๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๔ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิตเพื่อเป็นทางสายกลาง ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ เราทุกคนพากันมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะตัวตนนั้นมันเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรก

 

เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา อาศัยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจจะเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนที่เป็นวัฏฏสงสารจะจบลงได้ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ

 

อานาปานสติได้แก่ลมหายใจเข้า ได้แก่ลมหายใจออก เป็นอุปกรณ์ที่เราเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ อานาปานสติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอามาใช้เป็นหลักการเพื่อเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ อยู่กับลมหายใจเข้าก็สบาย หายใจออกก็สบาย หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาของเสียเอาของปฏิกูลเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะด้วยการหายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย อานาปานสติ ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาอานาปานสติมาใช้ทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ใช่เฉพาะเวลานั่งสมาธิ เวลายืนเดินนั่งนอนก็เอาอานาปานสติที่หายใจเข้าสบายหายใจออกสบายนั้นเอามาใช้เพื่อเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วาระต่าง ๆ นั้นจะมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมีเพียงวาระเดียว เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะ เราหายใจเข้าสบายมันก็สบาย หายใจออกสบายมันก็สบาย ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมันมีเพียงวาระเดียว

 

สถานที่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะสถานที่นั้นก็จะมีแต่ความสงบ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงมีคุณมีประโยชน์ต่อเราทุกคน

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นคนอื่น ความรู้สึกเช่นนี้ได้แก่เราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ความสงบความวิเวกนั้นจึงอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความสงบความวิเวกนั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะที่นั้นก็จะมีความสงบ จะมีความวิเวก

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทุกคนต้องการความวิเวก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้จักความวิเวก ความวิเวกนั้นจะอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะแล้วใจของเรายังไม่ยอมสงบ ให้เราหยุดลมหายใจ สต๊อปลมหายใจของเราจนกว่าใจของเราจะขาด เราทำอย่างนี้แหละไม่กี่ครั้งใจของเราก็จะสงบได้

 

หลักการง่าย ๆ อย่างเราพากันนั่งสมาธินี้เราหายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย เรามีหน้าที่หายใจเข้าสบายเพื่อจะได้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกสบายเพื่อจะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไป

 

การทำสมาธิมีหลักการง่าย ๆ อย่างนี้ เราทำอย่างนี้มีความสุขในการหายใจเข้าสบาย มีความสุขในการหายใจออกสบาย เราทำติดต่อต่อเนื่องให้หลาย ๆ นาที ให้ได้หลาย ๆ ชั่วโมงเราทำอย่างนี้ วิธีฝึกสมาธิองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทำอย่างนี้ เราทำอย่างนี้แหละใจของเราก็จะสงบ ใจของเราก็จะวิเวก

 

อานาปานสตินี้เป็นทั้งสมถะได้แก่ความสงบ เป็นทั้งปัญญาที่รู้พระไตรลักษณ์ รู้ว่าลมเข้าไปลมออกมา เป็นความไม่แน่ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา

 

ยานนั้นได้แก่การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ยานนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ยานนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจเอาไปใช้เอาไปทำหน้าที่ เพื่อวัตถุกับจิตใจจะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน ความสมดุลระหว่างภายนอกภายในต้องเป็นความสมดุลไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นอริยมรรค เป็นหนทางในการดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลาง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเอาความสงบและปัญญามาใช้งานไปพร้อม ๆ กัน ความสงบและปัญญาที่เป็นสมมติสัจจะที่เป็นความจริงเป็นสิ่งที่เราจะมองข้ามไม่ได้ ประมาทไม่ได้ มองข้ามไม่ได้ ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย คือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความรู้ความเข้าใจเราทุกคนต้องหยุดวัฏฏสงสาร หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เราเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การเจริญสติสัมปชัญญะที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำด้วยอาศัยความรู้ความเข้าใจ นี้คือกระบวนการนี้คือกระแสของมรรคผลพระนิพพาน อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เพราะเรามีความรู้ความเข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อหยุดโซเชียลหยุดกระแส

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นจึงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ อยู่ที่การทำหน้าที่ ความสงบความวิเวกนั้นจึงอยู่ทุกหนทุกแห่ง ที่เรารู้เข้าใจที่เราทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเอาความสงบ เอาความวิเวกที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยเกิดจากหน้าที่ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ จะไม่ได้แยกงานออกจากเรื่องจิตเรื่องใจ จะไม่ได้แยกเรื่องจิตเรื่องใจออกจากงานเพื่อเอา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ หน้าที่นั้นจะได้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นความสงบและเป็นปัญญาที่เราจะเอามาใช้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้พัฒนาทั้งเรื่องจิตเรื่องใจ พัฒนาทางวัตถุ เพื่อให้เป็นความสมดุลที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ทั้งภายนอกภายในเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้วสิ่งนั้น ๆ ก็ย่อมไม่มีปัญหา สิ่ง ๆ นั้นก็ย่อมมีแต่ปัญญา วิกฤตนั้นก็เป็นโอกาส การทำงานถึงเป็นการปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นการทำงาน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน ไปให้ทานรักษาศีลเสียสละถือเนกขัมมะบารมี เอาความดีและปัญญาเพื่อให้สติสัมปชัญญะเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้เราเน้นที่บริสุทธิคุณ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นบริสุทธิคุณ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ใจของเราต้องเน้นบริสุทธิคุณ มนุษย์ก็ย่อมมีภพมีชาติ เทวดาก็ย่อมมีภพมีชาติ พรหมก็มีภพมีชาติ

 

ด้วยเหตุนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจเพื่อหยุดภพหยุดชาติ เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากไปกว่านั้น

 

เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติ เป็นบริสุทธิคุณไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเพียงสมาบัติ เป็นบริสุทธิคุณ

 

พุทธกิจเป็นสติเป็นสัมปชัญญะเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นความว่างจากสิ่งทีมีอยู่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น

 

วิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นเป็นบริสุทธิคุณ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังใจของเราทุกคนนะ ใจของเราเป็นนามธรรม ใจของเราทุกคนนั้นต้องเป็นใจบริสุทธิคุณไม่ใช่ใจที่มีตัวมีตน ถ้ามีตัวมีตนอยู่ก็เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเอาทางสายกลาง เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันเพื่อทำหน้าที่ทำกิจที่ควร ยกเลิกกิจที่ไม่ควรทำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนต้องเน้นบริสุทธิคุณของตัวเอง เน้นที่ความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ใจของเรานี้เป็นนามธรรม ถ้าเราไม่เน้นบริสุทธิคุณก็ย่อมมีขั้วบวกขั้วลบ ก็ย่อมมีความไม่สงบ ความไม่สงบนั้นคือสงคราม สงครามในตัวไม่รู้ไม่เข้าใจ สงครามภายนอกภายใน ขยายวงกว้างออกไปยังครอบครัวหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเน้นมาที่ความบริสุทธิคุณ ใจของเราเน้นที่ใจเรา เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราทุกคนรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมาเน้นที่ความบริสุทธิคุณ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ภาชนะที่ใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำย่อมเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นที่บริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นจึงเป็นการหยุดวัฏฏสงสาร บริสุทธิคุณนั้นถึงเป็นพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระวินัยนี้แหละเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เน้นที่บริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้เข้าใจเรื่องของพระวินัย พระวินัยเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ พระนิพพานเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เน้นที่เรื่องเจตนาเรื่องความตั้งใจ

 

คำว่าพระนี้ถึงได้แก่พระธรรม พระธรรมจะเกิดได้ก็มาจากพระวินัยที่ใจตั้งใจตั้งเจตนา ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงไปตรึกนึกคิดในสิ่งที่ผิดพระธรรมผิดพระวินัยนั้นไม่ได้ ถึงใครจะไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ แต่ตัวของเรารู้เห็นเข้าใจ เราคิดดูดี ๆ เราต้องเข้าใจถึงจะเอาปัญหามาเป็นปัญญาได้ เราจะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา เราอาศัยพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ อาศัยกายวาจากิริยามารยาท ไม่มองข้ามความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ ไม่มองข้าม เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือรายรับรายจ่าย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้รายรับรายจ่าย พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นรายรับและรายจ่าย รายรับรายจ่ายต้องสมดุล

 

สติสัมปชัญญะเราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อความสมดุลไม่มองข้ามปัจจุบัน เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเรามองข้ามปัจจุบันชีวิตของเราจะเป็นชีวิตอยู่กับการข้ามภพข้ามชาติ อยู่กับอดีตอนาคต ปัจจุบันไม่ได้อยู่กับสติสัมปชัญญะ ไม่ได้อยู่กับพระธรรมพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ คืนก่อนวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานถึงตรัสกับพระอานนท์ตรัสกับสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้อยู่กับอดีตไม่ให้อยู่อนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน ให้อยู่กับพระธรรมกับพระวินัย จึงได้ตรัสให้รู้ให้เข้าใจ

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเน้นมายังบริสุทธิคุณ เน้นมายังพระวินัย เพราะพระวินัยนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดธรรมะ จะได้เข้าถึงคำว่าพระธรรมพระวินัย เข้าถึงหน้าที่ เราต้องรู้เข้าใจเราต้องเน้นที่บริสุทธิคุณ ใจของเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน เมื่อเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราจะก้าวไปได้อย่างไร เพราะมีตัวมีตนนั้นมันเป็นความยึดมั่นถือมั่น มันเป็นการก้าวไปไม่ได้

 

มีความสงสัยว่า ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่ ทำอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ

 

ความทุกข์ความเครียดนั้นเกิดมีไม่ได้ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตน การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นคือการยกเลิกความทุกข์ความเครียด

 

เพราะเหตุผลว่าตัวตนนั้นคือความอยากความต้องการคือความหวัง ความอยากความต้องการความหวังนั้นมันคือความผิดหวัง ถ้าเรามีความหวังเราก็ย่อมมีความผิดหวัง มีคำถามต่อไปอีกว่าไม่มีความหวังแล้วจะไปทำไปทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราทำดีก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไร เราคิดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไร เรากิริยามารยาทดีก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไร เรามีอาชีพดี ๆ ไม่เบียดเบียนคนอื่นมีความสุขในการทำหน้าที่มันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปหวังอะไร

 

เราให้ทานนั้นก็หยุดสัญชาตญาณยกเลิกตัวยกเลิกตนอยู่แล้วจะไปหวังอะไร

 

 

หน้าที่นั้นเป็นหน้าที่เราจะไปหวังอะไรอีก ความดีนั้นก็เป็นความดีจะไปหวังอะไรอีก กิริยามารยาทดี ๆ ก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไรอีก อาชีพดีๆ ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนมันก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไรอีก การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงได้เน้นไปยังบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นความสงบและปัญญา จะเป็นวินัยเน้นเรื่องจิตเรื่องใจบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเรามีความต้องการนั้นใครเป็นคนทุกข์ ก็ตัวเรานี้ทุกข์ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์เราจะได้เน้นความดีเพื่อความดี เน้นที่บริสุทธิคุณ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นบริสุทธิคุณจะไม่มีต่อหน้าและลับหลัง จะไม่มีการหลอกลวง การทำอะไรทุกอย่างจึงเน้นบริสุทธิคุณไม่มีการหลอกลวง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกการหลอกลวง การหลอกลวงรู้มั๊ยว่าใครหลงก่อนเขา ผู้ที่หลอกลวงคนอื่นหลงก่อนเขา ผู้ที่คิดว่าตัวเองสวยตัวเองหล่อนั่นแหละเป็นคนหลงก่อนเขา

 

เราจะไปหลอกคนอื่นแต่ตัวเรานี้ก็เป็นคนหลงก่อนเขาเสียอีก ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้เข้าใจเรื่องโซเชียลเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่จะเป็นโลกธรรมครอบงำสติปัญญาครอบงำบริสุทธิคุณของเรา

 

เรามาคิดดูดี ๆ สิเราต้องการให้คนอื่นยอมรับเรา ใครเป็นทุกข์ก่อนเขา ก็ตัวเราเองนี้แหละเป็นทุกข์ก่อนคนอื่น

 

เราทำทุกอย่างเพื่อความไม่มักง่าย ไม่มองข้ามรายรับรายจ่าย ไม่มองข้ามปัจจุบัน เพราะปัจจุบันแล้วทุกคนมันมีตัวมีตนเยอะ มันมีอีโก้เยอะ มักง่าย ไม่ต้องการเสียสละ การทำความดีนั้นถึงเน้นบริสุทธิคุณเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ ไม่ใช่เพื่อหลอกลวงคนอื่น

 

การกระทำของเราถึงเข้าสู่มาตรฐานเข้าสู่ มอก. เพื่อพระวินัยจะได้ยิ่ง ๆ จะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณ เพราะตัวของเรามันเป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้การพัฒนาใจจึงได้มุ่งเป้ามายังภายนอก เพื่อเอาภายนอกให้ได้ เพราะการพัฒนาใจ ใจเป็นนามธรรมต้องเน้นเรื่องภายนอก ถึงไปเน้นที่กายในกายเพื่อให้ได้กายในกายเสียก่อน พระวินัยนี้ถึงเน้นบริสุทธิคุณ พระวินัยนี้ยกเลิกการหลอกลวง พระวินัยนี้มันคือเรื่องจิตเรื่องใจ การเน้นเรื่องจิตเรื่องใจนั้นต้องเน้นเรื่องกาย ต้องให้ได้ภายนอกเสียก่อน ใจไม่สงบก็ให้กายมันสงบเสียก่อน ใจไม่สงบก็ให้กิริยามารยาทให้มันดี ใจไม่สงบก็ให้อาชีพนั้นเป็นอาชีพบริสุทธิคุณ อาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ด้วยเหตุผลนี้ถึงเน้นเรื่องกายในกาย ถึงไปเน้นเรื่องสมมติสัจจะ สมมติสัจจะนั้นจะส่งเข้าถึงวิมุตติ สมมติสัจจะเป็นบริสุทธิคุณจะเป็นสติสัมปชัญญะ

 

ด้วยเหตุผลนี้พระวินัยนี้ถึงเป็นเรื่องจิตเรื่องใจเป็นเรื่องบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นบริสุทธิคุณ พระอรหันต์ขีณาสพถึงเป็นบริสุทธิคุณ ระบบข้าราชการนักการเมืองนักบวชต้องเป็นระบบบริสุทธิคุณถึงจะมีแต่คุณถึงจะมีแต่ประโยชน์

 

ธรรมนูญจึงเน้นที่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนั้นถึงเป็นหน้าที่ รัฐธรรมนูญจะเป็นการทำหน้าที่ที่เป็นสมมติสัจจะเพื่อจะได้เข้าถึงวิมุตติความหลุดพ้นที่เป็นบริสุทธิคุณที่เป็นธรรมนูญ

 

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

Visitors: 132,149