๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๖ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่า
พระวินัยนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องเอาพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติ ถ้าไม่เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติ ธรรมะนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าท่านไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
ให้ทุกคนเข้าใจว่า พระวินัยนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ คำว่าพระให้เราเข้าใจ คำว่าพระก็ได้แก่พระวินัย ถ้าไม่มีพระวินัยนั้นธรรมะนั้นเกิดไม่ได้
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระวินัยนั้นเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ปัจจุบันนี้จึงเป็นวาระแห่งชาติ เราทุกคนประมาทไม่ได้ ตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามุ่งเป้ามายังบริสุทธิคุณ พระวินัยนั้นเป็นบริสุทธิคุณ การปฏิบัติต่อพระวินัยนั้นถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ความเคารพในพระวินัยจะเป็นสาเหตุให้เกิดมีพระธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุ พระวินัยนั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย ถ้าเราทิ้งพระวินัยนั้นก็ย่อมไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ธรรมะจะเกิดได้ก็จากพระวินัย
ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม ธรรมะจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัยนะ การปฏิบัติให้พระธรรมเกิดนั้นต้องอาศัยพระวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
พระวินัยนั้นเป็นอุปกรณ์เป็นกรรมกร เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมที่จะให้พระธรรมนั้นเกิดได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้นะ ภาชนะที่คว่ำคือภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่ล้มคือภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังที่พระวินัย เพราะพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นหน้าที่ของหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะประมาทไม่ได้ ตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ ความเคารพที่ไม่ตรึกนึกคิดในเรื่องของกามคุณ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ที่เป็นกามคุณ ความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่านี้มันคือกาม ความรู้สึกนึกคิดในเรื่องพยาบาท ปฏิฆะ เครียดแค้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราไปตรึกนึกคิดใน ๒ อย่างนี้ไม่ได้ เพราะความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้มันคือสงคราม สงครามจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน ขยายวงกว้างออกไปสู่ครอบครัว หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามนี้แหละเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจปัญหาให้รู้จักปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญามารู้มาเข้าใจ จะได้เอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ พระธรรมนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้ามายังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การเผยแผ่ธรรมวินัยนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมุ่งเป้ามายังตัวเรานะ การทำหน้าที่ของตัวเองนั่นแหละได้ประโยชน์ ๒ ทางเลยนะ ได้ทั้งประโยชน์ของเราเอง ได้ทั้งประโยชน์ของผู้อื่นด้วยความรู้ความเข้าใจ
การเผยแผ่ของพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการทำหน้าที่ของพระอรหันต์ขีณาสพนะ ไม่ใช่ไปแก้ใครนะ ไปแก้ตัวเอง มุ่งเป้ามายังหน้าที่ของตัวเอง ทำประโยชน์ของตัวเองนั่นแหละคือทำประโยชน์ของผู้อื่น
สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร เราทุกคนไม่ต้องการที่จะเสียสละ ทุกคนจะมีโลกส่วนตัว มีโลกตัวกูของกู ตัวสูของสู ไม่เสียสละ วิมุตติความหลุดพ้นเราต้องรู้เข้าใจ ได้แก่หน้าที่ ได้แก่พระวินัยที่เราต้องทำหน้าที่นะ
เราต้องรู้จักหน้าที่นะ หน้าที่ของเราเราคิดดูดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว ไม่มีชั่ว หน้าที่ของเราดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว ไม่มีชั่ว หน้าที่ของเรากิริยามารยาทดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว อาชีพเลี้ยงชีพชอบด้วยไม่เอาความสุขจากความหลง เอาความสุขจากที่เราทุกคนต้องเสียสละมันก็ดีอยู่แล้ว มันไม่ชั่ว
ความดีที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิมันจะเป็นความสุขอยู่ที่ปัจจุบันนะ เป็นความสุขอยู่ที่หน้าที่นะ พระวินัยนั้นเป็นความสุขนะ ต้องรู้เข้าใจว่าพระวินัยนั้นเป็นความสุข มีความสุขในหน้าที่ ฉันทะความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในหน้าที่นั้นเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา
เพื่อให้อบรมบ่มอินทรีย์เพื่อความดีและปัญญาก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ ฉันทะนี้คือความเข้าใจที่ประกอบด้วยปัญญา ความยึดมั่นถือมั่นในพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าพระวินัยนั้นจะยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นคนรวย เราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนคนรวยนั้นดับทุกข์ได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าเรามีอำนาจในการควบคุมคนอื่น ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราดับทุกข์ได้ไหม เราดับทุกข์ไม่ได้ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงบอกกับพวกเราทั้งหลายว่าเธอทั้งหลายต้องหยุดตัวหยุดตน ยกเลิกตัวยกเลิกตน ต้องพากันมาเสียสละ เอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้มาดำเนินชีวิต ธรรมะที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจจะได้เดินไปพร้อม ๆ กัน
เราทุกคนมุ่งเป้ามายังหน้าที่ที่ตัวเรา ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเราอย่างนี้ มีความเห็นเหมือนกัน มีความเข้าใจเหมือนกันปฏิบัติเหมือนกัน เป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่ไม่มีความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ความรู้ความเข้าใจนี้เราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติเราทุกคนเอาการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม เอาการปฏิบัติธรรมเป็นการทำงาน มีฉันทะมีความพอใจในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้า ไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรมไปได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะ อยู่ในโลกนี้มีใครมั๊ยไม่แก่เจ็บตายพลัดพราก ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มี
ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราจะไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะภายนอกภายในที่มันเป็นโซเชียลที่เป็นกระแสนั้นไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ไม่ตรึกนึกคิดในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท เรามาเสียสละ
ดวงตานั้นมีความสำคัญมาก ถ้าเราไม่มีดวงตาเราก็เดินทางไม่ได้ พระวินัยนั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระวินัยยิ่งกว่าดวงตาเสียอีก เราไปทิ้งพระวินัยไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ เราอย่าไปคิดว่าใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร
เรื่องนี้ก็จริงอยู่ แต่ตัวของเราเองนี้นะเป็นผู้รู้เป็นผู้ที่เห็นเป็นผู้ที่เข้าใจ เราปกปิดคนอื่นได้ เราไม่สามารถปกปิดตนเองได้นะ
พระวินัยเท่านั้นต้องรู้เข้าใจ การฝึกใจก็จริงอยู่ถ้าเราไม่ให้ใจมันตรึกมันก็ตรึกไม่ได้นะ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าการฝึกใจต้องไปฝึกที่กายฝึกที่วาจากิริยามารยาทไปยกเลิกอาชีพที่เป็นความหลงนะ ใจมันไม่หยุดก็ให้กายมันหยุดก่อน ใจมันไม่สงบก็ให้กายมันสงบก่อน ใจมันไม่สงบก็ให้กิริยามารยาทนั้นดีก่อน ใจไม่สงบให้อาชีพนั้นยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราทำไมถึงพากันแก้ปัญหาไม่ได้ มันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเราจะมีปัญหาได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
เราพากันรู้พากันเข้าใจ อย่างเราพากันเป็นนักบวช นักบวชถ้าไปทิ้งพระวินัยธรรมะเกิดขึ้นได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้ อย่างนักบวชเรานี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้นำภัยภายในออกภายในเข้าด้วยการคลุกคลี ภายในก็ได้แก่ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ ภายนอกก็ได้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์
สิ่งภายนอกสิ่งภายในนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจพระวินัย เพราะเหตุผลว่า พระวินัยนั้นจะทำให้ธรรมะเกิดได้
เราพากันคิดดูดี ๆ อย่างเรามีโทรศัพท์มือถือนี้ใจของเรามันจะสงบได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้
เพราะเหตุผลว่า เราได้นำภัยภายในออกภายนอกเข้า ภายในออกภายในออกมันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันไม่ใช่ความสงบมันไม่ใช่พระวินัย ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรมได้
เราต้องรู้เข้าใจสำหรับเสขบุคคล บุคคลที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระอรหันต์ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อจะไม่ได้ให้ภัยภายในออกภายนอกเข้า
พระวินัยถึงหยุดภัยภายนอกหยุดภัยภายใน ด้วยเหตุผลนี้ สามัญชนทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องพากันมาเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เราทุกคนมันหลงในกามมันหลงในพยาบาท เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
การมีโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นการนำภัยภายในออกภายนอกเข้า การมีโทรศัพท์มือถือนั้นจึงเป็นความไม่ถูกต้อง
เราจะไปถือมติว่าอยู่ในโลกนี้เค้ามีโทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าคนในโลกนี้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เค้าเอาความหลงนำชีวิตเค้าเอาความผิดนำชีวิต เค้าไม่ได้เอาพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
พระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราจะเข้าถึงความวิเวกได้ก็มาจากพระวินัย ธรรมะที่จะเกิดได้ก็มาจากพระวินัยนะ
พระวินัยนั้นเน้นที่บริสุทธิคุณนะ เน้นเพื่อละตัวละตนนะ เน้นเรื่องจิตเรื่องใจนะ ตัวตนนั้นต้องอาศัยพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ
เราพากันมองดูภาพรวมของโลก โลกนี้ประชากรของโลกพากันมีความทุกข์มาก ทุกข์จริง ๆ ทุกข์เป็นอย่างยิ่ง
เพราะเหตุใดถึงมีความทุกข์มาก ๆ มีความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความไม่รู้ไม่เข้าใจได้พากันไปตามกระแสพากันไปตามโซเชียล ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่หลงลืมได้ ถ้าเป็นความจำไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะอันนี้เป็นเพียงสัญญาขันธ์
อย่างบทสวดมนต์ที่เป็นภาษาบาลีเราไม่รู้ไม่เข้าใจในภาษานั้น ไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีถ้าเราไม่ท่องจำเกือบทุกวัน ความจำนั้นก็ย่อมหลง เพราะนี้ยังไม่ใช่ความเข้าใจ
ความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่หลงลืม เราเข้าใจอย่างนี้เราไม่คิด อย่างนี้เราไม่พูด กิริยามารยาทอย่างนี้ไม่ดี เราเข้าใจเราไม่ทำกิริยามารยาทนั้น ๆ อาชีพอย่างนี้มันไม่ดีมันเอาความสุขจากความหลง เอาความสุขที่มันจะเกิดปัญหา
ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะมีความสุขในการปฏิบัติพระวินัย มีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขจะได้เอาวิกฤตนี้เป็นโอกาส จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะเอาปัญญามีความสุขในการทำหน้าที่
เพราะเหตุผลว่าพระวินัยต้องเป็นเหตุเป็นปัจจัยในการทำหน้าที่ พระวินัยถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ธรรมะเกิดได้
ความรู้นี้ถ้าเรารู้เข้าใจว่าพระวินัยคือเหตุคือปัจจัย เมื่อเรารู้เข้าใจเราถึงจะมีความเคารพ ความเคารพในพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจนี้คือความดีที่ประกอบด้วยปัญญา พระวินัยนั้นเป็นความดี เป็นคุณสมบัติของผู้ดี เป็นผู้ปฏิบัตดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยดีจริง ๆ สุดยอดจริง ๆ ว่าพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเสียสละ ให้เราทำหน้าที่
วิมุตติหลุดพ้นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปัญญาบริสุทธิคุณอยู่ที่การทำหน้าที่นะ วิมุตติความหลุดพ้นของพระอรหันต์ขีณาสพอยู่ที่การทำศาสนกิจอยู่ที่ทำหน้าที่นะ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระวินัยนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้พวกเราคิดกันว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ เราคิดอย่างนั้นทำไมเราถึงทานอาหารอยู่ทำไมเราถึงฉันอาหารอยู่ ทำไมเราไม่บอกตัวเองว่าไม่ต้องทานอาหารไม่ต้องฉันอาหารเพราะมันอยู่ที่ใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละนั้นคือไม่ได้เสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราจะมีพระวินัยมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มี ถ้าเราไม่เสียสละเราจะมีทานมั๊ย มีศีลมั๊ย มีสมาธิมั๊ย มีปัญญามั๊ย “ไม่มี” พระวินัยนั้นเราต้องรู้เข้าใจ เน้นที่สติเน้นที่สัมปชัญญะเน้นที่การเสียสละ
ด้วยเหตุผลนี้ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านตรัสกับพระอานนท์พร้อมกับหมู่สงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่าพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระวินัยธรรมะนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะธรรมะจะเกิดได้มาจากพระวินัย
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับพระอานนท์กับสงฆ์สาวกทั้งหลายว่าเธอทั้งหลายต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมพระวินัย
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมี ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า การตรัสรู้นั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิความรู้ความเข้าใจ เอาพระวินัยเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ธรรมะนั้นถึงเกิดได้ ถึงเรียกว่าพระธรรมพระวินัย
พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นมีมากมายในการพัฒนาใจ การพัฒนาใจต้องพัฒนาพระวินัย ธรรมะนั้นถึงจะเกิดได้
สงฆ์สาวกเห็นว่าพระวินัยข้อไหนจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไม่สะดวกในการทำหน้าที่ในการประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ที่เป็นสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ให้เพิกถอนสิกขาบทนั้นได้
พระอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์สาวกว่าพระธรรมพระวินัยนั้นมีไว้สำหรับยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าไม่มีพระวินัยจะมีอุปกรณ์มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ได้อย่างไร
ด้วยเหตุผลนี้ พระวินัยเราต้องรู้ต้องเข้าใจเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อให้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นความสงบและปัญญาเพื่ออบรมบมอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาที่จะต้องเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นกระแส
คำว่าตกกระแสนี้หมายถึงผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่เอาพระวินัยเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
เรามาร่วมรวมกันทำหน้าที่ทำข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราพากันมาเอาพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่ เราพากันรู้เข้าใจว่าพระวินัยนั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถ้าเราทิ้งพระวินัย พระวินัยนั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราจะไปมีข้อแม้ใด ๆ นั้นไม่ได้
การปฏิบัตินั้นให้เรารู้เข้าใจ เน้นมาที่ใจที่เจตนา เน้นมาที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเน้นไปยังพระวินัยเน้นไปยังหน้าที่เพื่อเป็นข้อวัตร
ทำว่าวัตรนี้เราต้องพากันรู้เข้าใจ วัดนี้ไม่ใช่โบสถ์ศาลาไม่ใช่วิหารไม่ใช่โรงครัวไม่ใช่อาคารไม่ใช่กุฏิ วัดนี้หมายถึงพระวินัยที่เป็นเครื่องวัด ที่เป็นมิเตอร์วัด
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเน้นมาที่ตัวเรา คนอื่นในโลกนี้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเรื่องของเขา เราเน้นมาที่ตัวเรา
ชาตินี้เรามายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร มาเอาพระพุทธเจ้า มาเอาพระอริยสงฆ์ที่เป็นพระรัตนตรัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ที่ตัวเรา
เพราะเหตุผลว่าพระพุทธเจ้าถ้าอยู่ภายนอกนั้นดับทุกข์ไม่ได้พระอรหันต์ถ้าอยู่ภายนอกนั้นดับทุกข์ไม่ได้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือพระพุทธนั่นแหละคือพระธรรมนั่นแหละคือพระอริยสงฆ์มุ่งเป้ามาที่ตัวเราที่หน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ
มีความไม่แน่ใจว่าเราปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่เครียดเหรอ เราต้องรู้เข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานมันจะเครียดได้อย่างไร เพราะฉันทะในหน้าที่ความเครียดนั้นจะไม่มี
เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นเป็นเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีตัวมีตนพระนิพพานก็ไม่มี ถ้าเรามีความสุขทุกข์ก็ไม่มี เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว เราต้องรู้เข้าใจ การรักษาพระวินัยนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะไม่มีความเครียด เราจะรู้สึกว่า แหม...ทำไมมีความสุขมากจังเลย ทำไมมีความสุขอย่างนี้
ก็เพราะเหตุผลว่าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นจะมีได้อย่างไร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาทจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่าต้องเอาความรู้ความเข้าใจเพื่อเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ธรรมะถึงจะเกิดได้ จึงได้ประทานปัจฉิมโอวาทไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา