๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๗ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม นั่งให้ตัวตรง ๆ ไม่ให้ตัวโค้งไม่ให้ตัวงอ ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกให้สบาย

 

ปิดโทรศัพท์ไว้ทุก ๆ คน เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอื่น ไม่ให้พูดคุยกัน ใครนำเด็กมาเด็กที่ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ ให้พาเด็กออกไปข้างนอก ไม่ให้เดินไปเดินมา งดการถ่ายรูป จะบันทึกเสียงทางโทรศัพท์นั้นบันทึกได้

 

การฟังธรรมเพื่อความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันหลงลืม ถ้าเป็นความจำยังไม่เป็นความเข้าใจ ไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เราจะได้เอาความรู้มาเป็นคู่กับการประพฤติกับการปฏิบัติ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะเหตุผลว่าไม่มีอะไรที่ไม่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพจะเป็นอริยมรรค

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่

 

ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นถึงอยู่กับเราทุก ๆ คนที่เป็นผู้รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่

 

ชาติศาสน์กษัตริย์ได้แก่ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ ผู้ที่ทำหน้าที่  ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติของการทำหน้าที่

 

ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นถึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

วิมุตติความหลุดพ้นนั้นถึงไม่เป็นขั้วบวกถึงไม่เป็นขั้วลบ เป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจจากการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสวยวิมุตติสุขในการตรัสรู้อยู่เพียง ๗ สัปดาห์จากการตรัสรู้ จากการเสวยวิมุตติสุข

 

มีคำถามว่า ทำไมจึงเสวยวิมุตติสุขเพียง ๗ สัปดาห์ เพราะเหตุผลว่าการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงบ้านพักชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ พระนิพพานนั้นเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ปัญหานั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ วิกฤตนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ภพภูมิต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อเอามาทำหน้าที่ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงอยู่ที่มีความรู้ความเข้าใจและทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ พระนิพพานนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ พระนิพพานนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบเป็นความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน พระนิพพานนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นิพพานนั้นก็ย่อมไม่มี วิมุตติความหลุดพ้นนั้นได้แก่การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่างเราหยุดอยู่นี้ได้แก่เราไม่ได้ไป เราไปได้แก่เราไม่ได้หยุดอยู่ ความหยุดอยู่และการไปนั้นคือความปรุงแต่ง นั้นคือขั้วบวกนั้นคือขั้วลบนั้นคือความไม่สงบนั้นแหละคือสงคราม สงครามในตัวผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน ขยายวงกว้างออกไปในครอบครัวหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก สงครามก็ได้แก่ความไม่สงบ พระนิพพานนั้นถึงไม่ใช่การเดินไปข้างหน้า พระนิพพานนั้นถึงไม่ใช่การถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม พระนิพพานนั้นจึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระนิพพานนั้นไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ พระนิพพานนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงไม่ได้เป็นนายทุน พระนิพพานนั้นจึงไม่ได้เป็นกรรมกร พระนิพพานนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ พากันมีฉันทะ มีความพอใจในการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสวยวิมุตติเพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นจึงไม่มีระบบนายทุน จึงไม่มีระบบกรรมกร

 

พระศาสนาทุกพระศาสนามีความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเช่นเดียวกัน เพราะเหตุผลว่า พระศาสนานั้นต้องเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ พระศาสนานั้นเป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไม่ใช่พระศาสนา

 

พระศาสนานั้นจะไม่มีระบบนายทุน พระศาสนานั้นจะไม่มีระบบกรรมกร พระศาสนานั้นถึงยกเลิกระบบนายทุน ยกเลิกระบบกรรมกร

 

ด้วยเหตุผลนี้การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงมายกเลิกระบบนายทุนระบบกรรมกร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราทำอะไรเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนนี้เรียกว่านายทุน

 

เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าเรามีความหวังก็ต้องผิดหวัง เพราะความหวังกับผิดหวังมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน มันเป็นความรู้ความเข้าใจ มันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม เมื่อมันมีความหวังมันก็ต้องผิดหวังมันไม่ใช่ทำงานเพื่องาน พระศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำงานเพื่องาน เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ พระศาสนาทุกศาสนานั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ พระศาสนานั้นถึงไม่มีระบบนายทุน ไม่มีระบบกรรมกร เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นวิมุตติหลุดพ้นจากความรู้ความเข้าใจจากการทำหน้าที่

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ เราเรียนหนังสือเราทำงาน เราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้สำคัญมาก เราส่งลูกไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนทั้งในประเทศต่างประเทศเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจเอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ไปเรียนเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ

 

เรามีตาก็เพื่อยกเลิกอันตราย เรามีความรู้ความเข้าใจก็เพื่อยกเลิกอันตราย ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เอไอทางวัตถุต้องมาจากปัญญาประดิษฐ์ เอไอทางจิตใจต้องเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ความรู้ต้องเอามาใช้ ต้องเอามาทำพุทธกิจสำหรับพระพุทธเจ้า ต้องเอามาใช้ทำศาสนกิจสำหรับพระอรหันต์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าการหยุดเวียนตายเกิดของพระพุทธเจ้านั้นเป็นของพระพุทธเจ้า การหยุดเวียนว่ายตายเกิดของพระอรหันต์นั้นเป็นของพระอรหันต์

 

ด้วยเหตุผลนี้ ท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทางสายกลางนั้นได้แก่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าอยู่ที่อดีตก็เป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าอยู่ที่อนาคตก็เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

การทำหน้าที่นั้นต้องเอาความรู้มาใช้กับการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นเราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ด้วยเราทุกคนต้องไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เราต้องรู้เข้าใจว่าข้อแม้นั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เอาพระวินัยที่เป็นหน้าที่นั้นมาหยุดขั้วบวกขั้วลบ พระวินัยคือหน้าที่นี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ

 

วินัย คือ ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือแบบแผนความประพฤติ ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้เราทุกคนมีสติมีสติสัมปชัญญะ พระวินัยเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราต้องเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อให้ความสงบและปัญญาได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน ความสงบกับปัญญานั้นต้องเดินทางพร้อม ๆ กัน ความสงบและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาที่เดินทางไปพร้อม ๆ กัน พระวินัยนั้นจึงเป็นพุทธกิจ พระวินัยนั้นถึงเป็นศาสนกิจ เป็นกิจที่ควรทำ ยกเลิกในกิจที่ไม่ควรทำ พระวินัยนั้นจึงเป็นความสงบและปัญญาที่จะต้องเป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

พระธรรมพระวินัยนี้เป็นแหล่งผลิตมรรคผลพระนิพพาน จะเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะพระวินัยนั้นหยุดขั้วบวกขั้วลบ

 

 พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นแหล่งผลิตมรรคผลพระนิพพาน เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นแหล่งผลิตมรรคผลพระนิพพาน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าธรรมนูญจะเกิดก็ต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนั้นคือหน้าที่ของหน้าที่ หน้าที่นั้นจึงเป็นพุทธกิจ หน้าที่นั้นจึงเป็นศาสนกิจ กิจที่ควรทำและกิจไม่ควรทำ

 

วัฏฏสงสารที่จะหยุดได้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องอาศัยพระวินัย พระวินัยนั้นจึงเป็นแหล่งผลิตมรรคผลพระนิพพาน

 

ความเคารพ การคารวะในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบเรามีมั๊ย มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เน้นมาที่ความเคารพ ใจของเราทุกคนนี้นะไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราคิดดีชั่วผิดถูกไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่ตัวของเรานั้นทุกคนย่อมรู้ดีกว่าตรึกนึกคิดอะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงต้องมีความเคารพ ด้วยเหตุผลนี้การจะหยุดวัฏฏสงสารได้เราต้องอาศัยความเคารพ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นก็ย่อมไม่มี

 

พระวินัยเรื่องความคิด พระวินัยเรื่องคำพูด พระวินัยเรื่องกิริยามารยาท พระวินัยเรื่องอาชีพ เราต้องรู้เข้าใจว่าพระวินัยนั้นเป็นแหล่งที่ผลิตมรรคผลพระนิพพาน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องเคารพในพระวินัย เพราะพระวินัยนั้นไม่ใช่ให้หมู่มวลมนุษย์อยู่กันอย่างผาสุก ไม่ใช่เพียงมนุษย์อย่างเดียวนะ เพราะธรรมชาติมีอยู่มากมายถึงเรียกว่าธรรมชาติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราอย่าพากันแบ่งขั้วแบ่งพรรคแบ่งพวก การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจไปแบ่งขั้วไม่ได้ ไปแข่งเป็นพรรคเป็นพวกไม่ได้

 

การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงยกเลิกชาติยกเลิกตระกูลยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเราดีกว่าเขาเก่งกว่าเค้ามีเพาเวอร์มากกว่าหรือสู้เขาไม่ได้หรือเสมอเขา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้นี้ก็เพื่อมายกเลิกทาสชาติชั้นวรรณะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความดับทุกข์นั้นต้องไม่เอาความหลงนำชีวิต ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีวินัยในความคิด มีวินัยในการพูด มีวินัยในกิริยามารยาท มีวินัยในอาชีพ อาชีพนั้นต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าไม่มีวินัยธรรมะนั้นเกิดไม่ได้นะ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นมาที่วินัยในความคิด วินัยในคำพูด วินัยในกิริยามารยาท วินัยในอาชีพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกทั้งหลายว่าให้พากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัยได้แก่การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีขั้วบวกขั้วลบนะ เป็ความสงบเป็นวิมุตติหลุดพ้นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติ จึงได้ตรัสว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

การดำเนินชีวิตของเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเพื่อจะได้มีวินัยในความคิด มีวินัยในคำพูด มีวินัยในกิริยามารยาท มีวินัยในอาชีพ เพื่อเอาความสงบและปัญญาเพื่อให้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราเอาความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยวินัยก้าวไปด้วยหน้าที่ ธรรมะนั้นถึงจะเกิดได้ 

 

เราต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงไม่มีข้อแม้ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาวินัยในเรื่องความผิด เอาวินัยในเรื่องคำพูดกิริยามารยาทอาชีพ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ไม่พากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าเราต้องเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ธรรมะนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้ ธรรมนูญนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้ พระนิพพานกับธรรมนูญนั้นคือสิ่งเดียวกัน

 

การปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้าไปยังพระวินัย เพราะเหตุผลว่า ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เราต้องชี้เป้าไปยังภายนอก มุ่งเป้าไปยังพระวินัยในความคิด พระวินัยในคำพูด กิริยามารยาท ไปที่อาชีพ

 

การปฏิบัติภายนอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือการปฏิบัติภายใน การทำพุทธกิจนั้นคือหน้าที่ภายนอก การทำศาสนาคือการทำหน้าที่ภายนอก หน้าที่นั้นคือความหลุดของหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เพราะหน้าที่นั้นไม่ใช่นายทุน เพราะหน้าที่นั้นไม่ใช่กรรมกร เพราะหน้าที่นั้นคือหน้าที่

 

พระวินัยถึงเป็นแหล่งที่ผลิตมรรคผลพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อย่างผู้ป่วยอย่างผู้ที่อาพาธ อาพาธทางกาย อาพาธทางใจ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นคือความอาพาธ

 

เราไม่เอาพระธรรมเอาพระวินัย เราคือคนอาพาธ เราคือเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนะ เราต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการรักษาโรคอัมพฤกษ์อัมพาตนะ เพราะตัวตนนั้นมันคืออัมพฤกษ์อัมพาตมันไปไหนไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นคือโรคอัมพฤกษ์อัมพาต อัมพฤกษ์อัมพาตทางกายเราพากันมองเห็น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องอัมพฤกษ์อัมพาตทางใจนะ พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดโรคอัมพฤกษ์อัมพาตป้องกันเรื่องความผิดพลาดนะ

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นธรรมโอสถ รักษาทั้งกายรักษาทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอไอทางวัตถุที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ นี้เป็นหน้าที่ของหน้าที่นะ คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องรู้เข้าใจ จะได้เอาเอไอมาใช้มาประดิษฐ์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อท่านตรัสรู้แล้วเสวยวิมุตติสุขอยู่ ๗ สัปดาห์จากการตรัสรู้ ท่านเข้าใจว่าสมาธิสมาบัตินี้เป็นเพียงพักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ส่วนสำคัญได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัยได้แก่การทำหน้าที่ได้แก่การเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละนั้นก็ย่อมเป็นนิติบุคคลตัวตน

 

สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นการเสียสละถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถึงเป็นความดับไม่เหลือเป็นแหล่งที่ผลิตมรรคผลนิพพานสำหรับสามัญชน สำหรับปัญญาชนที่เป็นปัญญาประดิษฐ์

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราไปเอาแต่ทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าเราจะเอาแต่ทางจิตใจก็ไม่ได้เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ทางวิทยาศาสตร์ทางจิตใจเราต้องเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน จิตใจต้องก้าวหน้าด้วยความสงบและปัญญา วิทยาศาสตร์ต้องก้าวหน้าด้วยความสงบและปัญญา

 

พระศาสนานี้เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการพัฒนาวิทยาศาสตร์กับพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ ผู้ที่รวยมาก ๆ อันดับหนึ่งของโลกก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าไม่เอาใจกับวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน

 

ผู้ที่จะเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจไม่เอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเราพากันคิดดูดีๆ นะ เราจะไปคิดว่าเราเน้นเรื่องจิตเรื่องใจเราปล่อยเราวาง

 

คำว่าปล่อยวางเราต้องรู้เข้าใจ คำว่าปล่อยวางเราต้องเอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ความคิดของเราต้องเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

เราคิดดูดี ๆ นะ เวลาเราทานอาหารหรือว่าเราฉันภัตตาหารเราทำไมไม่คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจทำไมต้องทานอาหาร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจว่าเราต้องเอาทางสายกลาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕  ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์ได้รู้เข้าใจ ได้เปล่งอุทานออกมาจากใจจากความรู้ความเข้าใจว่า จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกข์อริยสัจนี้นั้นแล

 

พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลในบ้านพราหมณ์ ซึ่งไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ "โกณทัญญะ" เมื่อเจริญวัยแล้วได้เข้าศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทและรู้ลักษณะมนต์ คือ ตำราทายลักษณะ
   

ในคราวที่พระมหาบุรุษประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาเลี้ยงโภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะตามพระราชประเพณี ได้คัดเลือกพราหมณ์ ๘ คน ในจำนวนพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะของพระมหาบุรุษ ในขณะนั้น โกณฑัญญะ พราหมณ์ยังเป็นหนุ่ม ได้รับเชิญมาในงานและท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเลือก
  

  โกณฑัญญะพราหมณ์เป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด ในบรรดาที่ได้รับการคัดเลือทั้งหมด พราหมณ์ทั้ง ๗ คน เมื่อตรวจดูลักษณะของพระมหาบุรุษแล้วทำนายไว้เป็น ๒ ลักษณะ
ดังนี้ 
๑. ถ้าอยู่ครองฆราวาสจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 
๒. ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก
   

  ส่วนโกณฑัญญพราหมณ์นั้นมีความแน่ใจว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวชแน่นอน จึงทำนายไว้เป็นลักษณะเดียวว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวช และจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลกแน่แท้
  

  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โกณฑัญญพราหมณ์มีความตั้งใจว่า ถ้าพระองค์เสด็จออกทรงผนวชเมื่อไร ถ้าตนเองยังมีชีวิตอยู่จะออกบวชตามเมื่อนั้น
    ในเวลาต่อมา เมื่อพระองค์เสด็จออกทรงผนวชแล้วและทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่

   

 โกณฑัญญพราหมณ์ได้ทราบข่าวนั้น จึงชักชวนพราหมณ์ ๔ คน คือ ๑. วัปปะ ๒. ภัททิยะ ๓. มหานามะ ๔. อัสสชิ เรียกว่า "ปัญจวัคคีย์" พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้ติดตามพระองค์เพื่อคอยปรนนิบัติทุกเช้าค่ำ ด้วยหวังว่าถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมใดแล้ว จักได้เทศนาสั่งสอนตนเอง ให้บรรลุธรรมนั้นบ้าง
    

 เมื่อพระองค์ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างเต็มที่ประมาณ ๖ ปีแล้ว พระองค์ทรงสันนิษฐานว่ามิใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ ทรงตั้งพระทัยว่าจะทำความเพียรทางใจ จึงทรงเลิกการกระทำทุกรกิริยานั้นเสีย
  

  ส่วนปัญจวัคคีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าคิดว่า พระองค์ ทรงคลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้วจึงหมดความเลื่อมใส เกิดความเบื่อหน่าย พากันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
 

   เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงดำริหาคนที่จะรับพระธรรมเทศนา เป็นคนแรก อันดับแรกพระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ ๒ ท่าน คือ 
๑. อาฬารดาบส กาลามโคตร 
๒. อุททกดาบส รามบุตร
     

ซึ่งพระองค์ได้อาศัยศึกษาลัทธิของท่าน แต่ท่านทั้งสองได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว
   

ลำดับต่อมาทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์ ที่เคยเฝ้าปฏิบัติอุปัฏฐากพระองค์มา
   

 ครั้นทรงดำริอย่างนี้ก็เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ขณะเดียวกันพวกปัญจวัคคีย์ได้เห็น พระองค์เสด็จมาแต่ไกล คิดว่าพระองค์เสด็จมาแสวงหาคนอุปัฏฐาก จึงได้ตกลงกันว่าพระสมณโคดมนี้คลายจากความเพียร มาเป็นผู้มักมากเสียแล้วเสด็จมาที่นี่ พวกเราไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ และอย่ารับบาตร จีวร ของพระองค์เลย จะปูอาสนะ ที่นั่งไว้เท่านั้น ถ้าพระองค์ทรงมีความประสงค์ก็จะประทับนั่งเอง
    

 ครั้นเมื่อ พระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้วอาศัยความเคารพที่เคยมีต่อพระองค์มาก่อน ได้บรรดาลให้ลืมกติกานัดหมาย ที่ทำกันไว้ทั้งหมด พากันลุกขึ้นต้อนรับและทำสามีจิกรรมดังที่เคยปฏิบัติมา แต่ก็ยังมีการแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง สนทนากับพระองค์ ด้วยถ้อยคำไม่เคารพ
  

  พระองค์ตรัสบอกว่าเราได้ตรัสรู้ "อมฤตธรรม" ด้วยตัวของเราเอง (อมฤตธรรม หมายถึงธรรมที่ไม่สูญหาย อยู่คู่โลกตลอดไป) ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจักแสดงให้ฟัง
   

เมื่อท่านทั้งหลาย ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม ที่เราสั่งสอนแล้ว อีกไม่ช้าจักได้บรรลุอมฤตธรรมนั้น พวกปัญจวัคคีย์ได้กล่าว คัดค้านถึงสองสามครั้งว่า พระองค์คลายจากความเพียรเสียแล้ว จักบรรลุอมฤตธรรมได้อย่างไร
   

พระองค์จึงตรัสให้ระลึกถึงกาลหนหลังว่า ก่อนนี้เธอทั้งหลายได้ยินได้ฟังวาจาที่เราพูดมา เช่นนี้บ้างหรือ ไม่ พวกปัญจวัคคีย์ระลึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้พระองค์ไม่เคยตรัสมาก่อนเลย จึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่พระองค์เทศนาสั่งสอนสืบต่อไป
   

  พระองค์ ได้ตรัสปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณแก่ปัญจวัคคีย์ ในเวลาจบลงแห่งพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่โกณธัญญะ (ธรรมจักษุ หมายถึง โสดาปัตติมรรค) ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"
   

ท่านที่ได้บรรลุปัตติมรรคเรียกว่าพระโสดาบัน เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า โกณธัญญะ ได้ดวงตาเห็น ธรรมแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ เพราะอาศัยคำว่า อญฺญาสิ ที่แปลว่า ได้รู้แล้ว คำว่า อัญญา จึงนำหน้าท่านโกณฑัญญะว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
  

   เมื่อท่าน อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยพระวาจาว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ"
  

  การอุปสมบทของอัญญาโกณฑัญญะก็สำเร็จด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ เรียกการ อุปสมบทแบบนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นองค์แรก
 ต่อจากนั้น พระองค์ก็ทรงเทศนาให้ปัญจวัคคีย์อีก ๔ คนได้ดวงตาเห็นธรรม และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เช่นเดียวกัน
   

 ต่อจากนั้นพระองค์ได้เทศนาเกี่ยวกับหนทางแห่งการอบรมวิปัสนาวิมุตติ อันเป็นที่สุดแห่ง พรหมจรรย์ชื่อว่า "อานัตตลักขณสูตร" ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปทานสำเร็จเป็น พระอรหันต์ (อุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ ด้วยอำนาจกิเลศ)
   

  พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า "เป็นยอดกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รัตัญญู" แปลว่าผู้รู้ราตรี หมายถึง ท่านเป็นผู้เก่าแก่ ได้รับการอุปสมบทก่อนภิกษุรูปอื่นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เป็นผู้รอบรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาแต่ต้น เป็นผู้มีประสบการณ์มาก
    

 พระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศศาสนา
    เมื่อถึงเวลาอันสมควรท่านได้ดับขันธปรินิพพาน ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจปฏิบัติทำหน้าที่ของคำว่าเจ้าหน้าที่ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ทำหน้าที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ทางสายกลางนี้เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยหน้าที่เพื่อเราทำหน้าที่นั้นไม่ให้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ทางสายกลางนั้นเป็นการปฏิบัติไม่ข้ามภพข้ามชาติ ไม่ข้ามกาลข้ามเวลา ทางสายกลางนั้นเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจเรื่องทางสายกลาง ทางสายกลางต้องเอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

เพื่อจะเน้นมุ่งเป้ามายังตัวเราอยู่ที่หน้าที่ เพื่อไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ให้ทุกคนคิดว่า ให้มุ่งเป้ามายังปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ไม่ให้คิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ โอกาสที่จะคิดอย่างนี้มีโอกาสที่จะผิดพลาดอยู่ ๙๙.๙ เลยนะ

 

เราคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบันไม่ใช่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ผู้ที่ได้บรรลุธรรมพร้อมกับละสรีระสังขารคิดเปอร์เซ็นต์แล้วน้อยมาก

 

ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่ที่ตรัสไว้ดีแล้วนั้นหมายถึงปัจจุบันในการทำหน้าที่ ท่านให้เน้นลงที่ปัจจุบัน แสดงถึงชีวิตนี้มีเพียงปัจจุบัน ตายแล้วก็แล้วไป ตายแล้วก็สูญไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เรารู้เข้าใจเพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันที่หน้าที่ เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยอยู่ที่เงื่อนไขนะ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเพื่อจะได้มุ่งเป้ามายังหน้าที่ เพื่อความดับไม่เหลือเป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่

 

ผู้ที่รู้เข้าใจเข้าสู่กระแสมรรคผลนิพพานท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ขีณาสพ

 

เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน พากันเน้นที่ปัจจุบันเน้นที่หน้าที่

 

เพราะพระนิพพานอยู่ที่เรารู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ เราอยู่ที่ไหนปัจจุบันอยู่ที่นั้น การเสียสละการทำหน้าที่นั้นพระนิพพานอยู่ที่การเสียสสละการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านได้ตรัสประทานโอวาที่สำคัญที่สุดของที่สุดในปัจฉิมโอวาท ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 132,149