินัยยกเลิกตัวยกเลิกตนไม่ได้ เข้าสู่ความวิเวกไม่ได้ เพราะตัวตนนั้นถึงความไม่วิเวก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ให้เอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี ความเครียดนั้นก็ย่อมไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนต้องหยุดตัวเองด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยหน้าที่

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าจะเดินทางถ้าเราไม่เดินมันจะไปไหม ถ้าเราไม่เดินคือไม่ได้ไป

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราก้าวไปด้วยพระวินัย ถ้าไม่มีพระวินัยธรรมะนั้นเกิดไม่ได้ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนจะหยุดได้ก็ด้วยพระวินัย เอาพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตรเป็นการทำหน้าที่

 

ในหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องมาเอาความรู้ความเข้าใจทั้งเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นความรู้ความเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เรามองดูคนอื่น ไม่ให้เปรียบเทียบคนอื่น มุ่งเป้ามายังตัวเรา ถ้ามองดูคนอื่นก็มองเพื่อจะเป็นผู้ช่วยเหลือเพื่อจะเป็นผู้ให้

 

พระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพื่อพัฒนาเอไอเพื่อให้เป็นปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เป็นนิติบุคคลตัวตนประดิษฐ์

 

ในพรรษานี้เราพากันมาเน้นที่ตัวเรา มุ่งเป้าที่ตัวเรา เอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เอาพระวินัยเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ธรรมะนั้นถึงจะเกิดได้

 

เรามาทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เวลาเราตื่นอยู่นี้แหละ เราเอาพระวินัยมาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อเป็นเอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาประดิษฐ์

 

เรามาหยุดเรา มายกเลิกเรา เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติปฏิบัติไม่มีใครทำหน้าที่ให้เรา เราต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา เราต้องลงรายละเอียดเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

พระวินัยนั้นเราต้องรู้เข้าใจ พระวินัยนั้นคือความวิเวกที่ไม่ให้เราทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยที่จะให้เรายกเลิกโลกส่วนตัว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาปัจจุบัน ให้ทำหน้าที่ที่ปัจจุบัน อย่าพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้มันเป็นการผิดพลาดมันเป็นการเนิ่นช้าเสียเวลา โอกาสที่จะผิดพลาดนั้น ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ดับไม่เหลือเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่พุทธกิจ ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ

 

พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานถึงศาสนกิจอยู่ที่ปัจจุบันนะ ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ความเครียดนั้นไม่มีความทุกข์ไม่มีเพราะเรามีฉันทะมีความพอใจ

 

เราเอาพระพุทธเจ้าอย่าเอาสามัญชนเป็นหลัก พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เราต้องรู้จักกระแสรู้จักโซเชียล เราทุกคนต้องหยุดโซเชียลหยุดกระแส เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

มุ่งเป้ามาที่พระวินัย พระวินัยเป็นสาเหตุเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ให้ธรรมะเกิดขึ้นได้

 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระวินัยที่เน้นเรื่องจิตเรื่องใจเน้นบริสุทธิคุณ ธรรมะถึงจะเกิดได้ บริสุทธิคุณถึงจะเกิดได้

 

เราต้องพากันมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละสติสัมปชัญญะของเราย่อมไม่มี ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมองเห็นความสำคัญในพระวินัยในหน้าที่ ไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท

 

ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายเพื่อให้เราเห็นคุณค่าในพระวินัยธรรมะนั้นถึงจะเกิดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ดังปัจฉิมโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 132,149