๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๘ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

 

พระพุทธเจ้านั้นได้แก่ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ ผู้ที่ทำหน้าที่ ผู้ที่ทำพุทธกิจ พระอรหันต์นั้นได้แก่ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ ผู้ที่ทำศาสนกิจ

 

เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ทางสายกลางเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่ทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ

 

วิมุตติได้แก่ความหลุดพ้น การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยาม

 

ความสงบและปัญญาต้องเอามาใช้ควบคู่กันไป ปัญญากับการปฏิบัติต้องเอาใช้ควบคู่กันไป

 

สัจธรรมตามความเป็นจริงชี้ให้เราเห็นในเรื่องกรรม ในเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม

 

เราทุกคนต้องมารู้เรื่องกรรม รู้เรื่องกฎแห่งกรรม รู้เรื่องผลของกรรม

 

สัจธรรมตามความเป็นจริงเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเอาสัจธรรมตามความเป็นจริงมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ความเคารพในเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรมและผลของกรรมนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง สัจธรรมตามความเป็นจริงนั้นเป็นความจริง จริงด้วยสมมติ เราทุกคนจะไปมองข้ามสมมตินั้นไม่ได้ เราต้องเคารพในสมมติ เราต้องเข้าใจเรื่องสมมติ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องสมมติก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะได้เอาสมมติมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เราทุกคนจะมองข้ามสมมตินั้นไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าสมมตินั้นเป็นตัวกรรม เป็นตัวกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

ตัวตนของเรานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวของเราเกิดขึ้นได้ก็เพราะเราไม่เคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่เคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริงอย่างไร ไม่เคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริงเช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนว่ารูปเวทนาสัญญสังขารวิญญาณนั้นไม่ใช่เรา เราก็พากันมาเอารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณนั้นมาเป็นเรา นี้ได้แก่ความไม่เคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง เราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพรากอย่างนี้ได้แก่ไม่เคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืนวันจะเสด็จดับขันธ์สู่พระนิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ให้พากันรู้พากันเข้าใจ ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปนั้นเกิดขึ้นจากกรรม จากฎแห่งกรรม และผลของกรรม เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป

 

ให้พากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจและทำหน้าที่ของหน้าที่ พระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่ของพุทธกิจของศาสนกิจ นี้ได้แก่พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นหน้าที่ เป็นพุทธกิจเป็นศาสนกิจ

 

สงฆ์สาวกจงพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยและการทำหน้าที่นั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกให้รู้ให้เข้าใจว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

สัจธรรมตามความเป็นจริงต้องพากันรู้พากันเข้าใจเพื่อไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย การทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นมันคือภพชาติ มันคือเหตุคือปัจจัยของภพชาติ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้เข้าใจ จะไม่ได้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

สัจธรรมตามความเป็นจริงได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัยได้แก่หน้าที่ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ท่านเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์จากการตรัสรู้จากความหลุดพ้น หลังจากนั้นท่านก็ทำหน้าที่ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะการตรัสรู้นั้นเป็นการตัดภพตัดชาติตัดวัฏฏสงสารไม่มีส่วนเหลือ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวิมุตติหลุดพ้นนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นการหยุดวัฏฏสงสารด้วยปัญญาบริสุทธิคุณเพราะไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ

 

เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่เอาสัจธรรมตามความเป็นจริงมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ความเคารพในหน้าที่นี้คือหยุดวัฏฏสงสาร ถ้าเราไม่เคารพในหน้าที่นี้จะหยุดวัฏฏสงสารได้อย่างไร พระธรรมพระวินัยนี้จึงเป็นการหยุดวัฏฏสงสาร

 

สติสัมปชัญญะความสงบและปัญญาเป็นสภาวธรรม เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เพื่อเอาสัจธรรมตามความเป็นจริงนั้นมาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเสวยวิมุตติสุขด้วยการทำพุทธกิจด้วยการทำหน้าที่

 

ความไม่มีทุกข์จากปัญหากลายเป็นปัญญา ความทุกข์จากวิกฤตกลายเป็นโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ให้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

สัจธรรมตามความเป็นจริงเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เอาสัจธรรมตามความเป็นจริงมาทำหน้าที่ สัจธรรมตามความเป็นจริงนั้นถึงเป็นตำแหน่ง จึงเป็นปัจจุบันของการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่เคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่เคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเพื่อจะเอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าสมมติสัจจะนั้นได้แก่พระธรรมนั้นได้แก่พระวินัย

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาว่าถ้าเราเอาเรื่องจิตเรื่องใจ เราไม่เอาพระวินัยนี้จะแก้ปัญหาได้ไหม เรามาคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญา เราเอาแต่ทางวิทยาศาสตร์ ไม่เอาจิตใจได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เพราะความคิดอย่างนี้ไม่ใช่ทางสายกลาง ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ข้ามภพข้ามชาติ ความคิดอย่างนี้ไปอยู่กับอดีต ความคิดอย่างนี้ไปอยู่กับอนาคต ความคิดอย่างนี้ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน เป็นความคิดที่ข้ามภพข้ามชาติ ความคิดอย่างนี้มันแก้ปัญหาไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้เรารู้เข้าใจ ความคิดของเรานั้นต้องเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ความคิดอย่างนี้ไม่ใช่มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจิตใจของเราถึงจะไม่อยู่กับการข้ามภพข้ามชาติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ว่าสมมติสัจจะเราต้องเอามาใช้ในกิจที่ควรทำและกิจไม่ควรทำ เราต้องรู้เรื่องของกรรมเรื่องกฎแห่งกรรมผลของกรรม

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าเราจะพากันแก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามันไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าเราไม่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ มันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราคิดให้ละเอียดให้รอบคอบ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เราก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจว่าเราต้องเอาปัญหานั้นให้เป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรสำคัญมากสำคัญยิ่งกว่าปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงได้มุ่งเป้ามาที่หน้าที่ มุ่งเป้ามายังเรา ด้วยเหตุผลนี้ วิมุตติสุขนั้นถึงเกิดจากหน้าที่เพื่อทำหน้าที่ เกิดจากเราเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เราเน้นมายังตัวเราที่ตัวเรา พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่เน้นที่หน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์คือผู้ที่ทำหน้าที่ที่พระอรหันต์

 

ความรู้ความเข้าใจกับการทำหน้าที่ที่มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

คำว่ากระแสคือความรู้ความเข้าใจคือการทำหน้าที่ เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เป็นความว่างด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี  เพราะจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ปัจจุบันนั้นได้แก่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ปัจจุบันนั้นคือปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติที่เป็นสมมติสัจจะที่เราจะต้องทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยนั้นมาเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาว่าเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาทำหน้าที่ เอาสมมติสัจจะนั้นมาทำหน้าที่

 

สมมติสัจจะในการทำหน้าที่นั้นก็จะเป็นวิมุตติความหลุดพ้น จะเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ วัฏฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ กรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่ เรารู้เข้าใจเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่ วัฏฏสงสารจะหยุดลงได้ด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องเอามาใช้ไปพร้อม ๆ กัน ด้วยความมีความรู้ความเข้าใจไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้เมื่อไหร่จะได้หยุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าหน้าที่นั้นคือหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือหน้าที่ ไม่มีคำว่าหยุดหรือว่าไป เพราะสมมติสัจจะนั้นต้องเป็นสมมติสัจจะ หน้าที่นั้นเป็นสมมติสัจจะ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่วิมุตติความหลุดพ้นจะเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร เพราะการตรัสรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ เราคิดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วมันไม่มีชั่ว เราพูดดี ๆ นั้นก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว กิริยามารยาทดี ๆ มันดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว อาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวยกเลิกตนไม่เอาสุขจากความหลงมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว เราจะเอาอะไรอีก สมมติสัจจะเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าท่านให้เรารู้กรรม รู้กฎแห่งกรรม รู้ผลของกรรม การตรัสรู้นั้นต้องเป็นคู่กับกาประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ วิมุตติสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยและการทำหน้าที่พระนิพพานนั้นถึงอยู่กับการทำหน้าที่

 

ที่มีผู้เข้าใจว่าการได้บรรลุธรรมแล้วหยุดการประพฤติการปฏิบัติอันนั้นไม่ใช่ เพราะเหตุผลว่าวิมุตติหลุดพ้นนั้นคือการทำหน้าที่ การเป็นพระพุทธเจ้าการเป็นพระอรหันต์ขีณาสพจะเป็นได้อยู่ที่หน้าที่

 

เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารเป็นพระนิพพานในการทำหน้าที่

 

ความสงบและปัญญาต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน สมาธิสมาบัติเป็นที่พักชั่วครู่ชั่วยาม เราต้องรู้เข้าใจ ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน เราทำงานเหนื่อยเราก็พักผ่อน โภชนีมัตตัญญุตารู้จักประมาณในการบริโภค เราทำงานเหนื่อยเราก็พักผ่อนแล้วก็ทำงาน ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจก็ต้องไปพร้อม ๆ กันอย่างนี้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้ตรัสรู้เพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์จากการตรัสรู้

 

เสด็จดำเนินไปโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕  ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์ได้รู้เข้าใจ ได้เปล่งอุทานออกมาจากใจจากความรู้ความเข้าใจว่า จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกข์อริยสัจนี้นั้นแล

 

พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลในบ้านพราหมณ์ ซึ่งไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ "โกณทัญญะ" เมื่อเจริญวัยแล้วได้เข้าศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทและรู้ลักษณะมนต์ คือ ตำราทายลักษณะ
   

 ในคราวที่พระมหาบุรุษประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาเลี้ยงโภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะตามพระราชประเพณี ได้คัดเลือกพราหมณ์ ๘ คน ในจำนวนพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะของพระมหาบุรุษ ในขณะนั้น โกณฑัญญะ พราหมณ์ยังเป็นหนุ่ม ได้รับเชิญมาในงานและท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเลือก
   

 โกณฑัญญะพราหมณ์เป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด ในบรรดาที่ได้รับการคัดเลือทั้งหมด พราหมณ์ทั้ง ๗ คน เมื่อตรวจดูลักษณะของพระมหาบุรุษแล้วทำนายไว้เป็น ๒ ลักษณะ
ดังนี้ 
๑. ถ้าอยู่ครองฆราวาสจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 
๒. ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก
   

  ส่วนโกณฑัญญพราหมณ์นั้นมีความแน่ใจว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวชแน่นอน จึงทำนายไว้เป็นลักษณะเดียวว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวช และจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลกแน่แท้
   

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โกณฑัญญพราหมณ์มีความตั้งใจว่า ถ้าพระองค์เสด็จออกทรงผนวชเมื่อไร ถ้าตนเองยังมีชีวิตอยู่จะออกบวชตามเมื่อนั้น
    ในเวลาต่อมา เมื่อพระองค์เสด็จออกทรงผนวชแล้วและทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ (ทุกรกิริยา คือ การกระทำที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง หรือที่เรียกว่า การทรมานตนเอง เช่น อดอาหาร)
   

โกณฑัญญพราหมณ์ได้ทราบข่าวนั้น จึงชักชวนพราหมณ์ ๔ คน คือ ๑. วัปปะ ๒. ภัททิยะ ๓. มหานามะ ๔. อัสสชิ เรียกว่า "ปัญจวัคคีย์" พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้ติดตามพระองค์เพื่อคอยปรนนิบัติทุกเช้าค่ำ ด้วยหวังว่าถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมใดแล้ว จักได้เทศนาสั่งสอนตนเอง ให้บรรลุธรรมนั้นบ้าง
     

เมื่อพระองค์ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างเต็มที่ประมาณ ๖ ปีแล้ว พระองค์ทรงสันนิษฐานว่ามิใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ ทรงตั้งพระทัยว่าจะทำความเพียรทางใจ จึงทรงเลิกการกระทำทุกรกิริยานั้นเสีย
   

ส่วนปัญจวัคคีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าคิดว่า พระองค์ ทรงคลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้วจึงหมดความเลื่อมใส เกิดความเบื่อหน่าย พากันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
   

เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงดำริหาคนที่จะรับพระธรรมเทศนา เป็นคนแรก อันดับแรกพระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ ๒ ท่าน คือ 
๑. อาฬารดาบส กาลามโคตร 
๒. อุททกดาบส รามบุตร
   

  ซึ่งพระองค์ได้อาศัยศึกษาลัทธิของท่าน แต่ท่านทั้งสองได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว
   

 ลำดับต่อมาทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์ ที่เคยเฝ้าปฏิบัติอุปัฏฐากพระองค์มา
   

ครั้นทรงดำริอย่างนี้ก็เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ขณะเดียวกันพวกปัญจวัคคีย์ได้เห็น พระองค์เสด็จมาแต่ไกล คิดว่าพระองค์เสด็จมาแสวงหาคนอุปัฏฐาก จึงได้ตกลงกันว่าพระสมณโคดมนี้คลายจากความเพียร มาเป็นผู้มักมากเสียแล้วเสด็จมาที่นี่ พวกเราไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ และอย่ารับบาตร จีวร ของพระองค์เลย จะปูอาสนะ ที่นั่งไว้เท่านั้น ถ้าพระองค์ทรงมีความประสงค์ก็จะประทับนั่งเอง
    

 ครั้นเมื่อ พระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้วอาศัยความเคารพที่เคยมีต่อพระองค์มาก่อน ได้บรรดาลให้ลืมกติกานัดหมาย ที่ทำกันไว้ทั้งหมด พากันลุกขึ้นต้อนรับและทำสามีจิกรรมดังที่เคยปฏิบัติมา แต่ก็ยังมีการแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง สนทนากับพระองค์ ด้วยถ้อยคำไม่เคารพ
   

 พระองค์ตรัสบอกว่าเราได้ตรัสรู้ "อมฤตธรรม" ด้วยตัวของเราเอง (อมฤตธรรม หมายถึงธรรมที่ไม่สูญหาย อยู่คู่โลกตลอดไป) ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจักแสดงให้ฟัง
   

 เมื่อท่านทั้งหลาย ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม ที่เราสั่งสอนแล้ว อีกไม่ช้าจักได้บรรลุอมฤตธรรมนั้น พวกปัญจวัคคีย์ได้กล่าว คัดค้านถึงสองสามครั้งว่า พระองค์คลายจากความเพียรเสียแล้ว จักบรรลุอมฤตธรรมได้อย่างไร
   

 พระองค์จึงตรัสให้ระลึกถึงกาลหนหลังว่า ก่อนนี้เธอทั้งหลายได้ยินได้ฟังวาจาที่เราพูดมา เช่นนี้บ้างหรือ ไม่ พวกปัญจวัคคีย์ระลึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้พระองค์ไม่เคยตรัสมาก่อนเลย จึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่พระองค์เทศนาสั่งสอนสืบต่อไป
   

  พระองค์ ได้ตรัสปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณแก่ปัญจวัคคีย์ ในเวลาจบลงแห่งพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่โกณธัญญะ (ธรรมจักษุ หมายถึง โสดาปัตติมรรค) ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"
   

ท่านที่ได้บรรลุปัตติมรรคเรียกว่าพระโสดาบัน เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า โกณธัญญะ ได้ดวงตาเห็น ธรรมแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ เพราะอาศัยคำว่า อญฺญาสิ ที่แปลว่า ได้รู้แล้ว คำว่า อัญญา จึงนำหน้าท่านโกณฑัญญะว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    

 เมื่อท่าน อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยพระวาจาว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ"
   

การอุปสมบทของอัญญาโกณฑัญญะก็สำเร็จด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ เรียกการ อุปสมบทแบบนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นองค์แรก
 ต่อจากนั้น พระองค์ก็ทรงเทศนาให้ปัญจวัคคีย์อีก ๔ คนได้ดวงตาเห็นธรรม และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เช่นเดียวกัน
   

ต่อจากนั้นพระองค์ได้เทศนาเกี่ยวกับหนทางแห่งการอบรมวิปัสนาวิมุตติ อันเป็นที่สุดแห่ง พรหมจรรย์ชื่อว่า "อานัตตลักขณสูตร" ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปทานสำเร็จเป็น พระอรหันต์ (อุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ ด้วยอำนาจกิเลศ)
    

 พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า "เป็นยอดกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รัตัญญู" แปลว่าผู้รู้ราตรี หมายถึง ท่านเป็นผู้เก่าแก่ ได้รับการอุปสมบทก่อนภิกษุรูปอื่นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เป็นผู้รอบรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาแต่ต้น เป็นผู้มีประสบการณ์มาก
   

  พระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศศาสนา
    เมื่อถึงเวลาอันสมควรท่านได้ดับขันธปรินิพพาน ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจปฏิบัติทำหน้าที่ของคำว่าเจ้าหน้าที่ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ทำหน้าที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจ อบรมบ่มอินทรีย์ใช้เวลาไม่ถึง ๗ วันก็พากันบรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

 

ความรู้ความเข้าใจเอาทางวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจมาใช้งานร่วมกันเป็นทางสายกลาง เป็นความดีและปัญญา เป็นหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องเข้าใจ มาเอาพระธรรมเอาพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นเป็นสากล เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

เราพากันรู้พากันเข้าใจว่าถ้าพระนิพพานอยู่ที่พระพุทธเจ้านั้นเราดับทุกข์ได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ รู้ว่าพระนิพพานอยู่ในพระอรหันต์ขีณาสพเราดับทุกข์ได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเอาทางวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ควบคู่กันไป เพื่อเป็นเอไอทางวิทยาศาสตร์เอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิไปพร้อม ๆ กัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะมีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าเราคิดดีมันก็ดีอยู่แล้ว เราพูดดีก็ดีอยู่แล้ว เรากิริยามารยาทดีก็ดีอยู่แล้ว เราอาชีพดี ๆ อาชีพที่ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิตมันก็ดีอยู่แล้ว จึงมีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าหน้าที่คือหน้าที่ หน้าที่เป็นพระนิพพาน หน้าที่จึงเป็นธรรมนูญรัฐธรรมนูญ

 

อย่างเราเรียนหนังสืออย่างนี้ เราก็มีความสุขในการเรียนหนังสือมันก็ดีอยู่แล้ว ได้ทั้งความรู้ได้ทั้งใจดีใจสบาย

 

การปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามายังตัวเรา พระพุทธเจ้านั้นถึงเป็นเรา พระธรรมนั้นถึงเป็นเรา พระอริยสงฆ์นั้นถึงเป็นเรา คำว่าเราในที่นี้ได้แก่พระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่

 

พระรัตนตรัยนั้นถ้าอยู่ภายนอกแก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าแก้ปัญหาไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าปัญหานั้นต้องให้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นต้องให้เป็นโอกาส ให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หน้าที่ของหน้าที่นั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เราจะพากันหยุดสัญชาตญาณหยุดวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

การอบรมบ่มอินทรีย์ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่ เพื่อให้หน้าที่ที่เป็นพระธรรมพระวินัยนั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ฉันทะความพอใจในพระธรรมในพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราจะหยุดวัฏฏสงสารหยุดสัญชาตญาณได้ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการหยุดกระแสเป็นการหยุดโซเชียล สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ นี้คือการอบรมบ่มอินทรีย์สำหรับปัญญาชน สำหรับเสขบุคคล

 

ความสงบและปัญญาต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน วันหนึ่งคืนหนึ่งถ้าเป็นนักบวชก็พากันนอนจำวัด ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง

 

ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้บวชเป็นฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองพากันนอนพักผ่อนวันละ ๖ ถึง ๘ ชั่วโมง

 

ความรู้ความเข้าใจเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ มามีฉันทะมีความพอใจมีความสุขสดชื่นเบิกบาน เอาสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราต้องทุ่มเทด้วยฉันทะความพอในใจการทำหน้าที่

 

เราจะไปมีความคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ใช้ไม่ได้ เป็นความคิดที่ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทนั้นคือความผิดพลาด เป็นความผิดพลาดตั้ง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ เราคิดดูดี ๆ พระพุทธเจ้าก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ได้พากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ผู้ที่ได้บรรลุธรรมพร้อมกับละสังขารนั้นคิดเปอร์เซ็นต์แล้วมีน้อยมาก

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้รู้ให้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะมามีความสุขในการทำหน้าที่เพื่อความไม่ประมาท ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตัสปัจฉิมโอวาทในคืนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ปัจจุบันเราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เรามีปิติมีสุขมีเอกัคคตารู้สดเชื่นเบิกบานมันก็ดีอยู่แล้วมันก็ไม่มีความทุกข์อะไร เราจะไปลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรปฏิบัติไปทำไม ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจวัฏฏสงสารจะจบลงได้ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยความไม่ประมาท ดั่งปัจฉิมโอวาทที่ตรัสไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

 

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 132,149