๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๐ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ชาติได้แก่ความเกิด ชาติได้แก่เหตุได้แก่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ศาสน์นี้ก็หมายถึงการติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจเรื่องชาติ เรื่องศาสน์ เป็นปัญญาเป็นความรู้ความเข้าใจ วาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระพร้อมกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจเรื่องชาติเรื่องศาสน์ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เราพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมอยู่เหนือกฎแห่งกรรมอยู่เหนือผลของกรรม
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะไม่ได้สับสน เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเราคิดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว เราพูดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว เรากิริยามารยาทดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว เราอาชีพดี ๆ เป็นอาชีพที่ไม่เอาความหลงนำชีวิต เราต้องรู้ต้องเข้าใจไม่เอาความหลงนำชีวิต ต้องเอาความรู้ความเข้าใจนำชีวิต ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องรู้ต้องเข้าใจไม่เอาความหลงนำชีวิต ปัจจุบันเราต้องเข้าใจดี ๆ ว่าวาระต่าง ๆ นั้นมันมีเพียงวาระเดียว
สมมติสัจจะเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ที่เค้าสมมติว่าผิดว่าถูกว่าดีว่าชั่ว ว่าไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่วเราต้องเข้าใจ เพราะสมมติสัจจะนั้นเป็นความจริง เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
สมมติสัจจะเราต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อเราจะเอาสมมติสัจจะมาใช้มาทำหน้าที่ เราทุกคนจะไปมองข้ามสมมติสัจจะนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องเคารพในสมมติ ไม่มองข้ามสมมติ เราทุกคนต้องเอาสมมติมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
พระธรรมกับพระวินัยเป็นความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ๒ อย่างนี้ต้องทำงานพร้อม ๆ กัน
คำว่าพระได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติ วิบัติก็ย่อมไม่มี ถ้าเราไม่เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติความวิบัตินั้นก็ย่อมมี
พระอริยเจ้าคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจผู้ที่ทำหน้าที่ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ความวิบัติก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
คำว่าพระหรือว่าพระศาสนาเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้นั้นก็ย่อมเสียหาย ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
คำว่าพระกับสมณะนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน พระธรรมพระวินัยนั้นคือพระคือสมณะ เป็นความสงบเป็นความเคารพเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดี ไม่ใช่เพิ่มไม่ใช่ตัด เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การทำประโยชน์ตนเองและประโยชน์ผู้อื่นนั้นได้แก่มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
ชาติศาสน์กษัตริย์ต้องทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้
พระธรรมพระวินัยนั้นจึงไม่ได้เป็นขั้วบวกจึงไม่ได้เป็นขั้วลบ จึงไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต พระธรรมพระวินัยนั้นก็ได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการหยุดภพหยุดชาติ
พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นพระเป็นสมณะ
เรามารู้มาเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เราพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น เพราะเหตุผลว่าการตรัสรู้นั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเป็นความหลุดพ้นหยุดภพหยุดชาติหยุดวัฏฏสงสารเป็นความดับไม่เหลือ เป็นความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ เพราะการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนมารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยพร้อมทั้งการทำหน้าที่นั่นแหละเป็นวิมุตติความหลุดพ้น เป็นความสนิทเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่
คำว่าพระจึงเป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมกับการทำหน้าที่ เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว
พระนั้นได้แก่ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งทำหน้าที่ พระนั้นจึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย คำว่าตรงกลางนั้นไม่ใช่อดีต ตรงกลางนั้นไม่ใช่อนาคต ตรงกลางนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
การปฏิบัติของเราถึงไม่มีความคิดที่ข้ามภพข้ามชาติ การปฏิบัติของเรานั้นถึงตัดเรื่องอดีตทั้งหมด ตัดเรื่องอนาคตทั้งหมด มุ่งเป้าที่หน้าที่ มุ่งเป้ามายังปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นชาติคือความเกิด ปัจจุบันนั้นเป็นศาสนา ปัจจุบันนั้นคือปัญญา ปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาที่รู้ที่เข้าใจ เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ใจของเราต้องไม่ให้ข้ามภพข้ามชาติต้องอยู่ที่ปัจจุบันทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ ถ้าไปเข้าใจว่าเราสร้างความดีสร้างบารมีเพื่อพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้าเราคิดว่าอยู่ในอนาคตเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้มันคือความคิดที่ผิดพลาด ผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์นั้นท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานเมื่อละสังขารพร้อมกับบรรลุอรหันต์ขีณาสพนั้นมีน้อยมาก
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ ให้มุ่งเป้ามายังการทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังพระวินัยเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การกระทำอย่างนี้ถึงเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาเพื่อเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องเน้นที่ปัจจุบัน
อย่างที่มีผู้ไปทูลถามว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ให้เราพากันเน้นมายังปัจจุบัน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
การตายแล้วเกิดตายแล้วสูญนั้นขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เราต้องมารู้มาเข้าใจเพราะทุกอย่างนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้จักว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจปัญหา จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะมีใครบ้างเอาอดีตกลับคืนมาได้ ไม่มีใครเอาอดีตกลับคืนมาได้ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจไม่มีใครเอาอดีตกลับคืนมาได้
เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติไม่ได้ เราต้องไม่มองข้ามปัจจุบัน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ปัจจุบันถึงต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เราต้องรู้เข้าใจว่าอะไรสำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราจะมีสติมีสัมปชัญญะได้ เราต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละสติสัมปชัญญะของเราก็ย่อมไม่มี การเสียสละนั้นจึงจะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจ
เราพากันมารู้มาเข้าใจ มาเน้นบริสุทธิคุณ ใจของเราทุกคน ทุกคนรู้ว่าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้วหรือยัง เรายังเป็นคนยึดมั่นถือมั่นอยู่หรือยัง ถ้าเรามีความยึดมั่นถือมั่นในสัญชาตญาตในตัวในตัวเราย่อมไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย เราทุกคนก็ย่อมมีสติมีสัมปชัญญะ พระธรรมพระวินัยนี้ได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะนะ ถ้าเราไม่มีพระธรรมพระวินัยสติสัมปชัญญะของเราจะมีได้อย่างไร
พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่หยุดโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
ระบบหน้าที่ ระบบข้าราชการนักการเมือง ระบบของนักบวช นี้เป็นหลักการนี้เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ
เราพากันมารู้มาเข้าใจเรื่องธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นได้แก่ความบริสุทธิคุณ ได้แก่ปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมาเอาธรรมนูญรัฐธรรมนูญ มีปิติมีความสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อเราทุกคนจะได้ก้าวไปด้วยธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ
เพราะเหตุผลว่าธรรมนูญนั้นจะไม่มีขั้วบวกจะไม่มีขั้วลบ จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
การบริหารเราทุกคนต้องบริหารด้วยธรรมนูญด้วยรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญได้แก่ความรู้ความเข้าใจ เอาเหตุเอาปัจจัยเอามาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัยคือหน้าที่ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญถึงเป็นสติถึงเป็นสัมปชัญญะ เป็นความดับไม่เหลือแห่งนิติบุคคลแห่งตัวแห่งตน
ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มุ่งเป้ามายังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำพุทธกิจทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ก็มุ่งเป้ามายังพระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามุ่งเป้ามาที่เรา การที่จะแก้ไขคนอื่นนั้นมันแก้ไขไม่ได้ ถ้าเราแก้ไขตัวเองมันแก้ไขได้นะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ มีใครหายใจให้คนอื่นได้ มีใครบ้างทานข้าวทานอาหารพักผ่อนแก่เจ็บตายให้คนอื่นได้ มีคำตอบในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ ต้องทำหน้าที่ของเรา มุ่งเป้ามายังตัวเรา การที่แก้ไขตัวเรานั่นแหละคือแก้ไขคนอื่น
องค์สมเด็จพระสัมมสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วัฏฏสงสารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะหยุดลงได้ด้วยพุทธกิจคือหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วัฏฏสงสารของพระอรหันต์ขีณาสพจะหยุดได้ก็ด้วยหน้าที่ด้วยศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เน้นบริสุทธิมายังที่ใจเราที่หน้าที่ของเรา ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง สติสัมปชัญญะนั้นคือสติสัมปชัญญะไม่มีต่อหน้าและลับหลัง สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ สติสัมปชัญญะนั้นจึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นหน้าที่ของการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ทุกคนมุ่งเป้ามาที่ตัวเราที่บริสุทธิคุณ เพื่อไม่ให้เราลูบลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้เป็นเหตุเป็นปัจจัยในการทำหน้าที่
เรามาอยู่ร่วมรวมกันจะเป็นครอบครัวก็ดี จะเป็นห้างร้านบริษัท จะเป็นข้าราชการนักการเมืองนักบวชก็ดี มีความรู้ความเข้าใจ มีการประพฤติการปฏิบัติไปทางเดียวกันคือหน้าที่
ธรรมนูญถึงเป็นความสงบ รัฐธรรมนูญเป็นสมมติสัจจะที่เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
ธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญ ๒ อย่างนี้จะเป็นความสงบและปัญญาเพื่อจะให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องของชาติศาสน์กษัตริย์ที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เพื่อเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต
เราทุกคนจะได้หยุดวัฏฏสงสาร หยุดโซเชียล ไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส ธรรมนูญรัฐธรรมนูญที่เป็นพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดโซเชียลหยุดกระแส
ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา ปัจจุบันนี้ถึงเป็นโอกาสที่สำคัญ ทรัพยากรที่เราได้รับที่เราเป็นมนุษย์นี้เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ปัจจุบันนี้เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารของเราทุกคนให้ได้ เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ ให้รู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญมากสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ
สติสัมปชัญญะนั้นเป็นปัญญากับความสงบ เป็นทางสายกลางที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
เอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เราต้องรู้เข้าใจเพื่อวัตถุกับจิตใจจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กันหรือว่าความสงบกับปัญญาต้องก้าวไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง
ทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ ไม่ต้องไปแก้ไขที่คนอื่น ต้องเน้นที่บริสุทธิคุณไม่ต้องไปแก้ไขที่คนอื่น การเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชเป็นเกษตรกรพ่อค้าประชาชนคือบุคคลที่ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่บุคคลที่เป็นแก้ไขผู้อื่นนะ
เราพากันคิดดูดี ๆ ไม่มีใครไปแก้ที่คนอื่นได้ ในโลกนี้ไม่มีใครไปแก้คนอื่นได้ ในโลกนี้มีแก้ได้แต่เพียงเราเองนะ
เราต้องรู้เข้าใจวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นหน้าที่
ปัญจวัคคีย์รู้เข้าใจว่าการแก้ปัญหานั้นต้องเอาทางสายกลาง เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจแล้วทุกคนก็มุ่งเป้ามายังตัวเรา มีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่
ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจ อบรมบ่มอินทรีย์ด้วยเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาทำหน้าที่ได้ฟังพระธรรมพระเทศนาขององค์พระบรมศาสดา ๕ วันก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ ยกเลิกอดีตและอนาคตอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นความสงบอบอุ่นไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ว้าเหว่ มีความรู้ความเข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ทุกคนไม่ต้องไปแก้ใคร ต้องทำหน้าที่มุ่งเป้ามายังตัวเรานี้คือหน้าที่ นี้คือธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญกับพระนิพพานถึงเป็นสิ่งเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว นี้เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยที่จะเอามาใช้เอามาทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจเพื่อทุกคนจะได้เข้าถึงพระนิพพานด้วยหน้าที่ มีความรู้ความเข้าใจ เห็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อจะหยุดวัฏฏสงสาร ไม่พากันตั้งอยู่ในความประมาท ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทเรื่องความไม่ประมาท เพราะวัฏฏสงสารนั้นมันเป็นสิ่งที่เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่ามันไม่จบ จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

