๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑๒ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันแม่แห่งชาติ

 

คณะศาลปกครองสูงสุดได้มาบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน ๔๗ ท่าน พร้อมด้วยพสกนิกรชาวไทยและต่างประเทศ

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม

 

ธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ วิมุตติจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยสมมติ สมมติสัจจะนั้นมีหลายล้านสมมติ สมมตินั้นเราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะได้เอาสมมตินั้นมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนทุกท่านต้องเห็นความสำคัญในสมมติสัจจะนั้น ๆ  สมมตินั้นได้เป็นสัจจะได้เป็นความจริง เพื่อเราจะได้เอาสมมติที่เป็นสัจจะนั้นเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

สมมติสัจจะนั้นจะเป็นกรรม จะเป็นกฎแห่งกรรม แล้วจะเป็นผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้เราทุกท่านทุกคนต้องมารู้จักทางสายกลาง เราทุกท่านต้องมาเอาทางสายกลางเพื่อให้วัตถุกับจิตใจได้เดินไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราเอาแต่ทางวิทยาศาสตร์ เอาแต่ทางวัตถุก็แก้ปัญหาไม่ได้ เอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจไม่เอาทางวิทยาศาสตร์ไม่เอาทางวัตถุก็แก้ปัญหาไม่ได้

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ใจของเราทุก ๆ ท่านนั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจนั้นถึงเน้นที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ รัฐธรรมนูญเป็นสมมติสัจจะที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เน้นที่ใจเน้นที่บริสุทธิคุณเพื่อให้เป็นธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นได้แก่ปัญญาบริสุทธิคุณ พระนิพพานกับรัฐธรรมนูญนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน พระนิพพานนั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็เนื่องมาจากเราเอาสมมติสัจจะเอามาใช้มาเอาประพฤติปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะเป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นไปไม่ได้ ต้องเป็นความสงบเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จะไม่เกิดขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสงบ จะเป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อย่างเราคิดดี ๆ นี้ก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว อย่างเราพูดดี ๆ นี้ก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว เรามีกิริยามารยาทดี ๆ นี้ก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว เราอาชีพดี ๆ อาชีพที่ยกเลิกตัวตนที่เป็นธรรมนูญก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องรู้จักระบบนายทุน ถ้าเราทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ อันนี้เป็นระบบนายทุน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปัญญาบริสุทธิคุณ ทำความดีเพื่อความดีเพื่อจะไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ เราทำความดีจะได้เกิดความสงบ

 

การดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ เราทุกท่านทุกคนพากันมาคิดดูดี ๆ ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้บำเพ็ญพุทธบารมีได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ท่านเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น ทำไมท่านไม่เสวยวิมุตติสุขให้มากกว่านั้น เพราะเหตุผลว่าการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

วิมุตติความหลุดพ้นที่แท้จริงนั้นอยู่ที่บริสุทธิคุณ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ความบริสุทธิความหลุดพ้นจะเป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ยกเลิกมีขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นวิมุตติหลุดพ้นอยู่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นจึงเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นพระนิพพาน

 

วิมุตติคือความหลุดพ้น เป็นปัญญาบริสุทธิคุณไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจ จากการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องทางสายกลาง ทางสายกลางนี้จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจถึงจะแก้ปัญหาได้ ถึงจะเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ถึงจะเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ชาติศาสน์กษัตริย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ชาติได้แก่ความเกิด ศาสน์นั้นหมายถึงการประพฤติการปฏิบัติหมายถึงการทำหน้าที่ กษัตริย์นั้นหมายถึงตัวปัญญา ๓ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ชาติศาสน์กษัตริย์ถ้าอยู่ภายนอกนั้นก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ ความรู้ต้องเอามาคู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ชาติศาสน์กษัตริย์เดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามารู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม เราจะได้มารู้จักคำว่ากรรมหรือว่ากรรมกร กรรมนี้เป็นอุปกรณ์เรียกว่ากรรมกร

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในเรื่องกรรม ในเรื่องกรรมกร อย่างเราคิดดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญานี้ก็เป็นกรรม เราคิดไม่ดี เราไปตรึกในกามเราไปตรึกในพยาบาทอย่างนี้เรียกว่าคิดไม่ดี นี้ก็เป็นกรรม กรรมนี้จะเป็นอุปกรณ์หรือว่าเป็นกรรมกร เราทุกคนต้องมารู้เรื่องกรรมเพราะกรรมนั้นจะเป็นกรรมกรจะเป็นอุปกรณ์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ไม่มีอะไรที่จะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยทั้งนั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์จะได้หยุดเหตุหยุดปัจจัย จะได้สร้างเหตุสร้างปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ เราทุกท่านต้องพากันมารู้จักกรรม รู้จักกฎแห่งกรรม รู้จักผลของกรรม พากันมาทำหน้าที่ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมอยู่เหนือกฎแห่งกรรมอยู่เหนือผลของกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการทำหน้าที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย จะเป็นสาเหตุให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนต้องเอาสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีฉันทะมีความพอใจ ฉันทะความพอใจด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ รู้เข้าใจ เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีปิติมีความสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย มีความยึดมั่นถือมั่นตั้งมั่นในหน้าที่ที่เป็นสมมติสัจจะ

 

ความยึดมั่นถือมั่นในธรรมนูญ อาศัยรัฐธรรมนูญ ที่เป็นสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ธรรมนูญเป็นทางสายกลางอาศัยรัฐธรรมนูญเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อให้เกิดธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นพระนิพพาน  

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องหยุดขั้วบวกขั้วลบเพื่อจะให้เกิดความสงบ เพื่อเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา เราพากันมาคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมุ่งเป้ามายังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์นั้นมุ่งเป้ามายังพระอรหันต์ เราพากันมาคิดดูดี ๆ ใจที่ส่งออกนั้นเป็นใจที่ฟุ้งซ่าน  ใจที่มีสติสัมปชัญญะนั้นได้แก่ใจที่สงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา เราทุกคนไม่มีสิทธิที่จะไปคิดให้คนอื่นได้ ไม่มีสิทธิที่จะไปมีกิริยามารยาทอาชีพให้กับคนอื่นได้เพราะมันเป็นตัวใครตัวมัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเรามองคนอื่นก็มองเพื่อเราจะช่วยเหลืออะไรเค้าได้ เราจะให้อะไรเค้าบ้าง

 

การให้สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลที่สุดก็ได้แก่การให้ความรู้ความเข้าใจ การเรียนการศึกษานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นสิ่งที่สำคัญในโลก ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงไม่ใช่ความจำเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะเป็นเพียงสัญญาขันธ์ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้พระพุทธเจ้านั้นถึงสำคัญ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ภายนอกนั้นเราดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าพระธรรมอยู่ภายนอกนั้นเราดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าพระอรหันต์ขีณาสพอยู่ภายนอกนั้นเราดับทุกข์ไม่ได้

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจจะได้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา มาที่บริสุทธิคุณ มาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพราะนี้คือกรรมนี้คือกรรมกร นี้คือกฎแห่งกรรมผลของกรรม เพื่อเราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเอาธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องมาจากรัฐธรรมนูญ ธรรมศาสตร์จะเกิดได้ก็ต้องมาจากนิติศาสตร์

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนทุกคนนั้นย่อมพากันตั้งอยู่ในความประมาท ทุกคนนั้นก็ย่อมมีข้อแม้ต่าง ๆ นานา

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจความประมาทนั้นคือความเสียหาย ประมาทน้อยก็เสียหายน้อย ประมาทปานกลางก็เสียหายปานกลาง ประมาทมากก็เสียหายมาก

 

เราต้องพากันรู้เข้าใจ เราทุกคนนั้นจะประมาทไม่ได้ ความเคารพจะหยุดความประมาท เราทุกคนก็รู้แก่ใจแล้วว่าเราตรึกนึกคิดอะไรคนอื่นเค้าไม่รู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่ตัวของเรารู้เองว่าเราตรึกนึกคิดอะไร

 

ความเคารพจะเป็นสาเหตุไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจเพื่อเอาไว้ป้องกันอันตราย ความไม่ประมาทความเคารพนี้เอาไว้ป้องกันอันตราย

 

เรามีปัญญาต้องเอาปัญญามาใช้มาปฏิบัติไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ให้เข้าใจคำว่าความเคารพ ความไม่เคารพได้แก่ความไม่สงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นก็ย่อมไม่มี

 

ความไม่เคารพนั้นคือความไม่สงบจะมีความไม่สงบอยู่ในตัวของตัวมันเอง ความไม่เคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สงบ เป็นสาเหตุให้เกิดสงคราม สงครามในตัวของตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามระหว่างประเทศสงครามโลก สงครามนี้เกิดจากความไม่เคารพ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเคารพในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะกรรมนั้นก็ต้องเป็นกรรม เราตรึกในกามก็ย่อมเป็นกาม มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เราตรึกในพยาบาทก็ย่อมเป็นพยาบาทมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้

 

เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เราจะได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าวิมุตติความหลุดพ้นจากตัวจากตนนั้นอยู่ที่การทำหน้าที่

 

สมมติสัจจะเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เรามาเอาสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ อย่างเราพากันทำงานทำหน้าที่ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ความสุขนั้นก็ย่อมมีอยู่แล้วไม่มีความทุกข์อะไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ คำว่าสุขนี้หมายถึงความสุขทางจิตใจ กายนั้นย่อมมีความทุกข์บ้าง มีความสุขบ้าง เฉย ๆ บ้าง ใจของเรานั้นถ้าเรารู้เข้าใจความทุกข์นั้นจะไม่มี ปัญหานั้นจะเป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะเป็นโอกาส เราต้องพากันมารู้เรื่องความทุกข์กายความทุกข์ใจ

 

กายของเราทุกคนนั้นมีความแก่เจ็บตายพลัดพราก อายุขัยของสรีระร่างกายของหมู่มวลมนุษย์ในปัจจุบันนี้พัฒนาวัตถุพัฒนาจิตใจอายุขัยของร่างกายอยู่ได้ร่วมร้อยปีหรือว่ามากกว่าร้อยปี

 

สรีระร่างกายที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติที่เอาปัญหามาเป็นปัญญา ที่จะเอาวิกฤตเป็นโอกาส

 

ภพภูมิที่เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นภพภูมิที่บำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นภพภูมิที่มีอายุขัยไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ถ้าน้อยเกินก็จะตั้งหลักไม่ได้ ถ้านานเกินก็คิดว่าเป็นอมตะ ภพภูมิมนุษย์นี้จึงเป็นภพภูมิที่มาบำเพ็ญบารมี องค์สมเด็จพระสัมมสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเข้าใจเพื่อเอาความคิดคำพูดกิริยามารยาทอาชีพมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อบำเพ็ญบารมี เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสร้างบารมี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้สำคัญมากเมื่อมันผ่านไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ เราเน้นที่บริสุทธิคุณ ให้เข้าถึงธรรมนูญอยู่ในปัจจุบันที่ปัจจุบัน ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในความประพฤติในการปฏิบัติ ไม่พากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ไม่คิดอย่างนี้ ถ้าคิดอย่างนี้โอกาสผิดพลาดนั้นมีอยู่แล้วถึง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์...เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่คิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ คิดอย่างนั้นมันผิดพลาดไปแล้ว ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

ผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพพร้อมกับลาละสังขารคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วน้อยมาก ปกติแล้วเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนรู้และเข้าใจ พากันมีฉันทะมีความพอใจสดชื่นตื่นเบิกบานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง อย่าไปคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป คำว่าสายกลางนั้นได้แก่ปัจจุบันนะ ถ้าเป็นอดีตก็ไม่ใช่ทางสายกลาง ถ้าเป็นอนาคตก็ไม่ใช่ทางสายกลาง ปัจจุบันนั้นเป็นทางสายกลาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าวาระนั้นเป็นเพียงวาระเดียว เช่น เราคิดดีมันก็ดีมันเป็นวาระเดียว ถ้าเราพูดดีนี้ก็เป็นวาระเดียว ถ้าเรากิริยามารยาทดีก็เป็นวาระเดียว ถ้าเราอาชีพดีก็เป็นวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเน้นมุ่งเป้ามายังปัจจุบันที่เป็นบริสุทธิคุณ อย่าพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ คิดอย่างนี้ความผิดพลาดนั้น ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ มีความคิดที่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

มีความลังเลสงสัยไม่เข้าใจว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์ฌหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ทำอย่างนี้แหละเราจะไม่มีความทุกข์เราจะไม่มีความเครียดเพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เราคิดดูดี ๆ มันก็ดี เราพูดดีมันก็ดี เรากิริยามารยาทดีมันก็ดี เรามีอาชีพที่ไม่เอาความหลงนำชีวิตไม่เอาความผิดนำชีวิตมันก็ดี

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความเครียด จะมีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตามีแต่ความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน เราทุกคนจะมีความรู้สึกว่าทำไมมันมีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์อะไร

 

ก็เพราะเหตุผลว่า วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจอย่างนี้

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าความดับทุกข์อยู่ที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ความสุขนั้นจะมีได้อย่างไรเพราะเราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่เพราะมันมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

อย่างเรานั่งสมาธิหรือเดินสมาธิหรือนอนสมาธิอย่างนี้ เรามีความสุขในการมีสติมีสัมปชัญญะความทุกข์นั้นจะมาจากไหน อย่างเรามีความสุขในการหายใจเข้ามันก็มีความสุขในการได้ออก เรามีความสุขในการหายใจออกเอาความทุกข์ออกไปเอาสิ่งปฏิกูลเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปมันก็มีแต่ความสุข ความทุกข์จะมาจากไหน

 

ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเรานั่งสมาธิเราต้องการให้มันสงบเราต้องการให้มีความสุข เราต้องการไม่ให้ปวดแข้งปวดขาอย่างนี้ ความต้องการนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความต้องการนั้นเป็นความไม่สงบเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราต้องมีธรรมนูญเป็นเครื่องอยู่ มีการงานที่มีความสุขที่เป็นเครื่องอยู่ เราต้องมีพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่พระนิพพาน รู้เข้าใจเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

อย่างพระพุทธเจ้ามีพุทธกิจเป็นเครื่องอยู่ อย่างพระอรหันต์ขีณาพมีพุทธกิจเป็นเครื่องอยู่ เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องอยู่ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นความสงบและปัญญา เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องอยู่ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นรัฐธรรมนูญเป็นธรรมนูญเป็นนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรามีตัวมีตนเป็นเครื่องอยู่เรามีความทุกข์มั๊ยมีความเครียดมั๊ย มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วมีความทุกข์มีความเครียด ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิก การยกเลิกตัวยกเลิกตนธรรมนูญถึงจะเกิดได้ การยกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานถึงจะเกิดได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราต้องมีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะหยุดโซเชียลได้อย่างไร หยุดสังขารได้อย่างไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจเราพากันหยุดโซเชียล หยุดกระแสไม่ไปตามกระแส เราจะหยุดได้ก็ต้องอาศัยหน้าที่มุ่งที่บริสุทธิคุณ เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เราต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อจะหยุดกระแส กระแสโซเชียลกระแสสิ่งแวดล้อม เราหยุดได้ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เรามาเอาปัญหามาเป็นปัญญา เรามาเอาวิกฤตเป็นโอกาส มนุษย์เรานี้ต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เอาหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นจะเป็นรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นสมมติสัจจะ ต้องเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาปฏิบัติ ยกเลิกพรรคยกเลิกพวก ยกเลิกกระแส ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะ ไม่หวั่นไหวไปตามโซเชียล ไม่หวั่นไหวไปตามกระแส ไม่หวั่นไหวไปตามผัสสะ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นตัวให้เอาสติสัมปชัญญะนั้นเอามาใช้เป็นเหตุเป็นปัจจัย สติสัมปชัญญะนั้นจะตัดเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้วจะไม่มีตัวไม่มีตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้เอาสมมติสัจจะนั้นเอามาใช้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะเพื่อมาทำหน้าที่ เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ ทุก ๆ คนเน้นมาที่ตัวเรา ยกเลิกไปแก้ไขคนอื่น รู้เข้าใจ ตัวตนนั้นมันเป็นโลกส่วนตัว โลกส่วนตัวนั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ โลกส่วนตัวนั้นจะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น พระนิพพานที่เป็นหน้าที่ที่เป็นธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นคือวิมุตติความหลุดพ้นเราต้องพากันรู้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมายกเลิกเรายกเลิกเขาด้วยสติสัมปชัญญะ

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

Visitors: 132,133